ยลอารยธรรม 'ลำพูน'

ยลอารยธรรม 'ลำพูน'

ณ ที่แห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมอันงดงามตามวิถีล้านนาเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ของดินแดนหริภุญไชย

ที่ไม่ว่าจะมาเยือนครั้งไหนๆ ก็ยังประทับใจอยู่เสมอ

. . .

มีความสุขทุกครั้งที่ได้เดินทางขึ้นเหนือ อาจจะเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ หรือมนต์เสน่ห์อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าอยากเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นซ้ำๆ โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ

นอกจากเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน หรือน่าน ที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักๆ ของฉันเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวทางภาคเหนือแล้ว อีกหนึ่งจังหวัดที่หัวใจร่ำๆ อยากไปเสมอคือ จ.ลำพูน ส่วนเหตุผลนั้นเดาไม่ยาก ก็เพราะลำพูนมีก๋วยเตี๋ยวลำไยแสนอร่อย(ฮา..) ไม่ใช่แค่นั้น แต่เรื่องราวอื่นๆ ของลำพูนฉันก็ชื่นชอบและชื่นชมเช่นกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนลำพูนที่ยังคงผูกพันกับวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างแนบแน่น งดงาม

-1-

เมือง ลำพูน แห่งนี้เป็นดินแดนเก่าแก่ ผู้คนสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญ ก่อร่างสร้างถิ่นฐานขึ้นเป็นเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ.1200 ใช้ชื่อว่า 'นครหริภุญไชย' และก็อย่างที่ทราบกันว่าเมืองนี้มีสตรีเป็นเจ้าครองนคร นั่นคือ 'พระนางจามเทวี' พระธิดาในพระมหากษัตริย์แห่งกรุงละโว้ พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตรีย์ของนครหริภุญไชย เป็นผู้นำที่ทำหน้าที่เจ้าผู้ครองนครได้อย่างมิขาดตกบกพร่อง แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันในการปกครองบ้านเมืองในอดีตว่าสตรีเพศก็มีบทบาทไม่น้อยไปกว่าบุรุษ

และเพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงความดีงามของพระนาง เราจึงเดินทางไปที่ อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี เพื่อสักการบูชาและเป็นนัยว่าเอาฤกษ์เอาชัย(ตามสไตล์คนไทย) ให้ทริปนี้ราบรื่น สนุกสนาน และปลอดภัยตลอดการเดินทาง ที่นี่นอกจากจะได้ชมความงดงามของรูปปั้นพระนางจามเทวีแล้ว รอบๆ บริเวณก็ยังมีกำแพงหินทรายแกะสลักล้อมรอบอยู่ แม้บางส่วนจะชำรุดเสียหายไปบ้าง แต่ก็ยังมีร่องรอยแห่งอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ให้ได้เห็น

หากอยากสัมผัสความอลังการมากกว่านี้ก็ต้องไปที่ วัดสันป่ายางหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง แต่เดิมเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ต่อมามีพระมหาเถระจากพม่าจำนวน 3 รูป เดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแสดงธรรมโปรดชาวบ้านในแถบนี้จนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใส จึงพร้อมใจกันปรับเปลี่ยนเทวสถานให้เป็นวัดและมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า 'วัดขอมลำโพง' ตามความเชื่อของชุมชนละแวกนั้นที่เป็นชาวขอม และวัดนี้ถือว่าเป็นวัดของศาสนาพุทธแห่งแรกในดินแดนล้านนา ต่อมาในสมัยของพระนางจามเทวี พระนางได้เข้ามาบูรณะใหม่ทั้งหมดและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า 'วัดอาพัฒนารามป่าไม้ยางหลวง' โดยวัดแห่งนี้พระนางได้ใช้เป็นสถานปฏิบัติธรรม และเมื่อพระนางเสด็จสวรรคต พระศพของพระนางก็ได้นำมาถวายพระเพลิง ณ วัดแห่งนี้ด้วย วัดนี้จึงมีความสำคัญมากในแง่ประวัติศาสตร์

ไม่ไกลกันนัก เราเดินทางไปชม กู่ช้างกู่ม้า ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บริเวณวัดไก่แก้ว มีตำนานว่ากู่ช้างเป็นเจดีย์บรรจุซากช้างคู่บารมีของพระเจ้ามหัตยศ ส่วนงานำไปเก็บไว้ในเจดีย์สุวรรณจังโกฏที่วัดจามเทวี ส่วนกู่ม้าเชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุซากม้าทรงของพระเจ้ามหัตยศ เจดีย์คู่นี้นับว่ามีความแปลกไปจากเจดีย์อื่นๆ ที่พบในล้านนา เพราะองค์เจดีย์เป็นทรงกระบอกปลายมนสอบ เหนือองค์ระฆังมีแท่นคล้ายบัลลังก์ จึงสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์บอบอคยีของพม่า มองดูแล้วก็มีเสน่ห์ไม่แพ้เจดีย์แบบล้านนาเลย

จากนั้นเราไปกราบไหว้ 'พระรอด' ที่ วัดมหาวัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังของลำพูนอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ที่นี่สร้างขึ้นในช่วงที่พระนางจามเทวีครองเมืองหริภุญชัย ในตอนนั้นพระนางได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญติดตัวมาด้วย 2 องค์ คือ พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระพุทธสิกขิ (พระศิลาดำ) จึงทรงสร้างวัดมหาวันขึ้นเพื่อประดิษฐานพระศิลาดำไว้ที่นี่ ต่อมาหริภุญชัยเกิดสงครามกับขุนลัวะวิลังขะ พระฤๅษีจึงใช้พระศิลาดำเป็นต้นแบบสร้างพระเครื่องแจกจ่ายชาวเมืองเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการออกศึก พอชาวบ้านนำไปบูชาก็พบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ พระเครื่องเหล่านั้นจึงได้ชื่อว่า “พระรอด” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 พระเบญจภาคีที่มีราคาแพงที่สุดองค์หนึ่งเลยทีเดียว ใครตามหาพระรอดอยู่ละก็ มาที่นี่ไม่ผิดหวัง

ก่อนตะวันจะลาลับขอบฟ้าต้องมาที่นี่ ใครที่มาเที่ยวลำพูนแล้วไม่มาที่ วัดพระธาตุหริภุญไชย ถือว่ามาไม่ถึง เพราะที่นี่ถือเป็นพระอารามหลวงคู่บ้านคู่เมืองลำพูนมาเนิ่นนาน โดยสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.1654 ภายในวัดนี้มีพระพุทธรูปนิกายมหายาน ปางประสูตร อายุกว่า 500 ปี ประดิษฐานอยู่ นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว ที่มีพระพุทธรูปนิกายมหายานมาอยู่ในวัดของนิกายเถรวาท นอกจากนั้นพระประธานของวัดนี้ก็มีความงดงามมาก เป็นฝีมือการหล่อของช่างสกุลลำพูนโดยแท้

-2-

วันต่อมาเราตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางมาตามรอยพระนางจามเทวีกันต่อที่ วัดจามเทวี หรือ วัดกู่กุด ที่นี่เราได้ซึมซับเรื่องราวของพระนางจามเทวีกันแบบเต็มๆ เพราะพระนางโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น พระนางได้บวชและปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดแห่งนี้เช่นกันกับที่วัดสันป่ายางหลวง จนมีพระชนม์พรรษาได้ 92 ปี เมื่อพระนางเสด็จสวรรคตลง พระเจ้ามหันตยศซึ่งเป็นพระราชโอรสได้โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์สุวรรณจังโกฏขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1298 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเพื่อบรรจุอัฐิของพระราชมารดา

นอกจากความสำคัญในทางประวัติศาสตร์แล้ว พระเจดีย์สุวรรรณโกฏหรือเจดีย์กู่กุดนี้ก็ยังมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมด้วย องค์เจดีย์มีอายุประมาณ 1,300 ปี รูปแบบพระเจดีย์คล้ายสัตตมหาปราสาทของศรีลังกา ทรงพระเจดีย์เป็นแบบสี่เหลี่ยม ก่อด้วยศิลาแลง ผนังรอบพระเจดีย์มีซุ้มซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ภายใน ซุ้มนี้มีโดยรอบ รวมจำนวน 60 องค์ ปัจจุบันวัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากรให้เป็นสมบัติของแผ่นดินที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

จากนั้น เรายังคงเดินทางไปยลอารยธรรมของหริภุญไชยกันต่อที่ วัดพระยืน วัดเก่าแก่ซึ่งสันนิษฐานว่าพระนางจามเทวีทรงสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.1213 ชื่อของวัดพระยืนมาจากองค์พระพุทธรูปยืนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1606 ในสมัยพระเจ้าธรรมมิกราช (กษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งหริภุญชัย) และต่อมาใน พ.ศ.1712 พระยากือนา ผู้ครองนครเชียงใหม่และลำพูน ได้สร้างพระพุทธรูปยืนเพิ่มเติมขึ้นอีก 3 องค์ เจดีย์วัดพระยืน มีลักษณะโดดเด่นตรงที่เป็นศิลปกรรมพม่า คล้ายกับเจดีย์วัดสัพพัญญูในเมืองพุกาม เป็นเจดีย์อีกองค์ที่งดงามน่าชมไม่แพ้ที่อื่น

หลังจากตะลอนทัวร์มาทั้งวัน เย็นย่ำค่ำของวันที่สองนี้เราแวะไปเที่ยวแบบชิลชิลกันบ้าง เราเดินทางไปชมผ้าไหมยกดอกลำพูนที่ สถาบันผ้าทอมือหริภุญไชย ว่ากันว่าผ้าไหมยกดอกลำพูนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวลำพูนที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าทอของที่นี่มีลวดลายอันวิจัตร ประณีต งดงาม ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่หาได้ยาก จึงไม่เกินความจริงไปนักหากจะบอกว่าลวดลายผ้าทอของที่นี่ได้สอดแทรกจิตวิญญาณของช่างทอชาวลำพูนไว้ในผืนผ้าด้วย

ที่นี่มีโรงทอผ้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีเหล่าคุณแม่คุณป้าฝีมือดีมานั่งทอผ้าลายสวยๆ กันทุกวัน ในบริเวณเดียวกันก็มีห้องขายสินค้าที่ระลึกที่ทำจากผ้าทอยกดอกลำพูนไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชมเลือกช้อปกันด้วย

-3-

วันสุดท้ายของการพำนักใน จ.ลำพูน แม้จะรู้สึกว่าเวลาล่วงผ่านเร็วเกินไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร วันนี้เราขอเดินชมให้เต็มอิ่มไปเลย เราเดินทางไปที่วัดสำคัญอีกแห่งนั่นคือ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.ป่าซาง วัดนี้มีครูบาเจ้าพรหมา พรหมจักโก เป็นอดีตเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระครูบาสายวิปัสสนากรรมฐานที่ชาวลำพูนและจังหวัดใกล้เคียงเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก เมื่อท่านมรณภาพเมื่อปี 2527 หลังจากพระราชทานเพลิงเสร็จสิ้นแล้วปรากฏว่าอัฐิของครูบาได้กลายเป็นพระธาตุ มีวรรณะสีต่างๆ หลายสี สร้างความเลื่อมใสให้แก่ผู้พบเห็นไม่น้อย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของวัดนี้คือ มีรอยเท้าหรือรอยอรหัตบาท ที่พระครูบาได้อธิษฐานจิตเหยียบลงบนแท่นหินศิลาแลง จนเป็นหลุมลึกลงไป แสดงถึงการสำเร็จอภิญญาแห่งพระอรหันต์ของท่านด้วย ถัดจากบริเวณนั้นออกมาสักหน่อยเราก็เดินไปชม 'รอยตากผ้าจีวรของพระพุทธเจ้าหนึ่งเดียวในไทย' อันเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้นั่นเอง

ช่วงสายๆ เราเดินทางต่อเพื่อไปชม 'เจดีย์ศรีเวียงชัย' ที่ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ลี้ ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ที่พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หรือครูบาวงศ์ได้บูรณะขึ้น พระครูบาท่านนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีเมตตาและขันติธรรมสูงยิ่ง ท่านได้ออกธุดงค์สั่งสอนธรรมะให้กับชาวเขาในที่ต่างๆ ที่ยังนับถือผีให้หันมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อท่านกลับมาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จึงมีชาวปกาเกอะญออพยพตามเข้ามาอาศัยอยู่เป็นชุมชนใกล้วัดแห่งนี้เพื่อจะได้ทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรมกับครูบา ทุกวันนี้ชาวปกาเกอะญอในชุมชนห้วยต้มทุกคนก็ยังยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามที่ท่านสั่งสอนไว้ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติตามที่หลวงปู่ครูบาปฏิบัติ นับเป็นจริยวัตรที่งดงามจริงๆ

จากนั้นเราเดินทางไปชอปปิงผ้าฝ้ายทอมือที่ทีชื่อเสียงมากที่สุดในลำพูนที่ บ้านหนองเงือก ดอยหลวง แหล่งผ้าฝ้ายทอมือที่ใหญ่ที่สุดของชุมชนยองป่าซาง จุดนี้วิญญาณนักช้อปเข้าสิงเพื่อนร่วมทริปทุกคนรวมถึงตัวฉันด้วย เราต่างมุ่งหน้าเข้าไปเดินดู เดินเลือกซื้อ พูดคุยต่อรองราคากับชาวบ้านอย่างสนุกสนาน เราใช้เวลาที่นี่นานพอสมควร (เหมือนว่าทุกคนเจอขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว) อย่างไรก็ตามเมื่อได้เวลากลับเราก็ต้องจำใจโบกมือลาแม่ๆ ป้าๆ ที่ใจดีทุกคน

ก่อนกลับกรุงเทพฯ เราแวะชม สิริโฮมสเตย์ กันอีกสักหน่อย ที่นี่เป็นโฮมสเตย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรม หนึ่งในกลุ่มอุโมงค์โฮมสเตย์ อ.เมือง ลำพูน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ปี 2555 จากกรมการท่องเที่ยว โฮมสเตย์เหล่านี้ได้รับการรับรองว่าสะอาด สะดวกสบาย เงียบสงบ และปลอดภัย อยู่ห่างจากตัวเมืองลำพูน 7 กม. และใช้เวลาในการเดินทางไปสนามบินเชียงใหม่เพียง 45 นาทีเท่านั้น เรียกว่าหากใครมาเที่ยวลำพูนแล้วกลัวจะไม่มีที่พักดีๆ ขอให้คิดใหม่ได้เลย

สำหรับฉันเอง คิดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะมาเที่ยวลำพูนอีกแน่นอน ไม่แน่ คราวหน้าอาจจะได้พบกับความประทับใจที่มากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ใครจะรู้

--------------------


การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ หากอยากเดินทางแบบที่สะดวกสบายที่สุด แนะนำให้ใช้บริการสายการบินต่างๆ โดยเฉพาะสายการบินบางกอกแอร์ เวย์ส ที่วันนี้มีเที่ยวบินสู่เชียงใหม่ทุกวัน ดูรายละเอียดตารางบินได้ที่ https://www.bangkokair.com/tha เมื่อถึงสนามบินเชียงใหม่ก็สามารถเดินทางมาที่ลำพูนได้ง่ายๆ โดยมีรถสาธารณะบริการทั้งรถเมล์ รถเช่า สามารถเลือกได้ตามสะดวก

เมื่อมาถึงในตัวเมืองลำพูน สามารถเที่ยวด้วยการนั่งรถรางชมเมือง ที่จะมีทั้งคนขับรถพาชมและมีผู้บรรยายให้ฟัง โดยรถรางจะพาไปชมวัดต่างๆ และพาชมสภาพบ้านเมืองลำพูนอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถไปขึ้นรถรางนำเที่ยวได้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย แต่ละวันจะมีรถนำเที่ยว 2 รอบ คือ 09.00 และ 13.00 น.