วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลับแล เมืองแห่งความสุข 'กัญญาวีร์ ศิริกาญจนารักษ์'

ไม่เพียงเป็นผู้นำชุมชนที่เก่งรอบด้านเท่านั้น แต่เธอคนนี้เป็นนักวัฒนธรรมที่มีผลงานดีเด่น

จนได้รับรางวัล "ผู้ทำคุณประโยชน์แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี 2555" มาแล้ว

'ตา' กัญญาวีร์ ศิริกาญจนารักษ์ คือผู้นำหญิงคนเก่งที่กล่าวถึง เธอเป็นชาวลับแลโดยกำเนิด ปัจจุบันเป็นผู้ดูแล 'ม่อนลับแล' สถานที่ที่โด่งดังจนถือเป็นแลนมาร์คของเมืองลับแลก็ว่าได้ ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และพิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งเป็นผ้าทอโบราณที่สืบสานภูมิปัญญามาจากบรรพชนชาวไท-ยวน

วันนี้ลับแลอาจถูกมองว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ เป็นเมืองแห่งทุเรียนพันธุ์หลงและหลินอันโด่งดัง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาลับแลส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่มาชมสวนและมาซื้อทุเรียนเท่านั้น แต่ผู้นำชุมชนคนนี้บอกว่าจริงๆ แล้วลับแลยังมีเสน่ห์อีกหลายอย่างที่น่าสนใจ รอคอยให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสวิถีวัฒนธรรมที่งดงาม น่ารัก และมีเสน่ห์

ที่สำคัญเธอย้ำว่าลับแลเป็นเมืองท่องเที่ยวในวิถีที่ยั่งยืน ไม่ใช่ท่องเที่ยวในรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนวิถีเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว หรือรับในปริมาณมากจนเกินกว่าที่ชุมชนจะรับไหว

- วันนี้นักท่องเที่ยวรู้จักเมืองลับแลในฐานะที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากน้อยแค่ไหนคะ

คนภายนอกเข้าใจความหมายของลับแลผิดไปเยอะนะ คนมักเข้าใจว่าเป็นเมืองแม่หม้าย เมืองลี้ลับ มันไม่ใช่ นั่นคือคุณมองเรามิติเดียว แต่ถ้ามองมิติอื่นๆ เรายังมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ อย่างเรื่องทุเรียนที่คนทั่วไปเริ่มรู้จักกัน ก็คือเราชูคำว่า 'ภูเขากินได้' ขึ้นมา นั่นก็ทำให้ทุเรียนหลงหลินเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กลายเป็นว่าสิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดความสำคัญทางภูมิศาสตร์ของลับแล ภูเขากินได้จึงเป็นอัตลักษณ์สำคัญของเมืองลับแล นอกจากนี้ในด้านศาสนาพุทธก็รุ่งเรืองมาก สมัยก่อนที่นี่เป็นเมืองไตรภูมิ แม้จะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่มีวัดอยู่ถึงสี่สิบกว่าแห่ง

- มองเรื่องการท่องเที่ยวยั่งยืนในพื้นที่ของลับแลอย่างไรบ้าง

การท่องเที่ยวจะทำให้ยั่งยืนได้ต้องมองในเรื่องของคนเป็นหลัก อย่าไปมองในเรื่องของวัตถุ สิ่งก่อสร้าง อันนั้นเป็นตัวรอง เรามองว่านิสัยของผู้คนคือวัฒนธรรมที่ฝังอยู่อย่างแท้จริง สำคัญมากเลย ตอนนี้การท่องเที่ยวบ้านเราหลงทางไปเยอะเหมือนกัน ถามว่าทำไมวันนี้ที่นี่ถึงมีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก็เพราะว่าเรามีคนสานต่อได้จริงๆ เราวางรากฐานให้กับเด็กๆ เลยว่าต่อไปเมื่อโตขึ้นพวกเขาต้องทำอะไร มีจัดอบรมให้ เด็กต้องถ่ายรูปเป็น เขียนเรื่องราวได้ ส่วนป้าๆ แม่ๆ ในชุมชน ก็มีการจัดให้มีกลุ่มทำบายศรี กลุ่มทำตุง กลุ่มทำอาหารพื้นบ้าน ต่อไปนี้ในแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น

ในโอกาสต่อไปอยากให้เด็กของชุมชนเรามีพาสปอร์ตบินไปดูงานต่างประเทศได้ เด็กรุ่นใหม่ๆ อยากให้มีโอกาสแบบนี้ เพราะเราเคยได้ยินมาว่ามีโครงการนหนึ่งที่เขาเอาปราชญ์ชุมชนของไทยกับปราชญ์ชุมชนของญี่ปุ่น บินไปดูงานแล้วแลกเปลี่ยนกัน เขากลับมาพัฒนาได้เยอะแยะ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ลับแลเป็น Global village หรือเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนได้นั้น หนึ่งคือเรื่องวัฒนธรรมทิ้งไม่ได้ เรื่องนี้ต้องตอกให้ลึกที่สุด เรามองว่าถ้าทำท่องเที่ยวแบบจัดอีเว้นท์ตามเมืองใหญ่ๆ ให้คนแต่งตัวดีๆ เข้าไปเที่ยว ทุกอย่างเซ็ทขึ้นมาให้ชม อันนั้นคือจุดจบของการท่องเที่ยว แต่ถ้าวันนี้คิดกลับด้าน ให้นักท่องเที่ยวเขาเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน เห็นคนในวัฒนธรรมนั้นจริงๆ ให้ดูงานบุญประเพณีจริง เอาของในชุมชนทุกอย่างมาผลิต ทั้งของกิน ของใช้ นี่คือวิถีจริงๆ ที่ควรนำเสนอออกไป

ส่วนการปรับตัวของคนที่นี่ ชาวบ้านก็ปรับตัวได้ค่อนข้างดีคือรับคนนอกได้โดยที่ไม่สร้างความแตกแยก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการที่สุดก็คือโอกาสในการนำเสนอเชิงสร้างสรรค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดรับให้เข้ามามากๆ จนเละ ไม่ใช่อย่างนั้น ค่อยๆ มาดีกว่า อยากรู้เรื่องอะไรเราพาไปดูได้หมด

- มองว่าตลาดท่องเที่ยวของเราคือกลุ่มไหน

เรามองว่าเราได้ตลาดนักท่องเที่ยวที่เป็น Niche Market มากๆ เนื่องจากว่าชุมชนลับแลเป็นชุมชนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแท้ หมายถึง มีนวัตกรรมทางวิธีคิดของคนในชุมชน ชาวบ้านที่นี่ครีเอทีฟมาก เวลาจะทำกิจกรรมอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วบอกว่าในงานต้องใช้ภาชนะเป็นใบตองนะ ชาวบ้านก็จะจัดมาให้แบบเลิศหรูมาก มีการประดิษฐ์ใบตองสวยงามเพื่อนำมาใช้เป็นจานชาม แม้กระทั่งช้อนก็เอาใบลานมาตัดเป็นช้อน ทัพพีก็ทำจากกะลามะพร้าว เหล่านี้คือความสร้างสรรค์จากตัวชุมชนเอง คือเขาเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามาทำ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะแยะอะไรเลย หรือเมนูอาหารพื้นถิ่นของที่นี่ก็ใส่ความสร้างสรรค์เข้าไปเหมือนกัน อย่างข้าวแคบ ข้าวพัน ใส้ข้างในแผ่นแป้งที่ห่อนั้นเราสามารถคิดครีเอทว่าจะใส่ใส้อะไรก็ได้ ห่ออะไรก็ได้ หรือหน้าลองกองเราก็ทำยำลองกอง ทุเรียนหลงหลินก็เอามาทำแกงเขียวหวานกุ้งใส่ทุเรียน เป็นต้น แล้วเมนูเหล่านี้สามารถที่จะเสิร์ฟรองรับคนทั่วประเทศได้ ภาคไหนๆ ก็กินอาหารลับแลได้

อีกประการหนึ่งคือ ลับแลตอบโจทย์เรื่องการท่องเที่ยวในเรื่องการกระจายรายได้จริง ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่ตามจุดที่เขาโปรโมท กิจกรรมมันก็จะจบในอีเวนท์ในกลุ่มแคบๆ แต่ลับแลไม่ใช่ มันมีสีสันหรือสิ่งต่างๆ ให้ได้ชมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สองข้างทางชาวบ้านจะมีของท้องถิ่น หรือผลไม้ท้องถิ่นออกมาวางขาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนี้ นี่คือวิถีเดิมมันกลับมาจริงๆ เราก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่แค่ผลไม้อย่างเดียวนะที่ขายได้ เรายังมีอย่างอื่นมากมาย และที่นี่เป็นวนเกษตร คือมีผลผลิตทางเกษตรหมุนเวียนออกมาทั้งปี มีทั้งมะเขือเทศ สับปะรด กาแฟทั้งอาราบิก้าและโรบัสต้า มังคุด ลองกอง ลางสาด เงาะ ทั้งหมดนี้ถามว่าการท่องเที่ยวของลับแลเปลี่ยนแปลงไปไหม ตอบว่ามันย้อนกลับไปมีวิถีแบบเดิมแต่ดีกว่าเดิม ตรงที่ว่าคนภายนอกรู้จักเราชัดขึ้น

- ตัวกิจกรรมต่างๆ ที่วางไว้ในแต่ละเดือน ตรงนี้เริ่มมีหรือยัง

เราวางไว้ว่าจะทำให้อิงไปกับงานบุญงานประเพณี แต่เราเน้นที่กิจกรรมใหญ่ๆ ก่อน เช่น บายศรีสู่ขวัญผลไม้ที่เพิ่งจะจัดไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม งานสวยมาก มากันทั้งหมด 25 ชุมชน ชาวบ้านเขาก็สร้างสรรค์กันมาก งานใหญ่และสนุกสนานมาก ส่วนที่วางไว้อีกอย่างก็คือประเพณีค้างบูยา (ค้างหมายถึง กิ่ง ก้าน ต้นไม้, บูยาคือ มวนยาสูบ) ประเพณีค้างบูยา คือประเพณีที่อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยผ่านต้นกัลปพฤกษ์ก็คือต้นไม้สวรรค์ เขาก็จะทำกระบะเป็นสี่เหลี่ยม แล้วก็มีกิ่งไม้แล้วห้อยข้างของเครื่องใช้พร้อมกับผลไม้ลูกแรกหรือผลไม้ช่อแรกของต้นแต่ละสวน เขาก็จะใส่ๆ กันมา เอามาถวายพระ ซึ่งมุมนี้ยังไม่ค่อยมีใครเปิดประเด็น

เมืองเราอยู่ในหุบเขา พูดง่ายๆ ก็คนหลังเขา แต่เป็นมหัศจรรย์หมู่บ้านหลังเขานะ สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้เสมอก็คือเรื่องวัฒนธรรม ที่นี่มีหมด ที่อื่นคุณอาจจะไปเที่ยวเมือง ไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่สำหรับลับแลถ้าจะเที่ยวก็คือมาดูระบบวิธีคิดของคน การเคารพธรรมชาติ การอาศัยอยู่กับธรรมชาติแบบไม่แปลกแยก

-ก้าวต่อไปของลับแลมองว่าจะเพิ่มเติมจุดไหน อย่างไร

เราอยากมุ่งต่อไปในเรื่องของเมืองน่าอยู่ ที่ว่าอยู่รวมกันแล้วมีความสุข เพราะฉะนั้นที่นี่อย่าเอา GDP ตัวเลขเป็นตัวตั้ง กำไรสูงสุดไม่ใช่ ต้องปรับใหม่ เราขอเป็นมืองน่าอยู่ของแท้ หากทุนนิยมจะเข้ามาในชุมชน เราจะใช้วัฒนธรรมเป็นตัวดัก เราเชื่อว่าวัฒนธรรมจะเป็นตัวกรองที่ดีที่สุด ส่วนทิศทางต่อไปที่จะพัฒนาให้ลับแลเป็นเมืองท่องเที่ยว ตรงนี้มองว่าลับแลตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ทุกการท่องเที่ยวในทุกเซกเมนท์ ลับแลรับได้หมด แต่รับในสิ่งที่เราทำได้พอเหมาะพอควรนะ อะไรที่มันโหลดเกินเราก็ไม่เอา เช่น จะมาสร้างอะไรใหญ่ๆ ยัดลงมาก็ไม่จำเป็น ขอเป็นโฮมสเตย์บูติคเล็กๆ ที่คนในหมู่บ้านทำเองได้ ลูกหลานที่สามารถไปเรียนเรื่องการจัดการ เรื่องการท่องเที่ยว ตอนนี้มีแล้วล่ะ เด็กที่ไปเรียนการท่องเที่ยว กลับมาเขาก็มาทำที่พักบูติคเล็กๆ โดยที่ไม่ทำให้วิถีเราเปลี่ยน บ้านหนึ่งทำโฮมสเตย์สัก 2-3 หลัง ในงบประมาณที่เราทำได้

สิ่งที่คิดว่าลับแลจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดคือ เป็นเมืองหลวงแห่งความสุข กรุงเทพฯ อาจจะไม่ใช่ แต่ที่นี่คือลับแล ตราบใดที่ตัวเรายังอยู่และชุมชนยังน่ารักแบบนี้ ทุกคนจะได้เห็น เราจะคงความเป็นเราไว้แบบนี้ ไม่เปลี่ยน รับรองได้