เหงา...ชิลล์... @ Bilbao

หลายคนอาจเกลียด 'ความเหงา' จนเข้าไส้ จึงเสาะแสวงหาเรื่องสนุกสนานและสถาปนาให้เป็นความสุขของชีวิต
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ณ เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง...ความเหงาจะพาไปพบความสุขที่สุดชิลล์
เพราะเรื่องความเหงาไม่เข้าใครออกใคร ชายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้ภาษาสเปน ซ้ำร้ายยังง่อยภาษาอังกฤษ จำต้องพลัดพรากจากบ้านถิ่นช้างไทยไปโผล่ที่แดนกระทิงดุอย่างมึนๆ
ที่เมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงฤดูฝน สายฝนจึงพร่างพรมจนเฉอะแฉะไปทั่ว แต่ที่เมืองบิลเบา ประเทศสเปนแห่งนี้สายฝนก็พรำๆ ไม่แตกต่างกับบ้านเราเลยแม้แต่น้อย ที่เห็นว่าแตกต่างกันนิดหน่อยก็คือแม้ฝนจะตกมากเพียงใดก็ไม่มีรถติดให้หงุดหงิดใจ อาจเป็นเพราะจำนวนประชากรราว 46 ล้านคน เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรไทยก็ได้แดนกระทิงแห่งนี้จึงดูหลวมๆ ไม่แออัดเหมือนบ้านเรา
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเหมือนเราอยู่บ้างคือมีวิถีชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ แม้ว่าจะโตแล้วก็ยังอยู่กับพ่อแม่ เมื่อแต่งงานจึงแยกครอบครัวออกไป แต่ก็ยังเห็นการพบปะสังสรรค์บนโต๊ะอาหารแบบยกตระกูลเป็นปกติที่นี่...
โหมดเหงา
แม้อาหารฝรั่งจานหรูจะตั้งอยู่ตรงหน้าของผม และมีเสียงท้องร้องคลอเบาๆ คล้ายดนตรีขับกล่อม แต่ผมกลับไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย เพราะสายตาสั้นๆ คู่นี้จับจ้องไปที่ครอบครัวนั้น แม่วัยชรา ลูกชาย ลูกสาว ลูกเขย ลูกสะใภ้ หลาน เหลน บลาๆ มาครบทีม เสียงสนทนาปราศรัยแบบสเป๊น...สเปน ดังกลบเสียงท้องร้องของผมเสียสิ้น ผมจะกินอาหารลงไปได้อย่างไรในเมื่อดวงใจเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน
อย่าคิดไกลไปถึงเรื่องคนรัก เพราะมันเป็นแค่อารมณ์เหงาๆ แสนธรรมดา...
ขอข้ามเรื่องอาหารมื้อแรกไป แล้วสลัดความคิดแบบจิตตกออกให้หมด ไหนๆ ก็มาอยู่ที่สเปนแล้วนี่ แถมสายการบินเตอกิช แอร์ไลน์ ยังพามาถึงเมืองบิลเบา เมืองซึ่งได้ชื่อว่ามีนายกเทศมนตรียอดเยี่ยมของโลก ในงานประชุมนายกเทศมนตรีโลก เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากขนาดเมือง และเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งประสบความสำเร็จเปลี่ยนเมืองอุตสาหกรรมเป็นเมืองแห่งการบริการ อีกทั้งยังน่าสนใจด้วยประวัติศาสตร์แบบอินดี้ คือเป็นอิสระ เพราะอดีตกาลบิลเบาคือแคว้นบาสก์ ที่แม้แต่ทุกวันนี้คนท้องถิ่นก็ยังเรียกดินแดนนี้ว่าประเทศบาสก์หรือ Basque country อย่างเต็มปากเต็มคำ
แต่เมื่อ 15 มิถุนายน ค.ศ.1300 แคว้นบาสก์ก็ถูกสถาปนาใหม่ให้เป็นเมืองบิลเบา จนถึงทุกวันนี้ที่มีประชากรราว 1 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวเมืองชั้นในประมาณ 400,000 คน อย่างที่บอกไปว่านายกเทศมนตรียอดเยี่ยมของโลกได้เปลี่ยนให้บิลเบาละทิ้งอุตสาหกรรมมาเป็นเมืองแห่งบริการ ประชาชนส่วนมากจึงประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ ทำงานธนาคาร ค้าขาย และในสายงานบริการอื่นๆ ด้วยเหตุนี้อัตราการว่างงานในแคว้นบาสก์หรือบิลเบาจึงสวนทางกับเมืองอื่นๆ ในสเปน คือ ชาวบิลเบามีงานทำกันถ้วนหน้า ไม่ตกงาน ไม่ยากจน
ยิ่งบวกกับรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลบาสก์มอบให้แก่ประชาชน อาทิ รักษาพยาบาลฟรี ยิ่งทำให้เมืองนี้อบอวลด้วยมวลความสุขจนผมรู้สึกได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อ หนึ่ง-ผมไม่ใช่ชาวเมืองบิลเบา สอง-ผมกำลังเหงาอยู่นี่นา
หลังจากหันหลังให้อาหาร สองเท้าก้าวเดินฉับๆ ไปบนท้องถนน มันช่างเป็นหนทางแสนเฉอะแฉะ มีน้ำเจิ่งนองอยู่ตลอด นั่นมันทำให้ผมต้องก้มหน้ามองพื้นด้วยระมัดระวัง คิดดูสิว่ามันน่าเบื่อแค่ไหนที่มาสเปนทั้งทีแต่ต้องก้มหน้าก้มตาดูพื้น ดูน้ำขัง
ขณะที่จิตใจกำลังตั้งคำถามมากมาย ผมก็สะดุดใจเพราะสายตาไปปะทะอะไรบางอย่าง ในแอ่งน้ำขังนั้นมีเงาของความงามสะท้อนอยู่
ผมมาถึงเขตเมืองเก่า หรือ Old Quarter แล้ว และสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ทำให้ต้องละสายตาจากพื้นขึ้นมามองของจริงนั่นคือ โบสถ์ St Nicholas ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 (1743) เป็นศิลปะสไตล์บารอคยุคกลาง ผสมผสานกับนีโอคลาสสิกสไตล์ดูหรูหราและขรึมขลังในคราเดียว โดยชาวประมงจะมาขอพรให้ตัวเองโชคดี...ถึงผมไม่ใช่ชาวประมงแต่ก็หวังว่าผมจะโชคดีเช่นกัน
อิ่มใจและอิ่มตาไปหน่อยหนึ่งแต่ท้องเริ่มร้องเพราะหิวแล้ว ทว่าการจะหาอาหารง่ายๆ ในเมืองที่รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมหรูหราอลังการแบบนี้อาจจะยากยิ่งนัก...นั่นคือความคิดขณะไม่รู้ เพราะอันที่จริงอาหารยอดนิยมของชาวบาสก์ คือ พินโช (Pintxo)
ผมเดินเข้าร้านที่มีคนบอกว่าเป็นบาร์เก่าแก่ลำดับต้นๆ ในเขตเมืองเก่า สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1911 ทันทีที่ก้าวเข้าร้าน เสียงกล่าวต้อนรับจากพนักงาน (หรือเจ้าของร้าน ไม่แน่ใจ) ก็ดังขึ้น
"Kaixo...!"
จากที่จะก้าวเข้าร้านผมถึงกับหยุดชะงัก เพราะเท่าที่ทราบมาอย่างงูๆ ปลาๆ คำว่าสวัสดีภาษาสเปนคือคำว่า "Hola" แต่นี่เขาพูดอะไรกับผมเนี่ย
สงสัยก็สงสัย หิวก็หิว ผมจึงต้องวางความสงสัยไว้ก่อนแล้วไปเติมพลังใส่ท้อง เผื่อสมองจะแล่นและเข้าใจได้ว่า "Kaixo" คืออะไร
ว่ากันว่าพินโชมีเฉพาะในแคว้นบาสก์เท่านั้น ราคาชิ้นละประมาณ 1.75 ยูโร มีลักษณะเป็นขนมปังหน้าต่างๆ นานา ตั้งแต่ของคาวอย่างปลานานาชนิด ไปจนถึงของหวานอย่างแยมผลไม้ กินกับไวน์ถือว่าเข้ากันดี แต่ผมไม่ดื่มไวน์จึงกินแก้มกับโคล่าก็อร่อยไปอีกแบบ
เมื่อมองออกไปจากร้านจะเห็น Plaza Nueva ซึ่งมีอาคารรายล้อม สีสันสะดุดตา อาคารหนึ่งนั้นคือสถาบันภาษา และในวันหยุดที่นี่จะมีตลาดนัดด้วย
เอาละ...ได้เจอสถาบันภาษา ผมอาจได้คำตอบว่า "Kaixo" แปลว่าอะไร แต่ไม่ทันจะเดินเข้าไป ไกด์หนุ่มจมูกโด่งก็บอกผมว่าไม่ต้องถึงมือสาบันภาษาหรอก ชาวบาสก์อย่างเขาก็บอกได้ เพราะ "Kaixo" แปลว่า "สวัสดี" ภาษาบาสก์เป็นภาษาเก่าแก่มีอายุถึง 5,000 ปี ไม่มีรากศัพท์ภาษาคล้ายกับภาษาไหนเลย เป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และในภาษาบาสก์เองยังแยกย่อยออกไปอีก 5 ภาษา ถ้าฟังดีๆ ก่อนออกจากร้านพินโชจะได้ยินคำแปลกๆ อีกหนึ่งคำนั่นคือ "Eskerrik asko" ซึ่งตรงกับภาษาสเปนว่า "Gracias" แปลว่า "ขอบคุณ"
ตอนนี้ผมอิ่มแล้วและมีแรงมากพอจะเดินต่อไปยังจุดต่างๆ ในเขตเมืองเก่า แม้จะเดินคนเดียวบ้าง เดินข้างๆ ไกด์บ้าง แต่ช่างประหลาดที่ความงามของสถาปัตยกรรมมากมายกลับทำให้ผมเหงายิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่ความผิดของสถาปัตยกรรม ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่น่าจะเป็นความผิดของใจที่ต้องการคนร่วมชื่นชมสถาปัตยกรรม และงานศิลป์ที่แทบจะอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของเมืองนี้เลยทีเดียว
เข้าโหมดชิลล์
เดินออกจากเขตเมืองเก่าผ่านละอองฝนเย็นฉ่ำ ผมหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ (เรียกแบบไทยๆ) อันที่จริงที่นี่คือสถานี Arriaga เพื่อจะนั่งรถราง (Tram) ไปยังสถานี Guggenheim พอเห็นชื่อนี้เท่านั้นหัวใจก็พองโตทันที เพราะคุ้นๆ ว่าที่นี่คือสถานที่ระดับโลก
รถ Tram ให้บริการทั้งหมด 14 สถานี สถานีต้นทางอยู่ที่ Atxuri และสถานีปลายทางอยู่ที่ La Casila สำหรับค่าบริการ Tram ผู้ใหญ่ 1.40 ยูโร ต่อคน / เที่ยว เดินทางไปที่ไหนก็ได้ในเมืองซึ่งให้บริการเป็นวงกลม ให้บริการตั้งแต่ 6.00 - 23.30 น. เด็กต่ำกว่า 6 ขวบ ฟรี ส่วนผู้สูงอายุราคาพิเศษ ถือเป็นรัฐสวัสดิการอีกอย่างหนึ่งที่น่าประทับใจ
ลงจากรถรางเดินต่อไปอีกหน่อย ก็ถึงพิพิธภัณฑ์ Guggenheim สถานที่ที่ระดับโลกที่ผมว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.1997 โดยรัฐบาลแคว้นบาสก์กับมูลนิธิ Guggenheim สร้างร่วมกัน ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี โดยบริษัทวิศวกรรมของแคว้นบาสก์ หากมองภายนอกจะเห็นผนังอาคารคล้ายเกล็ดปลา นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้ไทเทเนียมนำเข้าจากรัสเซีย ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรง ต้านลม จำนวนทั้งหมด 33,000 ชิ้น ขนาดไทเทเนียมแต่ละแผ่นกว้างราว 1.15 เมตร และสูง 60 เซนติเมตร มาประกอบเป็นผนังอาคารโดยไม่ใช้น็อตสกรูใดๆ ยึด งบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พิพิธภัณฑ์ Guggenheim ครอบคลุมพื้นที่ 256,000 ตารางฟุต ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Nervion ไหลผ่านเมืองไปออก Cantabrian Sea ปัจจุบันมีคนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 1,000,000 คนต่อปี ว่ากันว่าถ้าไม่ได้มาชมพิพิธภัณฑ์ Guggenheim เหมือนมาไม่ถึงบิลเบา นั่นแปลว่าผมเองก็มาถึงบิลเบาแล้ว
ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ Guggenheim ในนิวยอร์ก, เวนิส และบิลเบา และขณะนี้กำลังสร้างพิพิธภัณฑ์ Guggenheim ที่ อาบูดาบี ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ที่ผมประทับใจมากไปกว่าความงาม อลังการ หรือเทคโนโลยีแบบไทเทเนียม คือบิลเบาถือว่าพิพิธภัณฑ์เป็นของคนทุกคนเพราะรัฐบาลใช้เงินภาษีของชาวเมืองมาสร้าง หากนักการเมืองไทยคิดได้แบบนี้คงจะดีไม่น้อย (ฮา)
สำหรับระยะเวลาที่ถามไถ่ไกด์สาวนาม Ana Rodriguez Muro เธอบอกว่าใช้เวลาครึ่งวันเพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้ถึงจะครบถ้วน แต่ถ้าหากเยี่ยมชมโดยมีไกด์จะใช้เวลาไม่เกิน 1.30 ชั่วโมงเพราะมิเช่นนั้นจะเบื่อ...อ้าว อย่างนี้หมายความว่าผมต้องเบื่อแล้วอาจพาลกลับไปรู้สึกเหงาหรือเปล่าเนี่ย อดสงสัยไม่ได้
แต่ไม่ทันได้คลายข้อสงสัย ไกด์สาวก็บอกอีกว่าหลังจากเปิดให้บริการได้เพียง 3 ปี Guggenheim ก็เป็นที่นิยมอย่างมากมีคนเข้าชม 4 ล้านคน ได้รายได้ 500 ล้านยูโร สำหรับค่าเข้าชมอยู่ที่ 13 ยูโรช่วงฤดูร้อน แต่หากเข้าชมเป็นหมู่คณะ ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา มีอัตราพิเศษให้ โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 - 20.00 น. ยกเว้นวันจันทร์
ช่วง high season คือ มีนาคม - มิถุนายน ส่วนฤดูร้อนคือ กลางมิถุนายน - กลางกันยายน แต่ก็เอะใจไม่น้อยเพราะขณะที่ผมกำลังเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ยังเห็นคนเข้าชมมากมาย มากกว่าพิพิธภัณฑ์บ้านเราตอนที่เกณฑ์เด็กๆ มาเที่ยวกันเสียอีก แถมยังมองลอดกระจกออกไปก็ยังเห็นฝนโปรยปรายไม่เหมือนฤดูร้อนสักนิด สงสัยว่าไกด์สาวจะหลอกผม
อาจคล้ายกับพิพิธภัณฑ์อื่นที่ต้องมีนิทรรศการหมุนเวียน สำหรับ Guggenheim จะหมุนเวียนทุก 6 เดือน แต่ที่ไม่น่าจะเหมือนพิพิธภัณฑ์ใด คือ เมื่อจบนิทรรศการงานศิลปะเหล่านี้รัฐบาลจะซื้อเก็บไว้เป็นสมบัติของประชาชน
ในวันที่ผมไปตรงนิทรรศการ The Matter of time by Richard Serra ใน Arcelor Gallery มีงาน sculpture 80 ชิ้น ที่ทำเอาผมอึ้งจนอ้าปากค้าง เพราะมันช่างใหญ่โตมโหฬาร เป็นงานศิลปะที่ทำจากเหล็กชิ้นยักษ์จากเยอรมนี คำนวณค่าต่างๆ อย่างเหมาะสมและปล่อยให้แรงโน้มถ่วงฉุดเหล็กแผ่นยักษ์ให้โค้งงอเป็นทรงที่ต้องการ คล้ายก้างปลา ทั้งยังเพิ่ม Gimmick ด้วยการทำให้เกิดสนิมแล้วหยุดสนิมไว้เพื่อไม่ให้กัดกร่อนเนื้อเหล็กจนผุพัง นับเป็นทั้งงานศิลป์และนวัตกรรม...ยกนิ้วให้ครับ (Like)
นอกจากนิทรรศการศิลปะภายในอาคารจะโดดเด่นแล้ว พอออกจากอาคารหากเป็นสาวๆ ก็คงใจละลายเพราะที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือหมาน้อยตัวยักษ์ เอ่อ...ช่างขัดแย้ง ทว่าน่ารักมาก แม้แต่ผู้ชายอย่างผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะรีบคว้ากล้องกดชัตเตอร์รัว แต่น่าเสียดายที่ท้องฟ้าที่เป็นฉากหลังช่างหม่นหมอง (อันที่จริงก็หม่นหมองมาทั้งวันนั่นแหละ) แต่มองแง่ดีหม่นๆ แบบนี้ช่วยขับสีดอกไม้ได้ดีนักแล
หมาน้อยที่ว่าเรียกว่า Puppy หรือลูกหมา เป็นดอกไม้สดซึ่งเปลี่ยนทุก 6 เดือนเช่นเดียวกับนิทรรศการหมุนเวียน เป็นงานศิลป์ที่รังสรรค์ขึ้นโดย Jeff Koons
หลังจากเดินทั่วทั้งเมืองเก่าและเข้าพิพิธภัณฑ์ ผมสรุปได้เลยว่าบิลเบาคือคลังแห่งงานศิลป์ ทุกที่มีงานศิลป์ และเป็นงานศิลป์ที่ลงตัวทั้งที่แตกต่างระหว่างศิลปะสมัยใหม่และศิลป์ดั้งเดิมยุคหลายร้อยปี ใครที่เสพติดศิลปะหากมาที่บิลเบาอาจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงค์กันเลยทีเดียว
แม้แต่สถานที่ปิดท้ายอย่าง Abandoibarra (หรือที่ผมเรียกเองว่าตึกดวงอาทิตย์เพราะมีจอขนาดยักษ์ฉายภาพดวงอาทิตย์คล้ายกำลังให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่เราอย่างใกล้ชิด) ก็ยัง art มาก แม้จะเคยเป็นท่าเรือ มีพื้นที่ถึง 348,000 ตารางเมตร แต่ก็ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่เพื่อพักผ่อน มีร้านอาหาร 2 ร้าน มีห้องสมุดให้บริการยืมหนังสืออ่านฟรี ฟิตเนส สระว่ายน้ำ (ที่มีพื้นสระเป็นกระจกใสมองเห็นได้จากใต้อาคาร) โรงภาพยนตร์ ร้านค้า ที่จอดรถ ถูกจัดให้เป็นมรดกสาธารณะทางวัฒนธรรม (Public Property of Culture Interest) ของรัฐบาลแคว้นบาสก์
นอกจากจะได้ชมศิลปะมากมายทั้งสวยงามบ้าง แปลกตาบ้าง สิ่งหนึ่งที่ประทับใจผมมากคือความเอาใจใส่ที่รัฐบาลท้องถิ่นมีต่อประชาชน ทุกอย่างล้วนเป็นของประชาชน แม้แต่ความสุขก็ยังเป็นของประชาชน
ก่อนจากกันผมยินดีมากหากจะกล่าวว่า "Eskerrik asko ความเหงา ที่ทำให้ได้มา Kaixo ความชิลล์ ที่บิลเบา"




