โอ้โห...อีสาน

โอ้โห...อีสาน

เคยมีคำกล่าวว่า “ถ้าอยากรู้ว่าประเทศไหนพัฒนาแล้วให้ดูที่การรถไฟของประเทศนั้น” เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึง รถไฟหัวกระสุนในอเมริกา

รถไฟซินคันเซนในประเทศญี่ปุ่น หรือรถไฟสายทรานไซบีเรีย ซึ่งต่างก็อยู่ในกรุ๊ปประเทศโลกที่เจริญแล้วทั้งสิ้น

ทว่า หากเอ่ยถึงรถไฟไทย หลายคนอาจทำหน้าเอือมระอาพร้อมกับหายใจเข้าออกตามจังหวะของคนปลงโลก แต่ถ้าจะเทียบกับการเดินทางบนท้องถนนอันรกชัน รถไฟถือว่าเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยชั้นดีเลยทีเดียว เพราะวิ่งเส้นเดียวตลอด ไม่มีมอเตอร์ไซค์ปาดหน้า ไม่ต้องติดไฟแดง แถมตัดปัญหาดราม่าอันซับซ้อนของเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน เช่นนี้แล้วตู้สี่เหลี่ยมสุดคลาสสิคจึงกลายเป็นทางเลือกชั้นยอดสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ไม่เร่งรีบและต้องการเสพศิลปะทางธรรมชาติในระหว่างเส้นทาง

ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และพันธมิตรภาคเอกชน สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย(สนท.) สร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟ ในโครงการ “ ปู๊นๆ ฉึกฉัก หลงรักอีสาน” นำนักท่องเที่ยวสัมผัสมุมมองใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - สิงหาคม 2556 โดยจัดเส้นทางท่องเที่ยวไว้ 4 เส้นทางท่องเที่ยวพิเศษ ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ - อุดรธานี, เส้นทางกรุงเทพฯ - อุบลราชธานี, เส้นทางกรุงเทพ ฯ - สุรินทร์ และเส้นทางกรุงเทพ ฯ - ขอนแก่น

สำหรับครั้งนี้เป็นทริปการท่องเที่ยวครั้งที่ 3 เส้นทางกรุงเทพ ฯ - สุรินทร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ขึ้นรถไฟ ไปตักบาตรบนหลังช้าง” ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำกระแสท่องเที่ยวทางรถไฟต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่งบนเส้นทางใหม่

พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า “การจัดโครงการ ปู๊นๆ ฉึกฉัก หลงรักอีสาน เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟในครั้งนี้ จะนำท่านเดินทางด้วยรถไฟโบกี้ตู้นอนพิเศษปรับอากาศ ที่มีความสะดวกสบายที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากการเดินทางแบบหลับเพลินๆ พร้อมตื่นสู่จุดหมาย นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศความสดชื่นของพรรณไม้หลากหลายในช่วงฤดูฝนที่มีความเขียวขจีตลอดเส้นทาง พร้อมกิจกรรมงานบุญประเพณีตักบาตรบนหลังช้างในวันอาสาฬหบูชา และร่วมงานบุญแห่เทียนพรรษา นำนักท่องเที่ยวสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมสิริมงคล ไหว้พระธาตุ 4 เมือง ชมความอลังการของแหล่งท่องเที่ยว ชิมอาหารรสเลิศ เพื่อเก็บภาพความประทับใจไว้เป็นมุมมองใหม่ที่จะหลงรักอีสาน”

เริ่มต้นกิจกรรมทัวร์ครั้งนี้ด้วยการขึ้นรถไฟจากสถานีหัวลำโพง หลับตาลงแล้วลืมตาอีกครั้งเมื่อถึงสถานีรถไฟจังหวัดบุรีรัมย์ในช่วงเช้ามืด ก่อนขึ้นรถทัวร์คันหรูซึ่งจอดรอรับนักท่องเที่ยวไปยังจุดหมายต่างๆ โดยสถานที่แรกคือ ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ สถานที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบุรีรัมย์ อาคารศาลหลักเมืองเป็นศิลปะขอมประยุกต์ที่คงความเป็นเอกลักษ์ของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี บริเวณด้านข้างของอาคารมีศาลเจ้าปิ่งเถ้ากง-ม่า ให้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเดินทางต่อไปที่ I Mobile Stadium เข้าชมความยิ่งใหญ่อลังการของสนามฟุตบอลระดับมาตรฐานที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุดในประเทศไทย ของทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 160 ไร่ จุผู้เข้าชมได้ 20,000 คน ก่อนเดินทางไป วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังคงปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน บนภูเขาไฟมีโบราณสถานภูเขากระโดง เป็นที่ประดิษฐานรองพระพุทธบาทจำลอง และมี "พระสุภัทรบพิตร” พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์อยู่บนยอดเขา พร้อมตบท้ายทริปวันแรกด้วยการเดินทางไปชมความงดงามของโบราณสถานปราสาทพนมรุ้ง ที่ยังคงความสมบูรณ์ของร่องรอยการแกะสลักหิน ณ อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทพนมรุ้ง ชมความงดงามของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

วันที่สองของการท่องเที่ยวเดินทางลัดเลาะไปตามป่าเขาลำเนาไพรเพื่อชมความลึกลับของ กลุ่มปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางข้ามแดนจังหวัดสุรินทร์และกัมพูชา จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวจะเห็นทหารไทยและกัมพูชาลาดตระเวณอยู่โดยรอบ จากนั้นเดินทางต่อไปยัง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมชมขบวนแห่เทียนพรรษา ชมความงดงามของเทียนหล่อเป็นรูปต่างๆ สนุกกับการแสดงนาฏศิลป์อีสานใต้ การแสดงช้างอันวิจิตรตระการตา

ส่วนวันสุดท้ายของการท่องเที่ยวร่วมพิธี ตักบาตรบนหลังช้าง ซึ่งมีหนึ่งเดียวในโลกที่จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นเดินทางเยี่ยมชม หมู่บ้านทอผ้าไหมท่าสว่าง ชมงานหัตถกรรมทอผ้ายกทองโบราณ ที่ใช้คนทอถึงสี่คน รวมถึงลวดลายชั้นสูงในอดีตที่ถักทอด้วยเส้นไหมทองอย่างวิจิตร จากนั้นเดินทางไปยัง หมู่บ้านช้างตากลาง จังหวัดสุรินทร์ หมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมชมการแสดงช้างเป็นการปิดท้ายทริปท่องเที่ยวสุดอันซีนครั้งนี้อย่างม่วนใจ๋

สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2919 6037, 0 2919 6039-40, 08 5065 8144, 08 1251 2207 และ 08 1263 2919