วานิช โปตะวนิช คอนดักเตอร์ติดดิน

วานิช โปตะวนิช คอนดักเตอร์ติดดิน

ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ เขียนถึงคอนดักเตอร์คนสำคัญของไทย กับงานเพลงลุกทุ่งและบีเอสโอ

คอนเสิร์ต ”มนต์เพลงลูกทุ่ง” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อค่ำวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ มีหลากหลายรสชาติ ถูกใจแฟนเพลงลูกทุ่งไม่น้อย

นักร้องที่เลือกสรรมาร้องร่วมกับวงบางกอกซิมโฟนี มีทั้งรุ่นเก่ารุ่นกลางและรุ่นใหม่ ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช, ชัยชนะ บุญนะโชติ สองศิลปินแห่งชาติ บานเย็น รากแก่น นักร้องเพลงลูกทุ่งอีสาน ฉายา”ราชินีหมอลำ” , อรวี สัจจานนท์ , กุ้ง สุธิราช ผู้ผันตัวเองจากพระเอกลิเกมาเป็นนักร้องลูกทุ่ง , พริมาภา กรโรจนชวิน , ศุษณะ ทัศน์นิยม , พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม , ธชย (เก่ง) ประทุมวรรณ

แม้บางคนจะออกตัวว่า ปกติไม่ได้ร้องเพลงลูกทุ่ง แต่เท่าที่เห็นทุกคนเตรียมตัวมาดี ไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง

เสียอย่างเดียว มี 2-3 คน พูดมากไปหน่อย เอามุกในคาเฟมาใช้บนเวทีศูนย์วัฒนธรรมฯ ดูไม่ค่อยเหมาะนัก เพราะเป็นคนละบรรยากาศ

ผ่องศรี วรนุช ยังคงรักษาความเป็นนักร้องลูกทุ่งอาชีพอย่างคงเส้นคงวา จนได้รับฉายาว่าเป็น”ราชินีลูกทุ่ง” โด่งดังในยุคเดียวกับ สุรพล สมบัติเจริญ บางครั้งร้องเพลงแก้โต้ตอบกับสุรพล ในครั้งนี้ผ่องศรีจึงนำเอาเพลงที่แต่งคำร้องหรือเนื้อร้องและทำนองโดยครูเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ มาร้อง 2 เพลง ได้แก่ ”ด่วนพิศวาส” และ “ไหนว่าไม่ลืม”

ชัยชนะ บุญนะโชติ มิใช่ร้องเพลงลูกทุ่งเก่งเท่านั้น ยังร้องเพลงพื้นบ้านแบบไทยๆ ได้สารพัด ทั้งลิเก ลำตัด เพลงอีแซว นอกจากนี้ยังมีความสามารถพิเศษเป็นหมอทำขวัญ งานทำขวัญนาค

ชัยชนะนำเพลง”สุดคลองบางกอกน้อย” คำร้องและทำนองของ พิพัฒน์ บริบูรณ์ และเพลง”ล่องใต้” คำร้องและทำนองของ พยงค์ มุกดา มาร้อง ถ้าพูดถึง พยงค์ มุกดา ถือเป็นครูเพลงคนสำคัญของวงการดนตรีไทย ตอนเป็นวัยรุ่น บ่อยครั้งผมจะไปชมการแสดงของวง พยงค์ มุกดา ในวันสุดสัปดาห์ที่สโมสรทหารเรือที่ท่าราชวรดิษฐ์ ถ่ายทอดการแสดงสดทางวิทยุ สทร. หลายๆ เพลงของ พยงค์ มุกดา เป็นอมตะ เช่น “ยอยศพระลอ” ที่ ธชย ประทุมวรรณ นำมาร้องในรายการแสดงครั้งนี้

บานเย็น รากแก่น เพลงลูกทุ่งแบบอีสาน เฉียบตลอดกาล ลีลาเซิ้งประกอบการร้องที่สอดแทรกความเป็นหมอลำเข้าไปในบทเพลงอย่างมีเอกลักษณ์

นอกจากเพลงดังอย่าง "งิ้วต่อนต้อน อ้อนผู้บ่าว" ของ ดอย อินทนนท์แล้ว บานเย็นยังร้องอีกหนึ่งเพลง คือ “น้ำตาหล่นบนที่นอน” คำร้องโดย ดาว บ้านดอน ทำนองโดย ธีระพงษ์ ศักดิ์แก้ว

เพลง”อันเป็นดวงใจ” “ลานรักลั่นทม”และ “มนต์รักลูกทุ่ง” ซึ่งเป็นเพลงใช้ชื่อในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นผลงานการแต่งของ ไพบูลย์ บุตรขัน ครูเพลงคนสำคัญอีกคนหนึ่งของวงการดนตรีไทย ทั้งเนื้อร้องและทำนองเป็นที่ยอมรับของนักร้องและคนฟัง

เพลงลูกทุ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย โดยเฉพาะชาวชนบทในอดีตที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและความเอื้ออาทร ก่อนที่วัตถุนิยมจะเข้ามาครอบงำ

คอนเสิร์ตเปิดวงด้วยเพลง King of Peace ผลงานการประพันธ์ของ วานิช โปตะวนิช ผู้มีบทบาทสำคัญในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นทั้งผู้เรียบเรียงเพลงเกือบทั้งหมด และเป็น”คอนดักเตอร์” หรือผู้อำนวยเพลงวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

วานิช โปตะวนิช เป็นทั้งนักทรัมเป็ต นักประพันธ์เพลง นักเรียบเรียงเพลง และผู้อำนวยเพลงที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีคลาสสิกบ้านเรา เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนเพลง

ด้านความเป็นนักดนตรี เป็นหัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ตวงบางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา รวม18 ปี หลังเข้าร่วมวงดุริยางค์เยาวชนเอเชีย ก็ได้ทุนเรียนที่ “ร็อตเตอร์ดัม คอนเซอร์เวทอรี” ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากนั้นเข้าสังกัดวงดุริยางค์กรมศิลปากร วานิชเดี่ยวทรัมเป็ต โดยร่วมงานกับวงในสหราชอาณาจักรและวงดุริยางค์ในกลุ่มประเทศอาเชียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย...

ด้านการประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเพลง มีพื้นฐานจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เฉพาะอย่างยิ่งได้เรียนกับ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเพลงให้กับวงต่างๆ มากมาย

ด้านการอำนวยเพลง วานิชศึกษากับ จอห์น จอร์เจียดิส , ฮิโกตาโร ยาซากิ และได้รับคำแนะนำจาก พล.ร.ต.วีระพันธ์ วอกลาง , อเล็กซานเดอร์ มีราต , นิโคลัส เบรธเวต...มีประสบการณ์อำนวยเพลงวงดุริยางค์กรุงเทพและวงอื่นๆ อีกหลายวง
หลังจากคอนเสิร์ตจบลงได้นัดคุยกับวานิช โปตะวนิช ในเที่ยงวันรุ่งขึ้น

อาจารย์วานิชเป็นทั้งนักทรัมเป็ต นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงเพลง ผู้อำนวยเพลง และอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ทำหลายอย่าง ถามจริงๆ ชอบงานอะไรมากที่สุด

พูดลำบาก ผมว่าผมชอบเกือบๆ เท่ากันหมด ขั้นแรกเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลง หรือผู้อำนวยเพลงต้องมีพื้นฐานนักดนตรีที่ดี สิ่งที่ผมสัมผัสดนตรีได้ เพราะมาจากการเล่นดนตรีก่อน พอมาเป็นนักแต่งเพลงช่วยทำให้การเล่นดนตรีมีเหตุผลขึ้น มีความเข้าใจในโครงสร้างของดนตรีขึ้น เมื่อมาเป็นผู้อำนวยเพลงก็มี texture หนึ่งที่ทำอย่างไร ให้ทุกอย่างเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน เอาทั้งเรื่องแต่งเพลง ทั้งการบรรเลงมารวมกัน จะบอกว่าชอบอะไรที่สุด ผมยังไม่เจอว่าผมชอบอะไรที่สุด แต่ตอนนี้ผมมีความสุขทุกแบบ

ผมหมายถึงใน 4-5 อย่าง ในอนาคตถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งคิดว่าน่าจะเลือกอะไรมากที่สุด


คิดว่าน่าจะเลือกเป็นผู้อำนวยเพลงหรือคอนดักเตอร์มากกว่า

งานคอนดักเตอร์จริงๆ เป็นงานสำคัญ รายได้น่าจะดีกว่า ?


ดีกว่านักดนตรี

คอนดักเตอร์ที่ทำมา ได้ inspiration จากอะไร


ขั้นแรกจากการเห็นมากกว่า เห็นคนโน้นคนนี้เขาทำงานแล้วรู้สึกสนใจจึงเริ่มศึกษาว่าคอนดักเตอร์มีหน้าที่อะไร ทำอะไรได้บ้าง เราพอจะเป็นได้ไหม ศึกษาแล้วลองทำงานดู inspiration เยอะแยะ รวมทั้งครูบาอาจารย์แต่ละคน ได้ทั้งจากความชอบส่วนตัว

Inspiration ในที่นี้ผมหมายถึงแต่ละขั้น เช่น ขั้นแรกและขั้นต่อมาเห็นใคร อย่างไร


เห็นรุ่นพี่รุ่นน้องมากกว่า เขาคุมวง เขาปรับวงอย่างไร รู้สึกว่าเรายังมีไอเดียที่ไม่เหมือนเขา ถ้าหากเราลองปรับดู แล้วทำตามไอเดียเรา อาจจะมีไอเดียแตกต่างจากคนอื่น ตอนนั้นยังไม่รู้จักใคร อยู่ในโลกของความมืด ตอนหลังๆ พออยู่ BSO ก็เจอคนนั้นคนนี้ ได้เรียนกับจอห์น จอร์เจียดิส พอได้เรียนปุ๊บก็รู้สึกว่าไม่ใช่แค่ทำไม้ทำมือ แค่ทำมือก็มีเทคนิคมากกว่าที่เราจะรู้ เลยตั้งใจศึกษามาเรื่อย จนได้ทำงานตลอดมา

ช่วงเรียนที่จุฬาฯ มีความคิดอยากจะเป็นคอนดักเตอร์หรือยัง


คิดไว้ตั้งแต่เด็ก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง คิดอยากจะเป็นคอนดักเตอร์ตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม มองไม่เห็นแนวทาง มองไม่เห็นช่องทาง ณ วันนั้นสมัยที่ผมเรียนยังขลุกขลักๆ ยังไม่มีอะไรที่ลงตัว ผมอยู่จุฬาฯประมาณปี 32 (พ.ศ.2532) ตอนนั้นได้คอนดักท์แบบเด็ก ยังไม่รู้อะไร เรียนจากประสบการณ์ เขียนเอง ไม่รู้เทคนิคอะไร

ได้คอนดักท์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่ BSO ใช่หรือไม่


ใช่ครับ

รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นไหม


พัฒนาขึ้นเยอะ เรารู้สึกว่าเราโง่ไปเรื่อย แต่ก็มีความโง่ใหม่ๆ เรามี progression ไปเรื่อยๆ เริ่มทำงานได้มากขึ้น อารมณ์นิ่งขึ้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้มากขึ้น พูดอะไรตรงจุดขึ้น

การคอนดักท์ นอกจากศึกษาจากผู้อื่นแล้ว ศึกษาจากการดู VDO หรือ DVD บ้างไหม เช่นพวกคอนดักเตอร์ระดับ maestro


ศึกษาอยู่ตลอดครับ ศึกษาวิธีคิด รายละเอียดที่เขาพูดถึง บางสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน มีเรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยสัมผัส ปัญหาบางอย่างที่เกิดเพราะอะไร ทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางอย่างเราดูแล้วไม่ได้ชอบ เราก็เอาอันนั้นมาเป็นตัวอย่างว่าอันนี้อย่าทำ คือศึกษาจากทุกๆคน หาข้อดีของแต่ละคนมาเป็นแนวทาง

คิดว่าที่พอจะเป็น idol มีใครบ้าง


อย่างอับบาโด (Claudio Abbado) ผมชอบคารายาน (Herbert von Karajan) ทุกคนมีสิ่งที่ผมชอบเกือบหมด พิเศษๆ ที่อยู่ในใจผมคือ อับบาโดกับคารายาน อย่าง เชลีบิดาเช (Sergiu Celibidache) เป็นอาจารย์ปู่โดยสายตรงของอาจารย์ผมด้วย ชอบในหลายอย่าง บางอย่างก็ไม่ชอบเขา ในที่สุดก็เป็นตัวของผมเอง

ขอถามความรู้สึกบางอย่าง ในการคอนดักท์เพลงฝรั่ง พูดง่ายๆดนตรีคลาสสิก กับเวลาคอนดักท์เพลงไทย เช่น เพลงไทย(เดิม) หรือหลังสุดเพลงลูกทุ่ง มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร


การคอนดักท์เหมือนกัน แตกต่างกันที่สไตล์เพลง เหมือนกับเล่นดนตรีคลาสสิกกับดนตรีแจ๊ส วิธีการเล่นเหมือนกัน แต่ภาษาที่สื่อออกมาต่างกันแค่นั้นเอง ความยากง่าย บางครั้งเพลงคลาสสิกอาจจะวุ่นวายมากกว่าเพลงป๊อป ในบางครั้งไม่ซับซ้อนมาก แต่ว่าเพลงป๊อปหรือเพลงลูกทุ่งเนี่ย ถ้าเราเล่นแล้วจืดชืด เราจะหมดทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย ถ้าไม่มีจิตวิญญาณ คือมันเป็นเพลงที่ทุกคนรู้สึกได้ง่าย พอจืดปุ๊บ หายไปทันที เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผม ต้องดึงมาเข้าความลึกซึ้งของเพลงไทยของลูกทุ่งออกมาให้มาก


0 0 0 0 0


ความจริงยังมีข้อคิดดีๆ อีกมากจากการสนทนากับวานิช แต่เนื่องจากเนื้อที่จำกัดจึงขอจบแค่นี้


วานิช โปตะวนิช แม้จะอำนวยเพลงคลาสสิกมามากต่อมาก แต่เมื่อมาอำนวยเพลงลูกทุ่งแบบชาวบ้านก็ทุ่มเททำด้วยจิตวิญญาณ.