วิถีแห่งเพื่อนบ้านอันประเสริฐ

วิถีแห่งเพื่อนบ้านอันประเสริฐ

เห็นภาพสาวๆ นักศึกษาพม่าแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง หิ้วตะกร้าใส่ปิ่นโตไปเรียนหนังสือแล้ว หวนคิดถึงเรื่องเล่าที่ว่า ปิ่นโตเป็นสิ่งจำเป็น

ของชาวพม่า ทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ เพราะการซื้ออาหารรับประทานนอกบ้านจะแพงมาก ซึ่งปิ่นโตก็มีหลากหลายยี่ห้อ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ใครใช้ปิ่นโตตราหัวม้าลายนำเข้าจากไทย ถือว่าเท่และมีระดับ ไม่จำเป็นต้องมีตะกร้าพลาสติกมาปิดบัง สติกเกอร์รูปหัวม้าลาย ก็จะพยายามให้ติดอยู่กับปิ่นโตนานที่สุด เพราะเป็นสิ่งยืนยันในคุณภาพสินค้าและความมีระดับของผู้ใช้ หิ้วไปไหนมาไหนดูเป็นสง่าราศี

ปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นกับสินค้าไทยหลากหลายชนิด ตั้งแต่จานดาวเทียม สบู่ ผงซักฟอก ไปจนกระทั่งกระโถนบ้วนน้ำหมาก สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยในสายตาชาวพม่า ว่าปัจจุบัน คนไทยมีชีวิตที่สุขสบาย แม้อาจจะมีปัญหาการแตกแยกทางความคิด แต่บ้านเมืองก็ยังเจริญก้าวหน้ากว่าพม่ามาก สินค้าที่ส่งไปก็มีคุณภาพดี แล้วยังมีอาชีพการงานให้แรงงานพม่าได้พึ่งพิงจำนวนมากอีกด้วย เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่พม่าเคยบุกมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกนั้น มันผ่านไปนานมาก จนแทบจะหลงลืมกันไปแล้ว ความเป็นจริงในปัจจุบันต่างหาก ที่ทำให้ชาวพม่าชื่นชมคนไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เป็นคนใจบุญสุนทาน

แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ยังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงคิดแค้นเคืองพม่าอยู่ สังเกตได้จากการแสดงความคิดเห็น (Comment) ในประเด็นเกี่ยวกับพม่า ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ facebook ที่มักจะมีทัศนะจากผู้มีจิตใจรักชาติบ้านเมือง แสดงออกให้เห็นเป็นระยะๆ เช่น...

“อยากให้คนไทยอย่าลืมความเจ็บปวดแต่หนหลัง เดี๋ยวนี้คนไทยแห่แหนไปเที่ยวพม่า ไปนิยมชมชอบว่าเขาสวยเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เขาเผาทำลายกรุงศรีอยุธยาที่สวยงามดั่งเมืองสวรรค์ ให้กลายเป็นซากอิฐซากปูน วัดวาเวียงวังของเราที่ประดับประดาด้วยเงินทอง เขาก็ขนเอาไปจนหมดสิ้น เอาไปสร้างบ้านเมืองเขา แล้วเราก็แห่ไปชื่นชม ไปชื่นชมเขาเนื่องในอะไร เราไม่อาฆาตใคร แต่ก็ไม่ลืม รักชาติไทย นิยมไทย เที่ยวเมืองไทย พม่าจะเป็นสวรรค์วิมานยังไง ก็เรื่องของมึง กูไม่สน แค่ให้พวกเขาเข้ามาค้าแรงงานขนเงินทองกลับไปบ้าน ก็นับว่าเกื้อกูลมากแล้ว ”

ผมไม่แปลกใจ ว่าถึง พ.ศ.นี้แล้ว เหตุใดยังมีทัศนะเช่นนี้อยู่อีก เพราะในอดีต ตอนเป็นนักเรียนหัวเกรียน ผมก็เคยโกรธพม่าจนเลือดขึ้นหน้า ขณะนั่งชมละคร “ขุนศึก” ทางช่องสี่ บางขุนพรหม ฉากที่แม่ทัพพม่า (สวมบทโดย อาจินต์ ธรรมทัต) ทำหน้ายักษ์ตะคอกขู่เข็ญเชลยศึกชาวกรุงศรีอยุธยา ให้ยอมรับการถูกกวาดต้อนไปแต่โดยดี

กระทั่งเมื่อได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในมุมมองใหม่ ได้ไปเห็นความเป็นจริงในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เคยมีประวัติศาสตร์บาดหมางกับเรามา ทั้งกัมพูชา พม่า ลาว จนผมเลิกโกรธเกลียดพม่า แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามที่มีความรักชาติแฝงอยู่เนืองๆ อาทิ ... คุณเที่ยวบอกใครๆ ว่า "ชาวพม่ามีศรัทธาสูงส่งในพระพุทธศาสนา แต่ทำไม ตอนพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา พม่าจึงเผาวัดวาอาราม ลอกทองจากเจดีย์ รวมทั้งโหดร้ายทารุณกับเชลยศึกคนไทย?”

ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ตั้งคำถามเป็นอย่างดี เข้าใจว่าความรับรู้ของคนเราไม่เท่ากัน แต่หากเราเปิดใจให้กว้าง ไม่เลือกจดจำแต่ตัวเลข พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งแรก พ.ศ. 2310 กรุงแตกครั้งที่สอง เราจะพบความจริงจากตัวเลขอีกชุดหนึ่ง คือ พ.ศ.1974 เป็นปีที่กรุงศรีอยุธยาบุกไปตีกรุงยโสธรปุระ (นครธม) ของกัมพูชาแตกมาก่อนแล้ว และบรรดาประเทศในแถบอาเซียน ก็ล้วนเป็นฝ่ายกระทำ และถูกกระทำในสงครามสมัยโบราณแทบทั้งสิ้น ที่สำคัญ ในยามศึกสงคราม มนุษย์ล้วนสำแดงด้านมืดออกมาได้เลวร้ายพอกัน แม้ว่าในยามปกติ เขาจะมีศรัทธาในศาสนาสูงส่งเพียงใดก็ตาม

ภาพความยับเยินของกรุงเวียงจันทน์ หลังถูกทัพสยามเผาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จากบันทึกของพ่อค้าชาวตะวันตก แทบไม่ต่างอะไรเลยกับความย่อยยับของอโยธยาหลังกรุงแตก

การทำความเข้าใจแบบ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” จึงมีความสำคัญต่อการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ ระหว่างรัฐที่เคยมีประวัติศาสตร์บาดหมางกันมา เรื่องอย่างนี้ พระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างอันงดงาม ให้พสกนิกรของพระองค์ประจักษ์มาตั้งแต่ 53 ปีที่แล้ว คือในคราวเสด็จฯ เยือนสหภาพพม่าอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2-5 มีนาคม พ.ศ.2503 พระองค์มิเพียงแสดงความเคารพในวัฒนธรรมประเพณีของเพื่อนบ้านที่เคยเป็นศัตรูสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติ ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง โดยไม่สวมถุงพระบาท และฉลองพระบาท ทั้งยังมีพระราชดำรัสต่อประธานาธิบดีพม่า ความตอนหนึ่งว่า...

“...ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มใจอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นประชาชนชาวพม่า แสดงไมตรีจิตต์ต่อเราทุกหนแห่ง ข้าพเจ้าถือว่าการแสดงน้ำใจดีเช่นนั้น ย่อมเป็นนิมิตหมาย ว่าชาวพม่าและชาวไทยต่างมีความเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่เป็นอมิตรคิดร้ายต่อกัน... ประเทศทั้งสองได้เรียนรู้แล้วว่า จะต้องลืมข้อพิพาทที่เคยมีมาในอดีต และส่งเสริมไมตรีจิตมิตรภาพที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในอนาคต ขอให้ประเทศทั้งสองนี้ แสดงให้ปรากฏแก่ตาโลกว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ประเสริฐ..ตั้งอยู่ด้วยกันได้โดยสันติเป็นนิจ และประกอบกิจอันเป็นประโยชน์ซึ่งกันละกันเป็นนิรันดร...”

เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 เป็นเดือนครบรอบ 65 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต (ยุคใหม่) ระหว่างไทยกับพม่า กิจกรรมหนึ่งที่กระทรวงการต่างประเทศจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวารสะสำคัญยิ่งนี้ คือการจัดนิทรรศการภาพถ่ายจากพม่า หรือเมียนมาร์ กว่า 100 ภาพ ซึ่งเป็นผลงาน สร้างสรรค์ใหม่ ฝีมือ 13 ช่างภาพชั้นนำจากกลุ่ม สห+ภาพ : ชุมชนฅนถ่ายภาพ นำโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา โดยได้รับมอบหมายจากกรมเอเชียตะวันออก 2 ตระเวนบันทึกภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสถานที่สำคัญจากเหนือจรดใต้ของพม่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนำมาเผย แพร่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีงามระหว่างประชาชนสองประเทศ

นิทรรศการชุดนี้จะเปิดแสดงเป็นครั้งแรกในงานเลี้ยงฉลอง 65 ปี ความสัมพันธ์ ทางการทูตไทย-พม่า ที่กระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 14 สิงหาคม หลังจากนั้นจะยกไปจัด แสดงที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ มิวเซียมสยาม และสถานที่อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งมีการจัดพิมพ์ หนังสือภาพเป็นที่ระลึกในวาระโอกาสนี้ด้วย

ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนก็ตามที แต่ด้วยวิธีคิดและวิธีปฏิบัติเช่นนี้มิใช่หรือ? ที่จะทำให้ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน “ตั้งอยู่ด้วยกันได้โดยสันติเป็นนิจ และประกอบกิจอันเป็นประโยชน์ซึ่งกันละกันเป็นนิรันดร...”