วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

At Any Price ท่าทีดีเหลว และสอบตก

นันทขว้าง สิรสุนทร วิจารณ์หนังใหม่ของ เดนนิส เควด

ในกลุ่มนักแสดงที่เป็นพวกรุ่น "เบบี้บูมเมอร์" หรือหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เดนนิส เควด ถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ "ยังคง" มีหนังเล่นอยู่เรื่อยๆ ทั้งบทตัวนำและสมทบ ทั้งดีและไม่ดี แต่เมื่อเปรียบกับ คลินสต์ อีสต์วู้ด และ โรเบิร์ต เร้ดฟอร์ด ไม่ถือว่า เดนนิส มีอะไรที่เหนือกว่า...

เรื่องน่าแปลกอีกอย่างคือ เวลามีเขาแสดงหนังเรื่องใดก็ตาม เมื่อตัดหนังออกมา ผมรู้สึกว่ามันจะน่าดูและทำให้คาดหวังว่าคงเป็นพล็อตที่คมคาย ลึกซึ้ง (ผมรู้สึกอย่างนั้น) เคสที่ว่านี้เมื่อมองไปยัง At Any Price ก็ทำให้คิดไปถึงขนาดที่ว่าคงจะเป็นหนังดี และนั่นทำให้รอบ 10.00 น.ที่ลิโด้ 2 เมื่อวันเสาร์ จึงเป็นรอบที่ผมตั้งใจ (แม้ในโรงจะมีอยู่ 2-4 คนเท่านั้น)

หนังเรื่องนี้พยายามจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ที่โฟกัสไปเลยกับลูกชายคือ ดีน กับ พ่อ คือ เฮนรี่ (เดนนิส เควด) หนังเริ่มต้นได้ดีเมื่อใช้ฉากสั้นๆ ทำให้เราเห็นถึง "นิสัยใจคอ" ที่ไม่ได้มีชั้นเดียวของเดนนิส เมื่อเขาชวนลูกชายที่เข้ากันไม่ได้ไปร่วมงานฝังศพของใครคนหนึ่งที่ดันมีที่ดินเยอะ การไปร่วมไว้อาลัยเป็นแค่สิ่งบังหน้า เพราะแท้จริงแล้ว เดนนิสต้องการประโยชน์จากการกว้านซื้อที่ เพื่อสร้างขนาดของฟาร์มในหมู่บ้าน

ผมชอบซีเควนซ์นี้ของหนัง เพราะตั้งแต่พ่อลูกอยู่ในรถ ลงมาจนถึงงานฝังศพและลาแขก... มันทำให้เราเห็นแคแรคเตอร์และนิสัยที่ไม่เหมือนกันเลยของตัวละคร ไล่หลังไม่นาน เราก็เห็นว่าลูกอีกคนของเดนนิส ก็หนีไปปีนเขาที่ลาตินฯ และจริงๆ มันก็คงไม่ใช่เรื่องไป "ปีนเขา" แต่เป็นเรื่องอยากไกลห่าง

บทหนังค่อยๆ "แจกแจง" ให้เราเห็นว่า เดนนิส ไม่ใช่พ่อที่มีกฏและเผด็จการ เขาแข็งกร้านแต่ไม่ได้ไร้ความอ่อนโยน เขามีความรู้สึกซ่อนอยู่ และที่สำคัญเพราะรักครอบครัว จึงเค้นตัวเองในการพยายามจะทำธุรกิจฟาร์มให้ใหญ่กว่าคู่แข่ง โดยที่ลืมว่า ในชีวิตคนเรานั้น ความใหญ่โตไม่ได้มาจากการจะรวย หรือประสบความสำเร็จ ยังมีเรื่องการอ่าน การใช้ชีวิตและการทำในสิ่งที่หลงรัก

ดีน ซึ่งเป็นลูกชายหลงใหลการขับรถแข่ง ซึ่งแน่นอนว่า มันอาจเท่าๆ กับที่พ่อของเขาหลงรักการทำธุรกิจ ทั้งสะอาดและโสมมเพื่อเอาชนะทุกคน ...จริงๆ ในสนามแข่ง ลูกก็ไม่ได้ต่างไปจากพ่อ เพราะในซีนหนึ่ง เขาเอาชนะคู่แข่งด้วยการเทคนิคสกปรก เพียงแต่ทั้งสองคนนี้คุยกันไม่รู้เรื่อง

พล็อตรองของหนัง คือเรื่องของการทำฟาร์มก็จริง แต่บทต้องการเปรียบส่วนนี้กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ปัญหาคือการเวทน้ำหนัก ระหว่างส่วนต่างๆ ตั้งแต่เงื่อนปมธุรกิจ, การแข่งรถ, ความสัมพันธ์ในบ้าน ไม่ค่อยราบรื่นนัก ส่วนที่ขรุขระมากที่สุดอยู่ตอนครึ่งเรื่องหลัง ที่บทพลิกผันและพลิกผ่านทันที จนคนดูไม่เชื่อถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของลูก

คนดูถูกทำให้ห่างไกลจากตัวของ ดีน เราไม่รู้ถึงความลึกในตัวละครตัวนี้ ทั้งๆ ที่ในท้ายที่สุด ลูกชายนี่แหละที่จะทำให้พ่ออย่าง เดนนิส ต้องชำแหละตัวตนออกมา ฉากที่น่าขำก็คือ ตอนที่ เดนนิส ไปนัดกินกาแฟกับคู่แข่งที่แทบจะฆ่ากันตายในทางธุรกิจ และก็พูดว่า "ธุรกิจก็คือธุรกิจ" มันดูเลื่อนลอยและเค้นเกินไป

แต่ถึง At Any Price จะดูย่ำแย่ ผมก็มีบางแง่มุมที่ชอบๆ อยู่บ้าง อาทิ การพูดถึงเรื่องวิธีทำฟาร์มแบบใหม่ที่ต่างไปจากวิธีการสมัยก่อน ที่คนมีความสำคัญน้อยลง และเหมือนกับแวดงวงอื่นๆ (การเมือง บันเทิง) ที่การทำฟาร์มซึ่งดูเหมือนเป็นการงานจะผ่อนคลายกว่า แต่แท้จริงแล้ว มันก็มีการแข่งขันและเอาเป็นเอาตายกัน โดยที่สุดท้ายแล้ว ทุนชนะทุกสิ่ง ชนะแม้แต่คนหลายคน ที่ครั้งหนึ่งในอดีต เคยป่าวร้อง ตะโกนด่าทุนนิยมนี่แหละ ซึ่งที่สุดแล้ว เขาก็ทำเสียเอง (ก็ไม่ต่างจากคนแบบหนึ่งในทุกๆ วันที่เราเห็นกัน ..ที่อาจจะพร่ำถึงการรักธรรมชาติ ดูแลโลก แต่เบื้องหลัง ก็กว้านซื้อที่ดินในป่าสงวนและบนเกาะ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะคนที่บอกว่าจะปรองดอง ควรปรองดอง ก็อาจเป็นคนทำให้แตกแยกเสียเอง)

คำว่า At Any Price ที่แปะอยู่ เป็นชื่อหนัง ที่สุดแล้วความหมายของมันก็อาจวนเวียนอยู่ในหลายแง่มุม

ขึ้นอยู่กับเป็นเรื่องอะไร และราคาของมัน จบลงที่ตรงไหน

แต่คนที่ต้องจ่าย ก็คือเราทุกคน.