ภารกิจส่ง "ลูก" เป็น "ดารา"

ภารกิจส่ง "ลูก" เป็น "ดารา"

จากเวทีประกวดสู่สนามจริง ภารกิจของคนเป็น "แม่" ที่ต้องดูแล "ดารา" มือใหม่ แม่ๆ จากแดนใต้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว

  • แม่ "ศิลปิน"มือใหม่

ธนนท์ จำเริญ หรือ นนท์ ผู้ครองตำแหน่ง เดอะ วอยซ์ คนแรกของประเทศไทย จากเวทีประกวดนักร้องแบบเรียลลิตี้โชว์ The Voice Thailand ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่ 5 และการเป็นเด็กต่างจังหวัดจากภูเก็ต เข้าสู่วงจรบันเทิงในเมืองหลวง ทำให้แม่เป็นคนสำคัญที่ นนท์ ยืนยันว่า ขาดไม่ได้ ณ เวลานี้

ในส่วนของแม่ กันต์กมล จำเริญ ที่ต้องย้ายบ้าน และยกเลิกงานส่วนตัว เพื่อดูแลลูกเต็มเวลา ระหว่างที่ นนท์ เริ่มงาน "ศิลปิน" ในสังกัดไอแอม มิวสิค การปรับตัวของของแม่คนนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสภาพแวดล้อม จากชีวิตที่แวดล้อมด้วยคนคุ้นเคย มาสู่ แวดวงคนแปลกหน้า และความใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่เรียกว่า แฟนคลับ

แม้ว่า นนท์จะผ่านเส้นทางการประกวดดนตรี จากแววดีในโรงเรียน และครูสอนดนตรีพิเศษ แต่การมาถึงเวทีระดับประเทศ แม่เผยความคิดเบื้องต้นว่า กังวลในเรื่องวุฒิภาวะพอสมควร

"ตอนแรกแม่ก็คิดว่าให้จบม.6 ก่อนไหม เพราะน้องยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย ล้างจานกับดาวไข่ (ทำไข่ดาว) เป็นอย่างเดียว ถ้าจะไปถึงขั้นประกวดดนตรีหรืออะไร แม่อยากให้นนท์ดูแลตัวเองที่บ้าน หาข้าวกินเอง อยู่คนเดียวได้เองให้ได้ก่อนไหม เขาเก่ง เรื่องกิจกรรมดนตรีร้องเพลง แต่ความเป็นอยู่ยังไม่โตพอ ก็ยังไม่อยากให้มา"

แต่เมื่อความสามารถของนนท์ ทำให้คุณครู และคนรอบข้างประจักษ์ กับความสามารถในการเล่นดนตรี และมาไกลถึงเวทีระดับประเทศ คนเป็นแม่ให้ความสำคัญกับทัศนคติของลูกต่อการแข่งขัน ให้ทำดีที่สุด แต่ต้องเตรียมใจไว้เผื่อคนที่ดีกว่าด้วย ซึ่งแม่ของนนท์เห็นว่า เป็นทางที่ปกป้องลูกได้มากที่สุด คือการรู้จักรับมือกับความเสียใจและการเป็นผู้แพ้

"ตอนรอบสุดท้ายเดอะ วอยซ์ พิธีกรถามแม่ว่า ตื่นเต้นไหม จริงๆ แม่ไม่ตื่นเต้น แต่แม่ง่วนกับการคิดมากกว่าว่าถ้าลูกแพ้ แม่จะปลอบลูกยังไง แม้เราจะรู้ว่านนท์เขาก็เคยแพ้มาหลายเวที ได้แชมป์ก็เยอะ ก็จะชาชิน แต่พอมาเวทีใหญ่ ถึงเขาจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลึกๆ เขาต้องเจ็บปวด เราคิดเรื่องตรงนี้มากกว่า"

"แม่จะบอกนนท์เสมอว่า เราจะดีใจมากๆ (เมื่อชนะ) ให้ดูด้วยว่าเพื่อน (ร่วมแข่งขัน) ที่แพ้ เขาจะรู้สึกยังไง เพราะในการชนะอะไรมันต้องมีผู้แพ้ และเราก็เคยเป็นคนแพ้ เราก็ต้องเข้าใจตรงนั้น เพราะงั้นจะเห็นว่า นนท์เขาจะไม่เคยแสดงความดีใจสุดๆ ออกมาเลย อยากให้แคร์คนที่แพ้ด้วย"

การเข้าสู่วงการบันเทิง เริ่มออกงานกับลูกชายที่เป็น แชมป์ เดอะ วอยซ์ คนแรกของประเทศไทย คุณแม่ของน้องนนท์บอกว่า แม้จะมีผู้ดูแลหรือ A&R ศิลปินจากต้นสังกัดค่ายไอแอมอยู่แล้ว และบางงานก็อาจจะถือว่าไปเกะกะ เพราะสถานที่ทำงานไม่เอื้อให้ยกขบวนไปดูแล แต่นนท์เองเป็นคนขอให้แม่ตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อความอุ่นใจ

"ถ้าแม่ไม่ไป ความมั่นใจมันลดลงไป 40-50 เปอร์เซ็นต์เลย ถ้าแม่ไปด้วยอุ่นใจล้านเปอร์เซ็นต์" แชมป์เดอะ วอยซ์ ที่ชีวิตต้องปรับตัว จากโรงเรียนมัธยมที่ภูเก็ตบ้านเกิด ต้องย้ายมาเรียนต่อม.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร

"เราว่ามีแม่เป็นพวกมีคนยืนข้างมันรู้สึกดีกว่า การไม่มีเหมือนโดดเดี่ยว เหมือนเราอยู่คนเดียว โอกาสที่มี (จะชนะการแข่งขัน) มันลดลงไปเยอะเลย" นนท์ บอกความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และย้อนรอยความสัมพันธ์แม่ลูกคู่นี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมมาตลอด แม้กระทั่งการประกวดแข่งขันดนตรีอิเลคโทนระดับภูมิภาค คุณแม่ต้องจูงมือลูกชายส่งถึงบันไดเวทีเลยทีเดียว

ความเห็นต่อวงการบันเทิงในแรกเริ่มเข้าในช่วงเวลาไม่กี่เดือน คุณแม่เดอะ วอยซ์บอกว่า การปรับตัวรวมถึงการรับมือกับแฟนคลับ

"แม่รู้จักแฟนคลับดารา ตอนที่เห็นข่าว บิ๊ก D2B มีคนมานั่งร้องไห้เฝ้าเขาที่โรงพยาบาล เราก็แปลกใจว่าเป็นได้ขนาดนั้นเลยเหรอ พอตอนนนท์เข้ารอบในเดอะ วอยซ์ ก็มีคนแสดงตัวเป็นแฟนคลับมาเชียร์ ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นวัยรุ่นๆ แต่เท่าที่เจอกลับเป็นคนรุ่นแต่งงานมีลูกแล้ว รับราชการ ทำงานแล้ว บางคนเขาบอกว่าคุณยายที่บ้านชอบนนท์ก็เลยชอบกันทั้งบ้าน

แรกๆ แม่จะหลบคนที่เข้ามา เพราะเรายังกลัว บางทีเราเดินทางมาจากใต้ แฟนคลับโทรถามจะไปรับที่สนามบิน แม่ก็ (นั่งรถทัวร์) ไปลง (สถานีขนส่ง) สายใต้แทน เพราะกลัวแบบว่าเกรงใจ (แฟนคลับ) เขา มันยังไงล่ะ แม่กลัวเรื่องบุญคุณ เราไม่รู้จะตอบแทนเขายังไง

ตอนนี้ก็ปรับตัวได้ดีขึ้น จากที่แฟนคลับเขาพยายามจะเอาเงินมาให้ ทำพวงมาลัย (ใส่เงิน) มาให้ แต่เราไม่อยากให้แฟนคลับเสียเงินซื้อมานะ อยากให้จ้างเป็นงาน แบบไปทำงานเลยดีกว่า แฟนคลับเขาก็พูดว่าอยากให้น้องได้เต็มๆ (โดยตรง) แต่แม่คิดว่า เหมือนที่ในหลวงบอกว่า แทนที่จะให้ปลา ให้คันเบ็ด (ไปตกปลาเอง) จะดีกว่าไหม" แม่ก็บอกแฟนคลับ และก็เอาเงินพวกนั้นไปทำบุญไปบริจาค ซึ่งเขาก็คงจะเข้าใจเรามากขึ้น"

ส่วนภาพมายาของวงการ นั้น คุณแม่เดอะวอยซ์ บอกว่า มองแบบชิลล์ๆ ว่า เป็นสถานที่ทำงานอีกแห่งหนึ่ง "เราก็เห็นนะว่า มันไม่ใช่เนื้อจริงๆ ทั้งหมด มันเป็นโลกที่ต้องทำอะไรออกมาให้สวยงาม เรื่องงานของนนท์แม่จะไม่กังวล เพราะมีการเซ็นสัญญา และการันตีรายได้ชัดเจน ไม่ได้เป็นปัญหา"

  • หัวอกแม่ ใช่แค่ "แน่นอก"

ขณะที่เดอะวอยซ์ ยังเป็นเพิ่งเริ่มก้าว อีกหนึ่งคนจากภาคใต้อย่าง ใบเตย อาร์สยาม (สุธีวัน ทวีสิน) ได้ผ่านเส้นทางเวทีประกวดมาเป็นนักร้องดังร้อนแรงของปีนี้ ในกรณีของคุณแม่ วันเพ็ญ ทวีสิน กับลูกสาวที่ดังระเบิดในเพลงและภาพลักษณ์ของสาว "แน่นอกต้องยกออก" ทำให้เกิด เสียงวิพากษ์วิจารณ์ใน จุดขาย ของความเป็นศิลปินเซ็กซี่

"ข่าวเสียหายที่ทำให้แม่รู้สึกแย่ที่สุดคือ เรื่องที่โดน สวธ.(กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) มาว่า (กรณีฉาวข้อหาทำวงการลูกทุ่งเสื่อมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) แม่ก็เป็นห่วงน้อง เขาน่าจะใช้คำพูดที่ดีกว่านี้ การที่เขาพูดว่า (น้อง) เอาเรือนร่างมาขาย แม่รับไม่ได้ ทำไมไม่ตักเตือนดีๆ ใช้คำพูดให้ดีกว่านั้น คือ แทนที่จะสอนเด็กให้ดรอปลงนิดหน่อย หรือแจ้งบริษัท ว่าแก้ไขอะไร ไม่ใช่ด่าลูกเดียวแบบนั้น ซึ่งตอนนี้มันก็ผ่านไปแล้วเราก็โอเค ในด้านส่วนตัวก็มีน้องชายใบเตยดูแลพี่สาวอยู่ และแม่ก็ไลน์คุยกันตลอด" แม่เขียวเผยถึงหัวอกคนเป็นแม่

และให้ความเห็นต่อจุดขายความเซ็กซี่ของใบเตยว่า "แม่ไม่ใช่จะเข้าข้างลูกตัวเองนะ แต่ด้วยสรีระของน้องใบเตยเขา ไม่น่าเกลียด เพราะใบเตย เขาขายาว มันก็เลยใส่ขาสั้นออกมาดูเซ็กซี่ แต่เอาจริงๆ ลึกๆ แล้วแม่ก็ไม่ชอบนะ ขาสั้นเสมอหู อะไรแบบนี้ แม่ก็คอมเพลนไปกับผู้จัดการของน้องนะ ว่าชุดสั้นไป ขอยาวลงมาหน่อยไม่ได้เหรอ ลึกๆ แม่ก็ไม่ชอบสาวนุ่งสั้นนะ ก็บอกเขาให้ลดๆ ลงน้อย ซึ่งใบเตยเขาก็บอกว่า มาม๊า ถ้าหนู 30 ปีหนูก็ไม่ใส่แล้วสั้นๆ แบบนี้น่ะ"

คุณแม่วันเพ็ญย้อนถึงเส้นทางดันดาราของใบเตย จากวัยเด็กน้อยที่เป็น เด็กชอบแสดงออก ยิ้มเก่ง และเดินสายประกวดร้องเพลงตามเวทีสมัครเล่นส่วนภูมิภาค จนเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของครอบครัว จนถึงนักร้องสาวที่ร้อนแรงที่สุดของวงการบันเทิงไทยในเวลานี้

"เห็นตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ยิ้มง่าย เลี้ยงง่าย ไม่บ่น เวลาแม่พาไปประกวดอะไร อาจจะเป็นโชคดีของแม่ เขากล้าแสดงออก กิจกรรมทุกด้าน ดนตรี รำมโนรา ทำได้หมด เรียนอิเล็คโทน ที่สยามกลการ เรียนได้คอร์สเดียว ก็เล่นเพลงเบสิค ได้หมดเลย 11 ขวบประมาณนั้น น้องขอไปเรียน ถ้าเราพูดออกมาด้านบันเทิง โอเคกันหมด เวทีประกวดที่ประทับใจ สมัยเด็ก งานแรก อายุ 10 ขวบน่าจะประมาณป.3-4 ประกวด ซิงกิ้ง คอนเทสท์ของคุณคงสัก มั่นคงวิวัฒน์ ประกวดสามรอบในวันเดียว ที่ห้างไดอาน่า หาดใหญ่ เขาบังคับ 2 เพลง น้องเลือก เพลงต้องใช้ชดใช้ ของโบ สุนิตา และเลิกแล้วค่ะ ของอาภาพร คว้าชนะเลิศครั้งแรก และเป็นการประกวดครั้งแรกที่ประทับใจ

แม่พาน้องไปประกวดซิงกิ้งคอนเทสท์ ไปมาเกือบทั่วภาคใต้ สามจังหวัดชายแดนก็เคยไป ไปถึงมาเลเซียเลย เพราะบ้านแม่ห่างจากมาเลเซียแค่ 30 กม. จำได้เลยว่า when you tell me that you love me ใบเตยคว้าชนะเลิศ ตอนอายุ 12 เป็นเวทีที่คนไทยจัด"

การเดินสายประกวดนี้ไปกันทั้งครอบครัว พ่อแม่ ใบเตย และน้องชายของใบเตย แต่การเป็นดาราดังนั้น แม่ของใบเตยยอมรับว่า ถือเป็นโชคชะตาที่ครอบครัวเองก็คาดไม่ถึง

"แม่อาจจะมีส่วนดันเขานะ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่จะบอกว่า แม่เอง (ที่พาลูกไปประกวดร้องเพลง) เราชอบสิ่งนี้นะ เราไม่รู้สึกเหนื่อย อยากจะบอกทุกคนเลย เวลาพาลูกไปประกวดจะไปด้วยความสนุกสนาน เขาจะรู้ตัวเอง ว่าคู่แข่งดีมาก เขารู้ว่าไม่ชนะ สปิริตดี คิดว่าเป็นจากที่บ้านเรา แม่แค่พูดครั้งเดียว ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไช มีหลายเวลาที่เราแพ้เยอะๆ ก็มี แต่แม่ไม่เคยเสียใจเลย"

"ตอนที่ดัง น้องชายโทรมาว่า มาม๊า เหลือเชื่อนะ มันอาจจะมีดวงหลายๆ อย่างรวมกัน"

ขณะที่แม่ซึ่งเป็นอดีตนักร้องวง RU Band ที่หาดใหญ่ ยอมรับว่า มองเห็นวงการบันเทิง เป็นสมรภูมิชีวิต ที่ต้องรู้เท่าทันสื่อ ทั้งแม่และลูก

"ในวงการบันเทิง คนรอบข้างมันน่ากลัวนะ การแข่งขันสูงมาก เราต้องวางตัวให้เป็น ซึ่งอันนี้แม่ก็ว่าใบเตยอยู่ได้ การวางตัวอยู่รวมกับคนอื่นเพราะเขาไม่อะไรกับใครมากมาย แต่แม่ก็กลัวระวังเกี่ยวกับสื่อ แม่เตือนใบเตยตลอด ใบเตยชอบออกสื่อน่ะ เช่น อัพอินสตาแกรม อะไรแบบนี้ เวลาที่เป็นเรื่องส่วนตัว อยากให้ปิดๆ สื่อบ้าง เพราะถ้าออกไปหมด มันมีคนมองไม่ดีก็เสียหายอีก ถึงแม้จะไม่ได้เจตนาทำอะไรไม่ดีก็ตาม

ส่วนเรื่องรายได้ ธุรกิจ ไม่ค่อยเป็นปัญหา และสมควรมีคนดูแล เป็นผู้จัดการดูแล ชัดเจนและอยากจะบอกว่า ใครที่จะเข้าวงการบันเทิง เราควรจะรู้รายละเอียดในเรื่องเซ็นสัญญา รายได้ ถูกหักเท่าไหร่ รายได้เท่าไหร่ ต้องรู้ชัดเจน กี่เปอร์เซ็นต์ แม่เองก็รู้หมดเป็นคนไปเซ็นสัญญาเองเลย"

สำหรับ ความห่วงใยที่มากสุด ไม่ใช่ภาพเซ็กซี่ "ตอนนี้ห่วงมากสุดเป็นเรื่องชีวิตคู่ เพราะน้องอายุ 26 แล้ว บางทีน้องพูดออกสื่อ ไม่ได้คิด แม่ก็เป็นห่วงมากๆ มีสามเรื่องนะ คือ หนึ่ง จะคบกับใครให้เขาดูแลเราได้ เหมือนที่ครอบครัวดูแล แม่ไม่ได้ปิดกั้น ตอนนี้แม่คิดว่าน้องมาจนจะสุดทางแล้ว คือดังมากแล้วล่ะ ควรจะคิดเรื่องอนาคต ควรจะคิดเรื่องสำรอง(ความมั่นคง)ได้แล้ว และสอง เรื่องเรียน ถ้ามีโอกาสเรียน อยากให้เรียนจบให้กลับไปเรียน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังหาหลักสูตรที่จะไปลงทะเบียนเรียนตามที่รุ่นพี่แนะนำอยู่ และสาม เรื่องเก็บเงิน ตอนนี้คุณพ่อช่วยดูแลการเงิน ก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ" คุณแม่ของใบเตยบอก

อย่างไรก็ตาม บทบาท แม่ดาราในวงการบันเทิง ยุคใหม่ ที่มีคนดังเปลี่ยนหน้ากันไปอย่างรวดเร็ว ในวงการที่มีชื่อเสียงแต่ชื่อเสียในความฉาบฉวยและการแข่งขัน บทบาทของแม่ ได้รับการจับตามองว่า มีความสำคัญมากกว่า เป็นแค่คนหนุนหลัง แต่อาจจะต้องเป็นคนทำงาน เบื้องหลังแบบมืออาชีพ อย่างเต็มตัว

ปกรณ์ ทองบริบูรณ์ บรรณาธิการข่าวอาวุโส รายการบันเทิงทูเดย์ ช่องมีเดีย แชนแนล ผู้คร่ำหวอดในสื่อบันเทิง ให้ความเห็นต่อบทบาทของแม่ดาราในบันเทิงไทยยุคนี้ว่า

"แม่ดาราส่วนใหญ่หันมารับหน้าที่สวมบทผู้จัดการ ด้วยหลักการบริหารของคุณแม่สมัยใหม่ ฐานความรู้ของคุณแม่สมัยนี้มีการศึกษา ไม่ต้องจ้างผู้จัดการดาราเลย สังเกตว่า ซุปตาร์หลายคน เลือกให้แม่เป็นคนดูแลมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ เหตุผลคือ ความใกล้ชิด และมีความเชื่อมั่นว่า จริงใจ และการแก้ปัญหา แม่แก้ได้ดีกว่า เพราะมีทางสถานีหรือช่อง ดูแลในภาพรวม และเรื่องผลประโยชน์เข้ากระเป๋า 100 เปอร์เซ็นต์"

"แม่ดาราสมัยนี้ ก็เป็นเซเลบบริตี้ ลงมารับงานโฆษณาคู่กับลูก และได้เล่นละครด้วย และก็สามารถดูแลเรื่องหางาน สกรีนงาน แม่ก็ไปหางานให้เองได้ในแง่ของงานอีเวนท์ ตัวอย่าง แม่ของแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เป็นแม่ที่มีประสบการณ์ทำงานรัฐวิสาหกิจมาก่อน เขาก็สามารถมาทำงานบริหาร จัดการ ส่วนใหญ่ปัญหาดารากับผู้จัดการคนนอกคือ เรื่องผลประโยชน์ พอตกลงกันไม่ได้ จะมีการขุดเรื่องมาแฉ แต่คุณแม่ เป็นทั้งผู้จัดการ และเป็นเกราะกำบัง ให้ลูกได้ด้วย สังเกตบรรดาซุปตาร์ แม่จะเป็นด่านแรก ที่ออกมาปะทะกับภายนอก"

บรรณาธิการบันเทิงอาวุโส เล่าว่า รูปแบบแม่จัดการดาราเอง เริ่มมาในบันเทิงไทยไม่นาน

"เริ่มมาเมื่อยุค 10 ปีก่อน ที่แม่จะตามไปช่วยดูแลลูก ตามหน้างาน กองถ่ายละคร แต่สมัยนั้นยังไม่มีอีเวนท์มากแบบนี้ พอสมัยนี้ ดาราเป็นเครื่องมือทางการตลาด ระบบการบริหารจัดการตลาดจึงสำคัญในอาชีพการงานดารา คุณแม่ดูแลใกล้ชิด การเป็นด่านแรกที่จะสกรีนเรื่องผลประโยชน์ให้ลูก อย่างเรื่องค่าตัว ค่าตอบแทน แม่เข้ามาจัดสรร อย่างที่เห็น กรณีแม่ของแพนเค้ก เป็นตัวอย่างที่ดี ในแง่วางแผนงาน จัดสรรผลประโยชน์ และการแนะให้ลูกวางตัว ซึ่งโชคดีที่แพนเค้กเขารู้จักวางตัวทำการกุศลควบคู่ไปด้วย"

สิ่งสำคัญในงานธุรกิจบันเทิง คือ ระบบการตลาด การสื่อสารการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การวางภาพลักษณ์ของลูก ทางไหนมีความเหมาะสม อันนี้คนที่เป็นผู้จัดการดาราจะต้องรู้ และแน่นอนว่าเป็นงานหนักของแม่ที่จะเป็นผู้จัดการดารา

"ที่แม่ดาราต้องเข้าใจ วัฒนธรรมบันเทิงของเมืองไทย คือ วงการก็ขีดเส้นไว้ส่วนหนึ่งเช่นกัน การที่แม่จะเข้าไปยุ่ง จนทำให้งานเสียได้ แต่ควรให้มันผ่านไปที่ระบบ ถ้าดารามีสถานีดูแล ระบบบริษัทหรือสถานีที่ลูกเซ็นสังกัดอยู่แล้ว แม่ต้องเข้าใจว่าแผนนั้นเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ซื้อข้าว ดูแลทุกข์สุขลูกวันๆ การวางแผนวงโคจรของดารา (ลูก) จะถูกใครพาไปทำ (งาน) อะไร แม่ต้องรู้เท่าทันว่าคนที่เข้ามา ที่พามีความเป็นมืออาชีพขนาดไหน เพราะในวงการนี้ มันมีความเสี่ยงที่คนเป็นแม่ต้องระลึกอยู่เสมอว่า "การแข่งขันมันสูงมาก มันจะเกิดสงครามสาดเรื่องฉาวได้ ต้องรู้จักวางอิเมจให้ดี เพราะมันมีการขุดคุ้ย"

ปกรณ์ ยังให้ความเห็นว่า แนวโน้มดาราสมัยใหม่จะยังคงยึดระบบของ "ผู้จัดการมืออาชีพ"

"ระบบผู้จัดการ (ที่ไม่ใช่แม่) จะยังได้รับความนิยม เพราะองค์ประกอบทางธุรกิจ มันมีความเชื่อถือกันมากกว่า มีคอนเนคชัน มีทิศทาง ขณะที่ระบบ (ผู้จัดการ) แม่หรือญาติ ก็ยังมีเป็นสัดส่วนน้อย เพราะการตลาด การสื่อสารแบรนด์ การวางเกม ต้องอาศัยความเข้าใจระบบ เพราะดาราก็คือสินค้า ต้องมีการสร้างแบรนด์ สร้างมูฟเมนต์ มีการรีแบรนดิ้งกันตลอดเพื่อให้ยืนระยะยาว ซึ่งสำหรับแม่มือใหม่ในวงการบันเทิงอาจจะต้องมองหาคนที่น่าเชื่อถือมาบริหารจัดการอาชีพของลูก โดยดูจากชื่อเสียงของคนในวงการ รู้จักโปรไฟล์ ช่างภาพมีฝีมือไหม แบบนี้เป็นต้น"

"บางเรื่อง บางคน ไม่เข้าใจการบริหารการจัดการ เช่น ดาราเจอปัญหา มีเรื่อง เช่น พื้นฐานของแม่กับเกมของภาพลักษณ์ไม่ตรงกัน แม่อาจจะปกป้องลูก แต่ออกตัวแรงเกินไป ก็จะมีผลกระทบ แม่เหมือนโค้ช วางแผนไม่ดีก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ อย่างเคสของ พิงกี้ สาวิกา ไชยเดช ในอดีต เขาสู้ปกป้องลูก เขาก็เจอแรงต้านเรื่องฉาวจากหลายส่วน อันนั้นก็เป็นบทเรียนของแม่เช่นกัน"

"จุดด้อย ของแม่ดาราที่เป็นผู้จัดการดาราเอง คือถ้าแม่ดาราพื้นฐานไม่ดีอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องภาพลักษณ์หรือการตอบคำถาม และเน็ตเวิร์คในวงการ อาจจะน้อยกว่าผู้จัดการมืออาชีพ แต่มันเรียนรู้กันได้ เพราะแม่ดาราก็เจอนักข่าวทุกวัน เจอคนในวงการเรื่อย มีโอกาสจะพัฒนาเท่าทันวงการ และบริหารกันเองได้"