ไม่ได้เป็นแค่เมืองซึ่งมีผู้นำที่เข้มแข็งเท่านั้น แต่สิงคโปร์วันนี้ถูกมองในฐานะประเทศทันสมัยที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
สิงคโปร์ เป็นดินแดนที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวถูกพัฒนาให้น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทุกมุมโลกว่าเป็นประเทศที่เหมาะกับการมาเที่ยวแบบเรียนรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเดินทางมาเยือนเมืองลอดช่อง แต่การมาเที่ยวครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าตื่นเต้นกว่าที่เคย เพราะคราวนี้จะได้เที่ยวไปในทุกซอกทุกมุมของสิงคโปร์แบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หลังจากที่นกเหล็กสีแดงพาบรรดาสื่อมวลชนหลายแขนงบินข้ามขอบฟ้าด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษๆ เราก็มาถึงสนามบินชางฮี (Changi) โดยสวัสดิภาพ
ทริปนี้พิเศษมากๆ เพราะการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ร่วมมือกับสายการบินแอร์เอเชียประเทศไทย เซ็ทเส้นทางท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ภายใต้แคมเปญ "Fun-Filled Holiday in Singapore" โดยสรรหาสถานที่แปลกใหม่และน่าสนใจในสิงคโปร์มาให้ได้ชมกัน
โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวๆ หากครอบครัวไหนกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับพักผ่อนร่วมกัน Route นี้เหมาะมาก เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับสมาชิกทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กของครอบครัวก็สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความประทับใจกันได้เต็มที่ อีกทั้งการเดินทางมาสิงคโปร์ทุกวันนี้ก็สะดวกสบายขึ้นมากทีเดียว
ดูน้ำตกในโดม ยลโฉมเมืองในสวน
สิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงเมื่อมาเที่ยวเมืองลอดช่องก็คือสวนพฤกศาสตร์ หรือ การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the bay) เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 101 เฮกเตอร์(ประมาณ 630 ไร่) ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดอยู่ริมน้ำและเป็นส่วนหนึ่งของอ่าว Marina Bay ซึ่งอยู่ใจกลางโครงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแห่งชาติของ Marina Bay ที่นี่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และสะท้อนภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะ 'เมืองในสวน' ที่พื้นที่ทั้งประเทศถูกรายล้อมด้วยพืชพรรณนานาชนิด
ความโดดเด่นเห็นจะอยู่ที่โซนเบย์ เซาท์ ที่มีเรือนต้นไม้(Conservatory Complex) อยู่ภายใน ถือเป็นต้นแบบทางสถาปัตยกรรมที่ใช้จัดแสดงพืชสวนและโชว์ศักยภาพทางเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ยั่งยืนของสิงคโปร์ คอมเพล็กซ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟาวเวอร์โดม (Flower Dome) บนพื้นที่ 1.2 เฮกเตอร์ จัดแสดงพรรณไม้จากเขตร้อนชื้นแถบเมดิเตอร์เรเนียน และคลาวด์ ฟอร์เรสต์ (Cloud Forest) บนพื้นที่ 0.8 เฮกเตอร์ ที่จำลองป่าและน้ำตกที่มีความสูงถึง 35 เมตร ประกอบไปด้วยพืชพรรณและพันธุ์ไม้ในเขตป่าดิบชื้น ขณะเดินชมจะได้ยินเสียงกบร้อง เสียงแมลงต่างๆ ดังมาจากเครื่องเสียงที่ซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้ มีละอองไอน้ำพ่นมาจากฟอกกี้ด้านบน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางป่าหมอกอันสดชื่น
เดินชมจนเย็นย่ำ ดวงตะวันโบกมือลาท้องฟ้า ก็ได้เวลาชมความงดงามยามค่ำกันที่โซนซุปเปอร์ทรีโกล์ป (Supertree Grove) ที่นี่มีต้นไม้ยักษ์สูงถึง 25-50 เมตร เทียบเท่าตึก 9-16 ชั้น ตั้งตระหง่านอย่างสวยงามอยู่ 18 ต้น ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษให้เป็นสวนแนวตั้งขนาดใหญ่ มีไม้เลื้อยเขตร้อน พืชอิงอาศัย และเฟิร์นเมืองร้อนปลูกอยู่บนซุปเปอร์ทรี สามารถให้ร่มเงาได้ในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนก็มีแสงไฟหลากสีประดับประดาไว้เต็มต้นส่องแสงสวยงามพร้อมมีการแสดงประกอบเสียงสีเสียงให้ชมทุกวันเวลาประมาณทุ่มเศษๆ บอกเลยว่าสวยงามมากๆ
วันถัดมาเรายังคงเดินเที่ยวชมธรรมชาติอันเขียวขจีของสิงคโปร์ โดยเรามุ่งหน้าไปที่ เมกา ซิป ปาร์ค (MegaZip Park) เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวผจญภัยกลางป่าใหญ่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่นำเสนอกิจกรรมสนุกๆ 4 ส่วนด้วยกัน แต่ที่ได้รับการเรคคอมเมนด์มากที่สุดคือ เมกา ซิป ฟลายอิ้ง ฟอคส์ เป็นการเหาะโดยสลิงสูง 75 เมตร โดยต้องเดินขึ้นไปจุดเริ่มต้นที่พาราจัมพ์แล้วกระโดดลงมาจากความสูง 15 ฟุต (มีเชือกสลิง) หลายคนเล่นสนุกจนลืมอาการกลัวความสูงไปเลย
หลังจากท้าประลองความสูงกันแล้ว เราไปเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกายกันที่ สวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) ที่นี่มีพื้นที่ทั้งหมด 90 เฮกเตอร์ ส่วนที่เป็นพื้นที่สำหรับสัตว์อาศัยอยู่มีประมาณ 28 เฮกเตอร์ มีสัตว์ป่า สัตว์เลื้อคลาน และสัตว์ปีกจัดแสดงไว้หลากหลายสายพันธุ์ สวนสัตว์เปิดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น 'สวนสัตว์ที่สวยที่สุดในโลก' แห่งหนึ่ง มีส่วนของ Fragile Forest ซึ่งเป็นส่วนแสดงเกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาและป่าฝนเขตร้อน เป็นทั้งแหล่งให้ความรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้น ที่พิเศษสุดคือเราได้รับประทานอาหารเช้าในป่าที่ จังเกิล เบรกฟาสต์ วิธ ไวล์ดไลฟ์ (Jungle breakfast with wildlife) พร้อมๆ กับเหล่าลิงน้อยในป่าด้วย
ตื่นตาตื่นใจในโลกใต้น้ำ
หลังจากได้ท่องไปในโซนธรรมชาติแบบป่าเขาแล้ว คราวนี้ลองด่ำดิ่งลงไปชมความสวยงามใต้ท้องทะเลกันบ้าง เราเดินทางไปที่ มารีน ไลฟ์ ปาร์ค (Marine Life Park) เป็นอควาเรียมแห่งล่าสุดที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2555 ตั้งอยู่ในพื้นที่ของรีสอร์ท เวิร์ล เซ็นโตซา ในโซน S.E.A. Aquarium ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถบรรจุน้ำเค็มได้ถึง 45 ล้านลิตร รวบรวมเอาสัตว์ทะเลมาไว้ด้วยกันถึง 800 สายพันธุ์ จัดแสดงสัตว์น้ำกว่า 100,000 ตัว ภายในจำลองความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ทะเลจีนใต้ ที่โดดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่นี่เราได้ชมปลาไหลมอเรย์ขนาดยักษ์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำลึก
เดินเข้าไปอีกหน่อยก็พบกับพื้นที่จำลองของ 'ช่องแคบมะละกาและทะเลอันดามัน' ส่วนนี้จัดแสดงปะการังสีสันต่างๆ รวมทั้งปลาดาว ม้าน้ำ และปลาแมนดาริน ระหว่างทางเดินจะพบตู้กระจกหลายตู้เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง จัดแสดงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ไว้ให้ชม ยอมรับว่าเพิ่งมีโอกาสได้ชมอควาเรียมเป็นครั้งแรก ทุกอย่างรอบตัวน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด และแล้วก็เดินเข้าถึงด้านในสุดที่เป็นไฮไลท์ จุดนี้เราจะสัมผัสได้ถึงโลกใต้ท้องทะเลผ่านโซนโอเพ่นโอเชียน (Open Ocean) ที่มีความยาว 36 เมตร สูง 8.3 เมตร ขนาบข้างด้วยโอเชียนโดม (Ocean Dome) เมื่อยืนอยู่ตรงกลางจะทำให้เห็นท้องทะเลได้แบบ 360 องศา
ดื่มด่ำกับโลกใต้น้ำกันจุใจ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนไม่เต็มอิ่ม เราเลยเลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวต่อที่ สวนน้ำบนเกาะเซ็นโตซา ซึ่งในปีนี้มีสิ่งใหม่มานำเสนอให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเด็กๆ จะถูกใจมากที่สุด เพราะเขาเพิ่งเปิดสวนน้ำเด็กแห่งแรกริมชายหาดปาลาวัน (Palawan Beach) นั่นคือ พอร์ต ออฟ ลอส วอนเดอร์ (Port of Lost Wonder) เป็นสถานที่ที่เด็กๆ จะได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้และผจญภัยโดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกันอย่างสนุกสนาน ไฮไลท์ของที่นี่คือเรือโจรสลัดขนาดใหญ่สองชั้น ซึ่งเด็กๆ จะได้เล่นน้ำ ผจญภัย และเติมแต่งจินตนาการได้เต็มที่
เดินไปอีกหน่อยก็พบกับ แอดเวนเจอร์ โควฟ วอเตอร์ พาร์ค (Adventure Cove Waterpark) ที่นี่มีไฮโดรแมกเนติกสไลเดอร์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วอเตอร์พาร์คแห่งนี้เป็นไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของเกาะเซนโตซาที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด มีโซนสวนน้ำหลายรูปแบบให้เลือกใช้บริการเพื่อวันพักผ่อนแบบสบายๆ ไม่ว่าจะนั่งชิลกับเพื่อนๆ ที่ บลูวอเตอร์ เบย์ เวฟ พูล (Bluewater Bay Wave Pool) หรือเมามันไปกับการล่องเรือยางใน แอดเวนเจอร์ ริเวอร์ (Adventure River) ชมป่าชายเลน ปะการัง ไปจนถึงป่าเขตร้อน
ไลฟ์สไตล์แห่งเมอร์ไลออน
เที่ยวชมธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำมาหลายวัน วันสุดท้ายจึงขอเที่ยวชมย่านในเมืองกันเสียหน่อย หลังจากเลือกกันอยู่นานเราก็ตกลงปลงใจว่าจะไปที่ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ (Universal Studios Singapore) ว่ากันว่าถ้าไม่แวะก็เหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์ เพราะเป็นธีมปาร์คระดับโลกที่อยู่ใกล้เมืองไทยมากที่สุด สำหรับไฮไลท์ของที่นี่คือ โลกตัวการ์ตูนเซซามี สตรีท ซึ่งเป็นโซนเปิดใหม่ล่าสุด ถือเป็นแห่งแรกของโลกที่เปิดให้มีเครื่องเล่นโลดแล่นไปในธีมเซซามี สตรีท ท่องไปในอวกาศกับเอลโม่พร้อมกับเพื่อนๆ ทั้ง 12 ตัว ใครเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนเซซามีไม่ควรพลาด
และถือว่าเป็นความโชคดีมากๆ ของทริปนี้ ที่เราได้เดินทางมาเที่ยวในช่วงที่มีการแสดงมายากลระดับโลกอย่าง Incanto - A Magical Spectacular นำแสดงโดย Joe Labero เจ้าของรางวัลเมอร์ลินอวอร์ด การแสดงของเขาผ่านสายตาคนดูมาแล้วทั่วโลก ในครั้งนี้ที่สิงคโปร์ทีมงานของเขาได้ลงทุนผลิตโปรดักส์ชั่นที่ใหญ่ที่สุดไปกับการแสดงสดอันน่าทึ่ง นอกจากได้ชมโชว์มายากลแล้ว ยังมีการแสดงผาดโผน เต้นรำ และการเล่นสวมบทบาทถ่ายทอดเรื่องราวเหมือนละครโรงใหญ่เลยทีเดียว
ก่อนกลับกรุงเทพฯ เราแวะไปที่ Arteastiq Boutique Tea House Mandarin Gallery เป็นร้านอาหารที่อยู่ในย่านถนนออร์ชาร์ด ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่เสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มและของว่างชั้นเลิศ ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เนื่องจากทางร้านโดดเด่นเรื่องชาชนิดต่างๆ เราจึงลองสั่งชากันมาหลายรสชาติแล้วสลับกันชิม(ตามสไตล์คนไทย) จนเกือบครบทุกรส สำหรับฉันแล้วมันเป็นชาที่หอมและชุ่มคอมาก อยากให้เมืองไทยมีร้านแบบนี้บ้างจัง
ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังแบ่งบางส่วนของร้านมาทำเป็นคลาสสอนศิลปะด้วย โดยชวนให้แขกที่เข้ามานั่งดื่มชาในร้านนี่แหละมาเรียนศิลปะกับเจ้าของร้านแบบง่ายๆ กับกิจกรรม Art Jam เป็นการวาดภาพและเพ้นท์สีน้ำมันลงบนผืนผ้าใบตามจินตนาการของแต่ละคน พอวาดเสร็จแล้วก็สามารถซื้อภาพกลับไปเป็นของที่ระลึกได้ด้วย แจ๋วจริงๆ
คงไม่เกินความจริงไปนักหากจะบอกว่าสิงคโปร์ทำให้การพักผ่อนในวันหยุดเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันในทุกๆ ครั้งที่มาเยือน
-----------------------------
การเดินทาง
สายการบินแอร์เอเชีย ให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ(ดอนเมือง) - สิงคโปร์ทุกวัน สำหรับช่วงเดือนกรกฎาคมนี้มีเที่ยวบินรวม 10 เที่ยวบิน(ไป-กลับ) โดยจะเดินทางไปที่สนามบินชางฮี (Changi) ประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปสิงคโปร์ มี 5 เที่ยวบิน เริ่มตั้งแต่เวลา 07.05 - 18.25 น. ส่วนขากลับจากสิงคโปร์มากรุงเทพฯ มี 5 เที่ยวบินเช่นกัน เริ่มตั้งแต่เวลา 10.55 - 22.10 น. นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นสำหรับเส้นทางบินสู่สิงคโปร์มากมาย ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0 2515 9999 หรือดูรายละเอียดโปรโมชั่นที่ www.airasia.com
เมื่อเดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว การเดินทางไปเที่ยวตามจุดต่างๆ ได้สะดวกที่สุดแนะนำให้เดินทางโดยรถไฟฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถหยิบโบชัวร์ข้อมูลแผนที่ของประเทศสิงคโปร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ฟรี จากนั้นสามารถสอบถามเส้นทางท่องเที่ยวได้จากเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ Singapore Visitor Center
สำหรับการซื้อตั๋วรถไฟฟ้าแนะนำให้ซื้อเป็นบัตร Ez Link บัตรนี้สามารถใช้บริการทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และใช้ซื้อของใน 7Eleven ซึ่งรถไฟฟ้าในสิงคโปร์มีทั้งหมด 4 สาย คือ สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีส้ม และสายสีแดง จะเดินทางไปไหนก็ดูแผนที่เส้นทางรถไฟฟ้าได้ตามสถานีต่างๆ แต่หากต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นก็แนะนำให้ใช้บริการไกด์ทัวร์อย่างคุณโจเซฟีน ไกด์ชาวสิงคโปร์ที่พูดไทยได้ชัดเจนมาก นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่ Josephine [email protected] หรือ โทร (65) 93875358





