วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Gen M ชีวิตติด Like

กดแชร์ คลิกไลค์ หรือโพสต์คอมเมนท์ กลายเป็นเทรนด์ของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ต้องติดตามโซเชียลมีเดียกันตลอดเวลา แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาเฝ้ามองมันทั้งวันถึงขั้นเสพติด!

คงไม่เกินความจริงไปนัก หากจะบอกว่าวัยรุ่นยุคนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง 'สังคมก้มหน้า' เพราะไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย พวกเขาจะตามติดอยู่เกือบตลอดเวลา และไม่ใช่แค่ช่องทางเดียว แต่ครบถ้วนทั้ง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูป ฯลฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เด็กบางคนหมกมุ่นอยู่กับการโพสต์ แชร์ หรือตาม 'กดไลค์' จนแทบไม่ห่างจากหน้าจอโทรศัพท์ พัฒนาไปสู่ปรากฏการณ์ที่มีการปั่นหน้าเพจเฟซบุ๊คให้มียอดกดไลค์มากๆ ปั่นคลิปให้มียอดผู้เข้าชม(view)สูงๆ หรือแม้กระทั่งผุดอาชีพรับจ้างกดไลค์ ขึ้นมาในสังคมออนไลน์

ทั้งหมดนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่คนเจนเนอเรชั่นใหม่ฝังตัวเองอยู่ในโซเชียลมีเดียกันจนเกือบจะแยกแยะไม่ออกแล้วว่า อะไรคือ 'ความจริง' อะไรเป็นเพียง 'ความจริงเสมือน'

  • ไลค์อยู่ในสายเลือด

กลุ่มคนเจเนอเรชั่นใหม่ที่ว่าก็คือ กลุ่ม 'Millennium Generation' หรือ 'Gen M' หรือ 'Gen Me' หรือ 'Echo Boomers' ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารได้คล่องแคล่ว มีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ชอบโพสต์ แชร์ และกดไลค์ในโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ

ยืนยันด้วยข้อมูลจากการวิจัยเรื่อง Teens, Social Media and Privacy ของศูนย์อินเทอร์เน็ตและสังคม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ระบุว่า วัยรุ่นยุคใหม่ชอบแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองเข้าไปในโซเชียลมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต โดยมีทั้งการแชร์ข้อมูลร่วมกับผู้อื่นบนสื่อสังคม แชร์กิจกรรมที่พวกเขาทำร่วมกับเพื่อนๆ รวมถึงการแสดง 'ตัวตนออนไลน์' ผ่านโซเชียลมีเดีย

ที่สำคัญ ยังระบุตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างปี 2006 และปี 2013 ว่า วัยรุ่นยุค 2013 มีการโพสต์ข้อความภาพของตัวเองเพิ่มขึ้นเป็น 91 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 79 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006, โพสต์ข้อความชื่อโรงเรียนของพวกเขาเพิ่มขึ้น 71 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 49 เปอร์เซ็นต์, โพสต์ชื่อเมือง(check in) ที่พวกเขาอาศัยอยู่เพิ่มขึ้น 71 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 61 เปอร์เซ็นต์, โพสต์ชื่ออีเมลของพวกเขาเพิ่มขึ้น 53 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 29 เปอร์เซ็นต์ และ โพสต์หมายเลขโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2 เปอร์เซ็นต์ (บทความวิชาการจาก pewinternet.org)

"เด็กเจเนอเรชั่นมี หรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีในตอนนี้ เขาเติบโตมากับเทคโนโลยีที่เป็นอินเตอร์เนตยุคโซเชียลมีเดีย โตมากับเฟซบุ๊ค ยูทูป อินสตาแกรมอะไรพวกนี้ เขาอยู่กับยุคเว็บ 3.0 ก็คือยุคที่เว็บไซต์มีบทบาทและมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมค่อนข้างมาก" ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ มีเดีย มอนิเตอร์ เริ่มเล่าถึงลักษณะของเด็กGen Me

เขาบอกอีกว่า เด็กวัยรุ่นยุคนี้ใช้โซเชียลมีเดียไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ คือใช้ในฐานะที่มันเป็นสังคมที่ตัวเด็กเข้าไปมีชีวิตอยู่ในนั้น การที่พวกเขาอัพเฟซบุ๊ค คลิกไลค์ อัพโหลดวิดีโอ หรือภาพกิจกรรม ทั้งหมดนี้ที่เขาทำไปเพราะเขาต้องการ 'สร้างสถานะทางสังคม' ในโลกโซเชียลมีเดีย เนื่องจากหากถูกยอมรับในโลกของโซเชียลมีเดีย มีเพื่อนมากๆ มีคนมากดไลค์ให้ภาพหรือวิดีโอคุณมากๆ หรือคอมเมนท์ให้เยอะๆ แชร์รูปภาพกิจกรรม เด็กจะรู้สึกว่าเขามีโซเชียลสเตตัสที่น่ายอมรับนับถือ

  • เสพติดโลกเสมือนจริง

ไม่เพียงต้องการสถานะทางสังคมในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่การที่เด็กหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนี้บ่อยๆ คอยตามดูยอดไลค์ยอดวิวไม่ห่างตา อาจทำให้เกิดการเสพติดอยู่ในโลกออนไลน์จนปฏิเสธโลกแห่งความจริง ซ้ำร้ายเด็กอาจแยกแยะระหว่างความจริงและความจริงเสมือนออกจากกันไม่ได้

ธาม เชื้อสถาปนศิริ อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นเพราะโซเชียลมีเดียเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก อะไรๆ ก็แสดงออกได้ง่ายขึ้น เช่น สโลแกนของยูทูป ก็คือ broadcast yourself ชวนให้ทุกคนมาถ่ายทอดชีวิตของตัวเอง หากเป็นทวิตเตอร์ก็คือ what are you doing now? ชวนให้แชร์กิจกรรมที่กำลังทำอยู่ หรือถ้าเป็นเฟสบุ๊คก็คือ what's on your mind ชวนให้แชร์ความรู้สึก

ทั้งหมดคือการสื่อสารของโซเชียลมีเดียในโลกของเว็บ 3.0 เป็นการสื่อสารที่เริ่มต้นมาจากจุดศูนย์กลางก็คือตัววัยรุ่นเอง

"จริงๆ เรื่องปริมาณเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียไม่ใช่ปัญหาของวัยรุ่น แต่สิ่งที่น่ากังวัลมากกว่าคือ เรื่องการแยกความเป็นจริงออกจากโลกเสมือนจริงไม่ได้ เช่น ถ้าเกิดเด็กคนหนึ่งโพสรูปตัวเองหรือกิจกรรมอะไรไปแล้วเพื่อนๆ เขาเห็นว่าเป็นเรื่องห่วยแตก ไม่ได้เรื่องเลย ดูปัญญาอ่อน เขาก็จะรู้สึกว่าชีวิตเขาเศร้าหมองทันที เหมือนเขาพลาดไปในการสร้างภาพลักษณ์ตัวเอง ภาพลักษณ์เขาจะดูแย่มากในโซเชียลมีเดีย ผลแบบนี้มันทำให้ในโลกชีวิตจริงของเขามันแย่ไปด้วย เขาจะกลายเป็นคนซึมเศร้า ความกังวลเหล่านี้มันจะแสดงออกมาทันที เพราะเขาสูญเสียความมั่นใจ"

ธามบอกอีกว่าหากเด็กเสพติดการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์แบบนี้มากๆ จะทำให้สุขภาพทางใจแย่ลง เป็นทุกข์ ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งพ่อแม่เด็กควรตระหนักและต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ

"มันไม่ใช่เรื่องการใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากเกินไป แต่เขาไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่างหาก เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องไปสร้างอวตาร สร้างตัวจำลองของตัวเองขึ้นมา ที่เขาคิดว่าเป็นตัวเขาจริงๆ ในโลกของเฟซบุ๊ค ฉะนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรกังวลคือ ลูกกำลังหมกมุ่นในการสร้างหรือปรุงแต่งอัตลักษณ์ออนไลน์ของตัวเองมากเกินไปจนหลงลืมอัตลักษณ์ในโลกความเป็นจริง"

ไม่เพียงแต่จะแยกแยะ 'ความจริง-ไม่จริง' ไม่ออก แต่ปัญหานี้ยังเป็นสะพานเชื่อมไปยังมีปัญหาขั้นกว่า นั่นคือ สภาวะที่เด็กมี 'ความหลงตัวเอง' มากกว่ามีความภาคภูมิใจในตัวเอง กล่าวคือ เด็กเจเนอเรชั่นนี้จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งคนประเภทหลงตัวเองนี้ในทางจิตวิทยาระบุว่า เมื่อคุณฟูมฟักความหลงตัวเองมากขึ้น สิ่งที่จะด้อยลงไปในตัวคุณก็คือ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรียกว่าเห็นแก่ตัวมากขึ้นนั่นเอง

"เขาหลงตัวเอง เขาจึงชอบชอบอัพรูปตลอดเวลา เปลี่ยนรูปโปรไฟล์บ่อยๆ เพื่อที่จะรอให้คนอื่นมาคลิกไลค์รูปของเขา" ธามบอก

  • ไลค์ให้พอดี

แม้จะดูเหมือนว่าวัยรุ่นยุคนี้กำลังเข้าสู่สภาวะการเสพติด'ไลค์' หรือเสพติดโลกออนไลน์มากขึ้น แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่แย่เกินไปนัก เพราะตอนนี้เรายังสามารถปรับและเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเด็กไทยจากด้านลบเป็นด้านบวกได้

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้คนเรามีชีวิตอยู่กับเทคโนโลยี แต่ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้เท่าทัน และรู้จักใช้สื่อเทคโนโลยีนั้นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์แล้วสามารถทำให้เกิดการอยู่ร่วมกับมันได้แบบ learn to love คืออยู่ร่วมกับตัวเอง รักตัวเอง และอยู่ร่วมกับสังคมเพื่อนมนุษย์ได้ด้วยในทิศทางที่ดี ส่วนนี้ก็จะกลายเป็นพลังแทนที่จะกลายเป็นตัวบั่นทอน

"ถ้าในระดับตัวเด็กเอง เขาคงจะต้องมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ นอกเหนือจากการเล่นเนตหรือก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน แต่ถามว่าแค่นี้มันเพียงพอหรือเปล่า มันไม่พอ มันต้องอยู่ที่ระบบที่จะไป support เกื้อหนุนตัวเด็กให้ห่างจากหน้าจอด้วย เช่น ครอบครัวเป็นอย่างไร มีโอกาสดูแลบ้างไหม มีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิตต่างๆ เหล่านี้ไหม ในโรงเรียนเป็นอย่างไร มีโอกาสพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะรู้คิด อะไรต่างๆ เหล่านี้ไหม ชุมชนเป็นอย่างไร รวมไปถึงระดับโครงสร้างใหญ่ของสังคมด้วย จะทำอย่างไรให้แต่ละชุมชนหรือแต่ละสังคมเปิดพื้นที่โอกาสในการสร้างการเรียนรู้ให้มากขึ้น เป็นเรื่องที่ถึงจุดหนึ่งคงต้องคุยกัน"

ในมุมมองคล้ายกัน ธามให้ทัศนะว่า ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับเด็กรุ่นนี้คือ ใช้มันให้น้อยลง ไม่ต้องไปใส่ใจกับมันมาก ไม่ต้องโพสต์หรือออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ต่อมาคือทำให้ชีวิตในออนไลน์มันช้าลง ให้เท่ากับชีวิตจริงบ้าง ที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยบอกว่าโลกออนไลน์มันเร็วกว่าโลกในชีวิตจริง 7 เท่า

"ของในออนไลน์มันไม่ได้กระทบชีวิตจริงคุณมากขนาดนั้นหรอก จริงๆ แล้วคำบ่น ด่า ว่า ที่พบในเฟซบุ๊ค ไม่ควรเอาถ้อยคำเหล่านั้นข้ามออกมาสู่โลกความเป็นจริงเลย ยิ่งต่อไปจะก้าวเข้าสู่ยุคเว็น 4.0 อันนี้ยิ่งจะพัฒนาให้โลกความจริงและโลกออนไลน์ทับซ้อนเป็นโลกเดียวกัน จึงต้องเตรียมตัวและรู้จักปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี"

เขาเพิ่มเติมว่า ทางฝั่งของผู้ปกครองเองก็ควรมีเวลาให้บุตรหลานมากขึ้น อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็ก หากพบว่าลูกกำลังให้ความสำคัญกับสังคมในชีวิตออนไลน์มากกว่าชีวิตจริงๆ ก็ต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับลูกด้วยเหตุและผล

หากวันนี้เราติดตามสื่อสมัยใหม่ได้เท่าทันและใช้มันอย่างมีเหตุผล เชื่อแน่ว่าปัญหาการเสพติดโลกเสมือนจะไม่เกิดขึ้นกับเด็กไทยแน่นอน เพราะพวกเขาจะสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

  • If Social Media Were Drugs

ทีมงานบริษัท Dendrite Park ซึ่งเป็นบริษัทเอเยนซี่รับปรึกษาและออกแบบงานเกี่ยวกับกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องหรือต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็น "การบริหารเวลาเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด" โดยวงสนทนานั้นมีทีมงานคนหนึ่งเทียบ โซเชียล มีเดีย เป็นยาเสพติด และบทสรุปจากวงพูดคุย ขยายผลไปถึงการขอข้อมูลจากนักจิตวิทยาบำบัดหลายคน และสัมภาษณ์ประชาชนตามท้องถนนจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ และประมวลผลเป็นอินโฟกราฟฟิก ซึ่งชี้นำว่า การเสพติดสื่อโซเชียลมีเดียนั้น เทียบระดับได้กับการเสพติดสารกระตุ้นหรือสารหลอนประสาทหลายชนิด ดังนี้

Facebook = กัญชา : ติดความเคลิ้มหอมกลิ่นควันกัญชา ที่ขอให้ได้เสพทุกๆ ยามโพล้เพล้ (4.20 หรือโฟร์ทเวนตี้ หมายถึงวันที่ 20 เมษายน และในยุค 70s วัยรุ่นฮิปปี้ตามมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะมีธรรมเนียมรวมตัวกันเสพกัญชาเวลาบ่ายสี่โมงยี่สิบนาที ในวันที่นั้น) แต่ทุกวันนี้คนที่ติดเฟซบุคไม่ต้องรอเวลาแต่สามารถอัพเดตสเตตัสได้ตลอดเวลา ขนาดคนรุ่นพ่อแม่ก็ยังติดกันงอมแงม

Twitter = แอมเฟตามีน : ติดทวีตเหมือนติดยาม้ายาขยัน คึกกันสุดๆ ได้ทวีตวันละนิดจิตแจ่มใส ข้อบังคับไม่เกิน 140 ตัวอักษร จิ้มให้ไว

LINKEDIN = โคเคน : เครือข่ายนี้สำหรับ "มืออาชีพ" คนเล่นถือว่าตื่นตัวแบบขอตั้งตัวได้ เพราะคนที่เล่นในเครือข่ายล้วนแต่มี "ตำแหน่งงานดีๆ" เป็นแวดวงของคนประสบความสำเร็จแล้วทั้งนั้น

Google Plus = แอลกอฮอล์ : มันถูกมองว่าเป็นของแถมที่พ่วงมากับการใช้ google search engine และ Gmail ซึ่งเปรียบได้กับคนติดเหล้า ดื่มได้ดื่มดีแบบอยากมีสังคมแฮงค์เอาท์กับเขาบ้าง

You Tube = บุหรี่ ยาสูบ : คนที่นิ้วกระดิกติดคลิกดูคลิปแมวหาว แมวยิ้ม แมวนอน แม้จะรู้ว่ามันไร้สาระ แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ ของแบบนี้มันเลิกยาก เปรี้ยวปากขอสักปื้ดประมาณนี้

FRIENDSTER = กาว/สารระเหย : เป็นพวกเสพติดรุ่นโบราณ ชอบหาเพื่อนออนไลน์แค่ให้ได้เห็นรูปบ้างแบบยุคไฮว์ไฟว์กับมัลติพลาย แต่ยุคนี้ใครๆก็อัพเกรดไปเล่นเฟซบุ๊คกันหมดแล้ว

REDDIT = ยาบ้า : ไม่สร้างสรรค์อย่างแรง แต่เป็นยาแรงติดแล้วเลิกยาก (REDDIT มีไว้ให้ผู้ใช้โพสต์นั่นโพสต์นี้ ลิงค์นั่นลิงค์นี่ ตั้งแต่ลิงค์ข่าวเป็นเรื่องราว กุข่าวขึ้นมาเอง หรือเกมบ้าบอ แต่ก็มีคนมาวิว)

MYSPACE = เห็ดเมา : สังคมคนฟังเพลง ทั้งงานตัวเองและไปตามฟังคนอื่น แต่มันเป็นสื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จักชื่อแต่ไม่ค่อยแอคทีฟ แบบว่า "อ่อ เคยได้ยินชื่อ แต่ว่ามันคืออะไรนะ"

FOURSQUARE = สูบไปป์ใส่ยาเส้น : มันเชยมากแล้ว คนเล่นคิดว่าเท่ แต่ว่ามันหลงยุค

PINTEREST = LSD : เหมือนคนติดเหล้าแห้ง(LSD) ที่พอเสพแล้วจะเห็นภาพต่างๆ เจิดจรัส เพราะเพจPINTERESTแต่ละคนมักเต็มไปด้วยภาพสีสัน ทั้งดีไซเนอร์ตัวจริง และคนที่สะสมภาพจากงานดีไซน์ คนชอบถ่ายภาพ

INSTAGRAM = ผงขาว : เทียบระดับกับเสพติดผงขาว กระตุ้นความคึก เวลาอัพรูปขึ้นอินสตาแกรมจะเลือกอัพได้ในกรอบภาพที่จำกัด คุณจึงต้องเลือกอัพรูปอวัยวะ "บางส่วน" ของตัวเองได้เท่านั้น

*หมายเหตุ : ข้อมูลจาก " If Social Media Were Drugs" www.dendritepark.com โดย ปาโบล บินคาวสกี้ ถอดความและเรียบเรียงโดย มานี