แม้ฤดูร้อนในญี่ปุ่น ซากุระยังไม่บาน แต่ธรรมชาติบนเกาะคิวชู ก็ชวนให้หลงใหลอีกแบบหนึ่ง ผนวกกับบรรยากาศหมู่บ้านเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่น เดินได้เพลินๆ
ถ้าคุยให้ใครฟังว่า จะไปเมือง ฟุกุโอกะ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคนบอกว่า เมืองนี้น่าท่องเที่ยว บรรยากาศดีมาก ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่ดีเมืองหนึ่งของญี่ปุ่น และส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาฟูกุโอกะจะต้องลัดเลาะไปจังหวัดใกล้ๆ ของเกาะคิวชูด้วย
เกาะแห่งนี้มีแค่ 8 จังหวัด แต่ละจังหวัดใช้เวลาในการเดินทางนานพอควร ถ้าต้องการความรวดเร็ว รถไฟความเร็วสูงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักเดินทาง และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟชินคันเซ็นในเกาะคิวชูในทุกเส้นทาง ทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น
และคราวนี้มีโอกาสไปดูงานกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำเจ้าของกิจการโฮมเตย์ดีเด่นในเมืองไทยไปดูงานการจัดการโฮมสเตย์ในญี่ปุ่น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสพักโฮมสเตย์ในญี่ปุ่นเลย
การเดินทางโดยรถยนต์ แม้จะไม่รวดเร็วเหมือนรถไฟความเร็วสูง แต่ได้เห็นทิวทัศน์ บ้านเรือน ทุ่งนาและธรรมชาติข้างทาง ซึ่งบอกได้เลยว่า เมืองนี้และเมืองใกล้ๆ ในเกาะคิวชู เหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติชอบความเขียวชอุ่มของต้นไม้ และชอบวิถีชีวิตชุมชนเล็กๆ
1.
ฟุกุโอกะ มีชื่อเดิมที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า ฮากาตะ นอกจากเป็นเมืองที่ธรรมชาติงดงาม ยังมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางการค้าตั้งแต่โบร่ำโบราณ รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องผลิตภัณฑ์จากชุมชน ซึ่งเป็นสินค้าเด่นของเมืองนี้ สินค้าชุมชนมีคุณภาพเทียบเท่าสินค้าในเมืองใหญ่ๆ แถมยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยกตัวอย่าง เหล้าสาเกฟุกุโอกะ ว่ากันว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ เหมาะที่จะดื่มระหว่างมื้ออาหาร ,Tsukushiโมจิ ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิม มีวิธีการทำที่ปราณีตมาก และขนมอีกหลายอย่างที่ส่วนใหญ่เป็นแป้งกับถั่ว
ว่ากันถึงของฝาก ก่อนชมเมืองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเดินทางออกนอกเมืองก่อน แล้วค่อยกลับมาเที่ยวฟุกุโอกะ ก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง
เหมือนเช่นที่กล่าวมา การนั่งรถเที่ยวก็ได้อีกบรรยากาศ ได้เห็นสนที่เขียวชอุ่มใหญ่โตต้นแล้วต้นเล่า เป็นอาหารตาข้างทาง ว่ากันว่า คนญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นสน เพราะมีความหนาทึบกันลมหนาวได้ และระหว่างทาง ญี่ปุ่นมีกฎว่า เมื่อรถวิ่งมาถึง 2 ชั่วโมงแล้ว ต้องพักจอดรถ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
จุดแรกที่มีโอกาสชมคือ ภูเขาไฟอะโสะ จะต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าประมาณ 4 นาทีขึ้นไปที่ยอดภูเขาไฟที่มีความสูง 1,592 เมตร เพื่อชมปากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุด มีเส้นรอบวงยาว 128 กิโลเมตร และยังคุกรุ่นด้วยไอร้อน
ว่ากันว่าเบื้องล่างเป็นน้ำกำมะถันสีมรกต เหมือนทะเลสาบกลางหุบเขา แต่เมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถมองเห็นดังที่กล่าวมา มีเพียงกลิ่นกำมะถัน และไอร้อน บริเวณนั้นมีพ่อค้ารถเข็นนำกำมะถันสีเหลืองๆ มาวางขายนักท่องเที่ยว และกำมะถันเหล่านี้ใช้แช่น้ำในออนเซ็น ซึ่งไกด์แนะนำว่า ไม่ควรยืนอยู่นานเกินไป และสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคหัวใจ
การเที่ยวชมบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ต้องสดับฟังเสียงสัญญาณไฟจากเจ้าหน้าที่ด้วย ถ้ามีสัญญาณอันตรายเตือน ก็ต้องรีบถอยลงมาด้านล่าง หรือไม่ก็เข้าไปหลบภัยในบ้านหิน เมื่อภูเขาไฟคุกรุ่น เพราะเราอยู่ใกล้ภูเขาไฟมาก รวมถึงเปลือกโลกในประเทศนี้ มีร่องที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่เรื่อยๆ ทำให้คนญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมในทุกเรื่อง
2.
ปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะรักธรรมชาติมาก นิยมออกท่องเที่ยวนอกเมือง ไม่ว่าชมทิวทัศน์ หรือ การเดินเที่ยวในหมู่บ้านเล็กๆ จึงมีสถานที่อย่าง อะโสะ ฟาร์ม แลนด์ ไว้บริการนักท่องเที่ยว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสพัก เพราะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจองเต็ม
ว่ากันว่าเป็นที่พักและแหล่งท่องเที่ยวที่คนญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวเป็นครอบครัว เพราะราคาไม่แพงมากนัก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมกว่าสี่ล้านคน
กว่าจะมีพื้นที่ใหญ่โตให้ท่องเที่ยวขนาดนี้ เจ้าของกิจการเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ทำร้านขายของที่ระลึก จากนั้นพัฒนาเป็นโรงงานผลิตขนมขายส่งในเกาะคิวชู และพัฒนาพื้นที่จนมีบ้านพักหน้าตาน่าพัก รูปร่างคล้ายขนมโมจิ ภายในฟาร์มแห่งนี้มีโรงปลูกเห็ด และผัก รวมถึงร้านอาหาร
แค่เดินตามร้านขายของที่มีแพ็คเก็ตน่ารักๆ สไตล์ญี่ปุ่นก็เพลินแล้ว
ในเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่าคุมาโมโต้ ไกด์แนะนำว่า เนื้อ...รสชาติอร่อยน่ารับประทานมาก ไม่ควรพลาด แต่ด้วยความชอบอาหารญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม อาหารอะไรก็อร่อยหมด และยังตบท้ายด้วยชาอุ่นๆ
และโปรแกรมค่ำคืนนี้คือ การแช่ออนเซ็น เป็นอีกทางเลือกที่ดีเวลาที่เหนื่อยล้าจากการเดินทาง
แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ต้องแวะมาโฉบดูปราสาทคุมาโมโต้ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่ง เพราะเมืองคุมาโมโต้ เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยสงครามกลางเมืองญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้จึงมีความใหญ่โตรองจากปราสาทโอซาก้าและปราสาทนาโกย่า ตั้งอยู่บนเนินเขาสร้างโดยขุนพลชื่อ คิโยมาสะ คะโตะ เมื่อปีคศ. 1607 จนกระทั่งถูกเผาสิ้นเมื่อปี 1877 และบูรณะสร้างใหม่ปี 1960
นั่นเป็นเรื่องราวของปราสาทที่เราไม่มีโอกาสชมด้านใน ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์และของโบราณอีกมากมาย เนื่องจากวันนั้นต้องไปทำความรู้จักกับเรื่องราวชีวิตของคนในหมู่บ้านยูฟุอิน จังหวัดโออิตะ
ก่อนจะถึงหมู่บ้านดังกล่าว ก็ถึงเวลาอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นอีก และเรื่องเล่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไกด์เล่าว่า เวลาคนญี่ปุ่นทานอาหารนอกบ้าน เจ้าของร้านจะไม่ให้ห่ออาหารสดกลับบ้าน เพราะถ้าลูกค้ามีปัญหาท้องเสีย เจ้าของร้านต้องรับผิดชอบ หรือถ้าคุณสั่งอาหารนอกเมนู จะเป็นเรื่องยากลำบากในสังคมญี่ปุ่น และเด็กๆจะถูกสอนไม่ให้กินทิ้งกินขว้างหรือกินอาหารเหลือในจาน
นั่นเป็นเรื่องการกิน ส่วนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ คนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นก็ได้พบเห็นอยู่เรื่อยๆว่า หีบห่อที่บรรจุสินค้าจะดูน่ารัก มีสไตล์แตกต่างกันไป ที่หมู่บ้านยูฟุอิน เป็นอีกแห่งที่น่าท่องเที่ยว เพราะสินค้าชุมชนแต่ละอย่างมีความแปลกและน่าซื้อมาก
ฉันค่อยๆ เดินลึกเข้าไปอีกด้านของหมู่บ้านติดลำธาร มีร้านค้าน่ารักๆ หลายร้าน และมีสวนของหมู่บ้านที่ดูร่มรื่นชวนให้พักเหนื่อย
ครั้งใดที่มาญี่ปุ่น ก็อดไม่ได้ที่จะหลงรักร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน เหมือนเช่นคราวนี้
ถ้าอยากพักโฮมสเตย์ ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่พร้อมในเรื่องการให้ข้อมูล ทุกสถานีรถไฟจะมีทั้งข้อมูลแหล่งที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ แต่อาจจะลำบากสักนิดที่ทุกหนแห่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่น
3.
การแช่น้ำแร่อุ่นๆ ในออนเซ็นเป็นอีกวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่คนไทยไม่คุ้นชิน เนื่องจากต้องเปลื้องผ้า ชำระล้างตัวก่อนแช่ออนเซ็น ถ้าคุณได้ลงสักครั้งจะรู้ว่า เป็นการแช่น้ำอุ่นที่สบายตัวที่สุดก็ว่าได้
ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น พ่อแม่และลูกเล็กๆ จะแช่น้ำในอ่างด้วยกัน เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ร่างกายมนุษย์ จึงไม่แปลกที่สังคมญี่ปุ่นเปิดเต็มที่ในเรื่องเพศศึกษา มีการสอนเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่อนุบาล และหนังสือโป๊ก็ขายอย่างเปิดเผยในร้านทั่วไป เมื่อเปิดเผยอย่างเข้าใจ ก็ไม่จำเป็นต้องลักลอบกระทำผิด เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นในการเรียนรู้
ดังนั้นในสังคมญี่ปุ่น ปัญหาท้องก่อนแต่ง หรือท้องในวัยเรียน แทบจะไม่ปรากฏให้เห็น และการเปลื้องผ้าลงออนเซ็น ก็เป็นเรื่องธรรมดาในวัฒนธรรมญี่ปุ่น
นอกจากการแช่ออนเซ็น พักโรงแรมโบราณแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าเรียวกัง การเที่ยวบ่อน้ำแร่นรก เมืองเบปปุ เมืองโออิตะ ก็น่าทึ่งดีกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ และสไตล์การตั้งชื่อ ทำให้นักท่องเที่ยวอยากรู้ว่า มันเป็นบ่อน้ำแร่นรกได้อย่างไร
จะไม่นรกได้อย่างไร แค่ไปยืนไม่กี่นาที ก็ต้องรีบเพ่นไปให้ไกล เพราะความร้อนและกลิ่นอาย
เหมือนเช่นที่กล่าวไว้ว่า ออกนอกเมืองหลวงก่อน แล้วค่อยวกเข้าฟุกุโอกะ และเมื่อมาถึงเมืองหลวง แหล่งชอปที่หลายคนอดใจไม่อยู่ รวมถึงอาหารข้างทางที่เรียกว่า ยะไต ซึ่งแต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดไม่เหมือนกัน และที่นี่เป็นแหล่งอาหารข้างทางที่มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นมีประมาณร้อยกว่าร้าน
เสียดายว่าไม่มีโอกาสนั่งซดบะหมี่ร้อนๆ ร่วมกับคนญี่ปุ่น แต่ก็ได้แวะศาลเจ้าดาไซฟู ดูร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่มากมาย จนนึกสงสัยว่า มันอายุกี่ร้อยปี ศาลเจ้าแห่งนี้มีวิหารศักดิ์สิทธิอันดับต้นๆ ที่มีอยู่กว่าพันแห่งของญี่ปุ่น มีต้นท้อกว่า 6,000 ต้น และคนญี่ปุ่นเชื่อว่า เมื่อคนตายแล้ว วิญญาณจะไปสิงสถิตตามแม่น้ำและต้นไม้ จึงต้องช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้
หน้าศาลเจ้าที่เป็นทางเดิน เคยเป็นที่ฝังศพของนักปราชญ์ จึงเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งการศึกษา ดังนั้นนักเรียนทั่วประเทศในญี่ปุ่น จึงนิยมมานมัสการอย่างเนื่องแน่นทุกปี และเวลามากราบไหว้ขอพร คนญี่ปุ่นต้องชำระล้างร่างกายและจิตใจ และมีธรรมเนียมว่า ให้โค้งคำนับหน้ากระจกของศาลเจ้าก่อน แล้วเอาเหรียญ 5 เยนโยนให้เกิดเสียง ก็จะโชคดี
.......................
การเดินทาง
หากจะเดินทางไปเกาะคิวชู ต้องลงที่สนามบินฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฟูกุโอกะ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะคิวชู โดยส่วนใหญ่ถ้าเดินทางจากเมืองไทย มักจะเดินทางด้วยสาายการบินไทย เที่ยวบิน เวลา 00.50 น. เพื่อมาถึงท่าอากาศยานฟุกุโอกะเวลา 08.00 น.
ถ้ามาลงที่ฟุกุโอกะแล้ว มักแวะเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง อาทิ หมู่บ้านยูฟุอิน ชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และมีบรรยากาศน่าท่องเที่ยว,บ่อน้ำแร่นรก เมืองเบปปุและออนเซน ,ศาลเจ้าดาไซฟุ ,นั่งกระเช้าไฟฟ้าไปดูภูเขาไฟอะโสะ ในอุทยานแห่งชาติอะโสะคุจู ,ปราสาทคุมาโมโต้ และที่พลาดไม่ได้สำหรับคนชอบชิมคือ ร้านอาหารข้างทางในฟูกุโอกะที่เรียกว่ายะไต อาหารเมืองนี้หลายคนการันตีว่า อร่อยแน่นอน
ส่วนการเดินทางในตัวเมือง ถ้ามากับทัวร์ ก็ไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าเดินทางท่องเที่ยวเอง ก็ขอแนะรถเมล์เขียวที่พาเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ของเมืองฟูกุโอกะ หรือไม่ก็นั่งรถไฟความเร็วสูง ซึ่งโยงใยเชื่อมโยงกันทั้งเกาะ





