จะมีอะไรน่าหลงใหลไปกว่ากลิ่นไอดิน กลิ่นท้องทุ่ง และกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำใจไมตรีของชาวชนบท
สุนทรียรสที่ได้ดื่มด่ำคลอเสียงสำเนียงอีสานเว้าให้ได้ยินเป็นระยะ เรียกได้ว่าครบถ้วนกระบวนความ
ทว่าในโลกจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และน้ำจิตน้ำใจอาจกลายเป็นสิ่งใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะในสังคมเมืองอันเรืองรองด้วยตึกรามบ้านช่อง
ภาพขัดแย้งเหล่านี้ถูกบอกเล่าไปอย่างมีจังหวะจะโคนในกวีนิพนธ์เรื่อง 'บ้านในหมอก' ของ สุขุมพจน์ คำสุขุม ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลจากเวทีเซเว่นบุ๊คอวอร์ดมาหมาดๆ และล่าสุดก็เป็นหนังสือกวีนิพนธ์ที่เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์อีกด้วย
นับเป็นการการันตีได้ระดับหนึ่งแล้วว่ากวีนิพนธ์เล่มนี้มีดีมากพอจะกล่าวขานถึง เพราะนอกจากรางวี่รางวัลที่ได้รับมาแล้ว เนื้อหาที่กวีผู้นี้ร่ายร่างประดุจกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพสังคมทั้งประเทศ คือ บอกเล่าภาพชนบทอันงดงาม และภาพเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้วยวัตถุ ทว่าหาความงดงามแท้จริงแทบไม่เจอ
แต่อีกนัยหนึ่ง กวีนิพนธ์เล่มนี้ก็ไม่ต่างจากเลนส์ขยายของกล้องจุลทรรศน์ที่เจาะลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ คนชนบทที่เคยสุขสงบด้วยความพอมีพอกินและธรรมชาติรอบตัว กับคนเมืองที่ต้องดิ้นรนทำมาค้าขาย แต่ในวันที่โลกาภิวัฒน์ขับเคลื่อนทุกสิ่งอย่าง ทุกชีวิตต่างมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อแข่งกันตักตวงผลประโยชน์จากกันและกัน
แม้กวีนิพนธ์เล่มนี้จะกล่าวถึงสภาพบ้านเมืองปัจจุบันอันน่าสลดหดหู่ ล้อไปกับภาพชนบทแบบดั้งเดิมซึ่งกำลังแปรเปลี่ยนไป แต่น่าประหลาดที่ผู้เป็นกวีไม่ได้ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงบอกเล่า 'ความจริง' ที่ทุกคนน่าจะรู้แต่แสร้งลืม
ด้วยชั้นเชิงภาษาอันอบอุ่นอย่างประหลาด





