'นิทานสร้างสุข' อิสรภาพแห่งจินตนาการที่บางขวาง

นับเป็นการสานต่อความปรารถนาดีอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเป็นผู้ให้แก่ผู้ต้องขังได้มากมายเท่านี้ จากโครงการหนึ่งสู่โครงการหนึ่ง...
นับเป็นการสานต่อความปรารถนาดีอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเป็นผู้ให้แก่ผู้ต้องขังได้มากมายเท่านี้ จากโครงการหนึ่งสู่โครงการหนึ่ง วันนี้กำลังใจดีๆ ได้เดินทางมาถึงจุดหมายอีกโครงการแล้ว
ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ประทานโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังชายในเรือนจำกลางบางขวาง แม้ได้ชื่อว่าเป็นเรือนจำมหันตโทษคือเรือนจำที่คุมขังผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ แต่ความผิดพลาดครั้งอดีตมิอาจตีตราได้ว่าพวกเขาต้องผิดตลอดชีวิต ทุกวันนี้มีผู้ต้องขังจากแดนๆ ต่างได้รับโอกาสบอกเล่าเรื่องราวหลังกำแพงที่ปิดกั้นอิสรภาพ ซึ่งมีบรรดาครูนักเขียนแขนงต่าง อาทิ สารคดี และนิทาน เข้ามาเปิดโลกแห่งจินตนการที่ไร้พันธนาการ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีชั้นแนวหน้าได้พาพวกพ้องครูนักเขียนเข้าไปยังเรือนจำกลางบางขวางอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมทักษะการเขียนนิทานในโครงการ 'นิทานสร้างสุข' และวันเดียวกันนั้นเองโครงการดังกล่าวก็ปิดฉากลงโดยสมบูรณ์
ชีวัน วิสาสะ นักเขียนหนังสือสำหรับเด็กคือครูคนหนึ่งจากหลายคนที่สละแรงกาย แรงใจ เพื่อปันความรู้และรอยยิ้มแก่ 'นักเรียน' ของพวกเขา
ครูชีวันเล่าว่าก่อนจะเข้ามานั่งสอนการเขียนการวาดอยู่หลังกำแพงเรือนจำ อรสมคือผู้ชักชวนให้ร่วมอุดมการณ์
"ผมกับพี่อรสมนัดคุยกันที่ มศว.ประสานมิตร เริ่มต้นที่ว่าเราอยากจะมีหลักสูตรที่จะสอนให้ผู้ต้องขังเขียนนิทาน เพราะว่าพี่อรสมเขารู้จักคนที่ทำงานด้านหนังสือเด็ก อย่างผมอย่างแต้ว (ระพีพรรณ พัฒนาเวช) และด้วยความเป็นนักเขียน พี่อรสมก็รู้สึกได้ว่านิทานเป็นเรื่องราวที่กลั่นกรองออกมาเพื่อที่จะสอนคนหรือว่าให้คนได้เรียนรู้สิ่งดีงามในชีวิต ผมรู้สึกว่ามันมีแง่มุมดีๆ อยู่ น่าจะทดลองมาสอนให้คนเขียนนิทาน โดยเฉพาะผู้ต้องขัง ก็เริ่มกำหนดเวลากันว่าจะสอนอย่างไร"
ต่อจากนั้นครูชีวันยังเล่าต่อด้วยว่าภาพที่คนภายนอกมองเข้ามาระหว่างผู้ต้องขังกับนิทานช่างเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน แต่ในความเป็นจริงแม้ไม่ใช่ผู้ต้องก็เกิดภาพขัดแย้งนี้ได้ถ้าเปิดใจ
"ถ้าไม่มองว่าคนที่อยู่ในนี้เป็นผู้ต้องขัง ถ้าตัดตรงนี้ออกไปก่อน คนอื่นๆ เช่น ตำรวจ หมอ ทหาร แม่ค้า คนเหล่านั้นเกี่ยวข้องอะไรกับนิทานไหม? ถ้าเรามองเป็นบทบาทก็ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับนิทาน นั่นทำให้เรามองอย่างจำกัดว่านิทานต้องเกี่ยวข้องกับเด็กกับคนเขียนนิทานเท่านั้น แต่ถ้าเราปอกเปลือกออกไป ความเป็นพยาบาล หมอ ทหาร หรือความเป็นผู้ต้องขังออกไป ทุกคนก็ยังเป็นคน เป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็ก ซึ่งถ้าความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ต้องพูดต่อไปอีกว่า เด็กจริงๆ กับเด็กที่อยู่ในตัวของผู้ใหญ่ อย่างไหนจึงจะเรียกว่าเป็นเด็ก นิทานก็คืออาหารอย่างหนึ่งสำหรับเด็ก เป็นอาหารสมอง อาหารจินตนาการ ถ้าใครมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวก็ยังคงต้องการสารอาหารนี้จากนิทาน"
สังเกตดีๆ จะพบว่าเหตุที่ผู้ใหญ่เล่านิทานให้เด็กฟัง ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อขัดเกลา เพื่อให้เด็กเรียนรู้ แต่ครูชีวันยังชี้ให้เห็นว่าขณะที่เราขัดเกลาให้เด็กเรียนรู้ ในบรรยากาศนั้นเองผู้ใหญ่ก็จะได้รับการขัดเกลาไปด้วยจากนิทานที่เล่า
"นั่นหมายถึงว่าเรามีนิทานอยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่มีนิทานละ นี่ล่ะนำไปสู่กระบวนการขัดเกลาคนเขียนนิทานขึ้นมาเอง หมายถึงการทบทวนเรื่องราว ทบทวนประสบการณ์ เพราะอย่าลืมว่าจุดประสงค์ที่เราจะเขียนก็คือมุ่งไปสู่ความดี ความงาม ความสุขที่ห่อหุ้มด้วยความสนุก นี่คือกระบวนการและผลพลอยได้คือนิทาน เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะได้นิทานชั้นเลิศ แต่เพื่อเกิดการขัดเกลาผู้ต้องขังไปด้วย และไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของการเรียนหรือการคิดจินตนาการอย่างเดียว แต่มีเรื่องของการอ่าน อ่านหนังสือ นิทานภาพ ในหลายเรื่องของหลายแง่มุม ทั้งเรื่องภาษา สุนทรียะและการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร รวมทั้งศิลปะในภาพประกอบ"
นอกจากนี้ครูชีวันยังเล่าถึงนักเรียนของเขาว่าส่วนมากสนอกสนใจกันดี เขายอมรับว่าแรกๆ รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่มั่นใจว่าผู้เรียนจะได้รับอะไร แต่เมื่อเข้าสู่บรรยากาศการเรียน นักเรียนทุกคนถูกปลุกความเป็นเด็กขึ้นมา
"เขาก็จะสวมบทบาทสองบทบาทไปพร้อมกัน คือบทบาทของผู้ฟัง อีกบทบาทหนึ่งคือผู้ใหญ่ที่จะต้องพยายามสร้างนิทานเพื่อสื่อสารกับเด็ก ทั้งสองบทบาทสำคัญเท่าเทียมกันนะ โดยเฉพาะบทบาทของคนแต่งนิทาน แต่ละครก็จะเกิดขึ้นไม่เหมือนกัน บางคนถ้ายังไม่มีลูก ก็ในฐานะของผู้ใหญ่ที่อยากบอกเล่าอะไรดีๆ ให้กับเด็ก แต่บางคนมีสถานภาพเป็นปู่ เป็นตา ตรงนี้ทำให้เกิดการรำลึกอดีต และทำให้เกิดความคิดว่าเขายังมีเป้าหมายอยู่ ยังมีลูก ยังมีหลานที่รออยู่ ในกระบวนการนี้เขาก็ได้รับการขัดเกลา ได้เรียนรู้ หลายอย่างที่ยังมีคุณค่ากับชีวิต เขาก็ยังอยากจะบอกข้ามกำแพงออกไป บอกทะลุออกไป ไปสู่ลูกหลานเขาข้างนอก ซึ่งดีมากๆ"
สำหรับบางคนคำว่า 'นิทาน' มักมาพร้อมกับคำว่า 'ความสุข' จะว่าจริงก็จริงแต่อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะในสายตาของครูชีวัน นิทานมีหมุดหมายอันแท้จริงคือความดีงาม เพราะในชีวิตคนไม่ได้มีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว และเด็กก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้แต่ความสุขอย่างเดียว แต่ความสะเทือนใจ ความเศร้า เด็กก็ควรจะได้เรียนรู้ด้วย ซึ่งนิทานจะทำให้เด็กเตรียมตัวไว้ก่อน
"ในชีวิตจริงไม่ได้มีความสุขตลอดและความทุกข์ตลอด บางช่วงชีวิตความทุกข์ยากความลำบากจะมาเมื่อไรเราก็ไม่รู้ เด็กจะต้องมีภูมิคุ้มกันมาก่อน จากนิทานจากเรื่องเล่า การที่จะคลี่คลายในเรื่องความทุกข์ในนิทาน อาจจะเป็นเรื่องยากของเขา แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เจอมาก่อน เขามีแนวคิดว่าจะจัดการอย่างไร"
ได้เห็นความปรารถนาดีของ 'ผู้ให้' กันไปแล้ว คราวนี้มาถึงทีของ 'ผู้รับ' ได้เล่าความในใจกันบ้าง บอกเลยว่าหลังรั้วลวดหนามซี่กรงขังยังมีรอยยิ้มและความหวังเปี่ยมล้น
น.ช.รัตน์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดียาเสพติด จากพลั้งผิดครั้งนั้นทำให้เขาต้องโทษประหารชีวิต แต่ปัจจุบันได้อุทธรณ์เหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อมองถึงโทษทัณฑ์ที่เขาได้รับช่างน่าหดหู่ใจ และดูคล้ายว่าความหวังของเขาจะริบหรี่เหลือเกิน แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการ วันคืนในบางขวางช่างมีความหมาย
"ผมเข้าร่วมโครงการได้เพราะเห็นคนที่เข้าร่วมโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหารรุ่นหนึ่ง มีหนังสือ เราก็ได้เห็นผลงานของเพื่อน เราเป็นคนชอบอ่าน คิดว่านี่คือช่องทางได้ระบายความรู้สึก เราอยากจะสื่อสารอะไรถ้าใช้แต่จินตนาการเอาเองก็อาจจะสื่อสารไม่ได้ ภาพของเราที่คนข้างนอกมองเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ด้านลบ ก็เหมือนกับเวลาเรามองจากข้างนอก"
น.ช.รัตน์ จึงเข้าร่วมโครงการเขียนสารคดีรุ่นที่สอง แล้วต่อยอดมาสู่โครงการนิทานสร้างสุข ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะช่วยเยียวยาจิตใจได้ สิ่งที่เขาและเพื่อนได้เรียน หลักๆ คือ วาดภาพประกอบ และกำหนดเค้าโครงเรื่อง ต้องคิดว่าจะสื่ออะไรให้เด็ก
"ผมก็ไม่มีพื้นฐานมาก่อน แต่เรื่องเขียนเคยได้เรียนในห้องเรียนสารคดีมาแล้วในเรื่องเล่าฯเล่มที่สองมาแล้ว เราก็พอมีพื้นฐานในการวางโครงเรื่องอยู่แล้ว แต่ถ้าเปรียบเทียบสารคดีกับนิทานนี่คนละเรื่องกันเลย เพราะว่าจะเล่นเกี่ยวกับทางด้านจินตนาการความรู้สึก แต่สารคดีนี่ข้อเท็จจริงล้วนๆ ก็ใส่ความรู้สึกลงไปได้บ้าง"
สำหรับนิทานที่ น.ช.รัตน์เขียน คือเรื่อง '3 สี 2013' เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่ต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเองเก่งกว่า ดีกว่า เด่นกว่าผู้อื่น แข่งขันไม่ยอมรับ เกิดความวุ่นวาย ซึ่งก็เหมือนไฟจราจรที่พอสีหนึ่งติดอีกสีหนึ่งก็ควรดับ
"ผมจบนิติศาสตร์ ผมก็มองด้านกฎหมาย ตามกฎหมายซึ่งเป็นกฎที่ทำให้สังคมมีระเบียบ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่เราจะยึดร่วมกัน แต่ทีนี้มาดูสังคมปัจจุบัน ต้องบอกก่อนว่าผมอยู่ในนี้มา 12-13ปี มองออกไปข้างนอกนี่ก็เห็นแต่ความวุ่นวาย บางครั้งก็รู้สึกว่าเห็นว่าข้างนอกมันน่ากลัวกว่าข้างใน เลยคิดว่ามันมากไปแล้วหรือเปล่า เรื่องที่เขียนอาจจะเป็นตัวติงๆ นิดหนึ่งได้ ประกอบเรียนกฎหมายมาด้วย ก็คิดว่าทุกปัญหาควรจะมีข้อยุติร่วมกันที่ใช้เป็นหลักในการยึดร่วมกัน ก็เลยตกผลึกเป็นเรื่องนี้
ถ้าเรามองตัวเองเป็นหลัก เห็นแต่คุณค่าของตัวเองแล้วมองคนอื่นด้อย ถ้าสามสี่คนก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ถ้าคนเป็นล้านๆ คนมองอย่างนี้ คิดดูว่ามันจะวุ่นวายมากแค่ไหน อย่างการอยู่ในคุก ในเรือนจำก็ดี ถ้าเรานอนอยู่ในห้องด้วยกันสามสิบสี่สิบคน นอนเบียดๆ กัน ถ้าจะบอกว่าของผมถูกต้องทุกอย่าง มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ซึ่งคนข้างนอกยังมีโอกาส การกินการอยู่ยังมีความเป็นส่วนตัวที่จะไม่ต้องใช้กฎระเบียบมากนัก แต่พอมาอยู่อย่างพวกเรานี่เห็นชัดเจนมาก การที่ต้องยอมรับความเป็นตัวตนของผู้อื่นมันเป็นสิ่งจำเป็น"
ซึ่งเขาก็หวังว่าหากหนังสือนิทานเล่มนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็อยากให้เด็กๆ 5-12 ขวบได้อ่าน เพื่อปลูกฝังให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่มองตัวเองเป็นหลัก ต้องเปลี่ยนมุมมอง ไม่มองมุมเดียว แล้วจะได้วิธีคิดที่จะแก้ปัญหาแบบใหม่ได้เสมอเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
สำหรับ น.ช.ชาตินวภพ สมกำลัง ผู้ต้องขังคดีฆ่าคนตายโดยไตร่ตรอง ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องโทษประหารชีวิต แต่ในที่สุดก็ได้รับอภัยโทษเหลือจำคุก ตลอดชีวิต และล่าสุดคือเหลือ 33 ปี เขาบอกกับจุดประกายวรรณกรรมอย่างผ่าเผยว่ายินดีเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริง เพราะไปต้องการปิดบังความชั่วร้ายที่เคยก่อไว้ เพียงแต่อยากบอกว่าวันนี้เขาได้สำนึกผิดแล้ว และแน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีทัศนคติเชิงบวกได้ถึงเพียงนี้ก็คือโครงการนิทานสร้างสุข
เขาเล่าว่าเข้าร่วมโครงการโดยไม่แตกต่างจากน.ช.รัตน์ คือต่อยอดจากอบรมเขียนสารคดีรุ่นที่สอง โดยที่เขาไม่คิดว่าก่อนว่านิทานจะให้อะไรมากมายเพียงนี้
"ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะได้รับอะไรมากมายขนาดนี้ ตอนอยู่ข้างนอกผมเป็นตำรวจ สิ่งดีๆ มันมี แต่สิ่งที่ไม่ดีมันก็เยอะ โครงการนี้ทำให้เราเรียนรู้บทเรียน โครงการนี้เขามาเพื่อที่จะสอนผมเขียนหนังสือ แต่มากกว่านั้นคือ สอนชีวิตครับ ชีวิตผมถ้าไม่ได้เข้าโครงการนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร
ได้เขียนนิทาน ทำให้เรารู้จักใช้ความคิด ผมสัมผัสได้กับความละเอียดอ่อน ความนุ่นนวล ซึ่งผมทำงานเป็นตำรวจก็มีแต่เรื่องอาชญากรรม เรื่องรุนแรง ผมเคยคิดว่าถ้าไม่ได้มาที่นี้ผมก็ไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้"
น.ช.ชาตินวภพ เขียนนิทานเรื่อง 'ไอ๋หย๋า แย่แล้ว' เกี่ยวกับความร่าเริง เด็กที่เล่นเกมส์ แล้วฝันร้าย ฝันว่าตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทัน แล้วก็ไปไม่ทันจริงๆ
"ก็เหมือนกับชีวิตผมที่เดินมาแบบผิดๆ ดำเนินชีวิตมาอย่างที่ไม่ได้สังเกตอะไร" น.ช.ชาตินวภพกล่าว
และเมื่อถามว่าโครงการนี้ให้อะไรแก่พวกเขา น.ช.ชาตินวภพ ก็ตอบด้วยน้ำตารื้นว่า "ครูเหมือนจะให้ทุกอย่างที่เราแสวงหา เหมือนกับว่าเขารู้ว่าเราต้องการอะไร ผมเป็นคนใต้นะ สะตอแม้แต่ลูกเดียวผมก็ไม่ได้กิน แต่ถ้าผมเอ่ยปากว่าอยากกิน ผมต้องได้กินครูจะขวนขวายหามาให้ ครูอรสม ผมเรียกแม่ใหญ่ ไม่มาก็เขียนโปสการ์ดมาให้ ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ในโครงการแม้แต่อายุหกสิบถ้าได้อยู่ใกล้แม่ใหญ่มันเหมือนกับเด็กที่เพิ่งจะคิดได้ เพิ่งโต เพิ่งรู้จักชีวิต จากการที่แม่ใหญ่พาหลายๆ คนเข้ามา ทั้งอาจารย์ประมวล อาจารย์เนาวรัตน์ คนดังๆ ทั้งหลาย กลายเป็นแรงบันดาลใจ คนที่ต้องแบกรับภาระทั้งหลายในสังคมก็หันกลับมาดูตัวเอง โครงการนี้ให้เราสอนทั้งเรื่องการกระทำ โครงการนี้ให้มาก สิ่งที่เราไม่เคยได้จากข้างนอก"
ด้าน น.ช.รัตน์ ก็อธิบายถึงสิ่งที่ได้รับว่า "ไม่ได้เฉพาะเรื่องวิชาการ แต่ครูทั้งหมดเขาได้ใจพวกเรานะ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่ จากเดิมเราคิดว่าคนข้างนอกมองพวกเราแบบเศษเดน ก็ยอมรับ เราไม่เรียกร้องขอโอกาส แต่ครูทำให้เรารู้ว่าเรายังทำอะไรดีๆ ได้อีกเยอะ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง มันเป็นสิ่งสำคัญ ครูทุกคนปลูกฝังเรื่องนี้กับเรามาก การกระทำของคนในครั้งใดครั้งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นบางครั้งถ้าเขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเขาไม่เข้าใจ ซึ่งบางทีเราก็ย้อนกลับไปมองความคิดของเราแบบเดิมๆ ซึ่งมันก็เปลี่ยนไป โครงการนี้ทำให้เราตระหนักว่าต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ต้องมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในบริบท ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นหลัก"
แม้กำแพงใหญ่จะกีดกั้น แม้โซ่ตรวนจะฉุดรั้ง และโครงการนี้จะปิดม่านลง แต่อีกไม่นานจินตนาการของพวกเขาในรูปแบบหนังสือนิทานดีๆ อาจจะได้ปรากฎต่อสายตาคนข้างนอก ถึงวันนั้นทัศนคติด้านลบของบางคนอาจลดทอนลง เพราะถึงอย่างไรคนที่พลั้งพลาดก็ยังคือมนุษย์ดังเดิม
"จินตนาการ ไม่มีทางถูกครอบหรือถูกขังไว้ได้ ต้องบอกว่าเขามีสิทธิ์จะจินตนาการไปได้ไกล นี้คือความมหัศจรรย์ของสมองคน การที่เราคิดว่าประสบการณ์ที่ไม่ดีของเขาจะมีผลอะไรกับนิทานหรือเปล่า จะทำให้นิทานแปดเปื้อนสิ่งไม่ดีหรือเปล่า...
แต่ที่ผ่านมาเราดูแล้วว่าไม่มี กลับเป็นนิทานที่สะอาดมาก มันเหมือนว่าเขาได้ทบทนวนอะไรบางอย่าง ได้ชำระตัวเองด้วยนิทาน" ครูชีวันกล่าวส่งท้าย




