วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประตูสู่ท้องฟ้าของ คิโยชิ อิอุจิ

รูปแบบ 'เฟอร์นิเจอร์' ที่เกิดจากการร่วมงานกันระหว่างสถาปนิกญี่ปุ่นและผู้เชี่ยวชาญการผลิตเครื่องเรือนไม้สักของไทย

สถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ ทั้งหมดนี้อาจดูแตกต่างกัน แต่ความจริงแล้วทุกสิ่งล้วนมาจากที่มาเดียวกันคือความสามารถในการสร้างสรรค์ของนักออกแบบ คำเรียกหาเป็นเพียงคำจำกัดความแต่การสร้างสรรค์งานออกแบบไม่เคยถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ เช่นเดียวกับงานออกแบบของอาจารย์ คิโยชิ อิอุจิ (Kiyoshi Iuchi) สถาปนิกจาก คิโยชิ อิอุจิ ดีไซน์ รูม (KIYOSHI IUCHI DESIGN ROOM)


อาจารย์อิอุจิ เป็นหนึ่งในสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่นด้วยการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น


"ที่บ้านของผมมีอาชีพสร้างวัด ผมเห็นพ่อแม่ทำงานตั้งแต่เด็กๆ .. ส่วนตัวผมแรกเริ่มผมชอบงานสถาปัตย์สไตล์ฝรั่งเศส อะไรที่มันค่อนข้างหวือหวา แต่ผมก็รู้สึกว่างานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นเป็นอะไรซึ่งเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ได้ง่ายกว่า ผมจึงเริ่มไม่มองที่สิ่งก่อสร้างอย่างเดียว แต่มองไลฟ์สไตล์มองความเป็นอยู่ด้วย พอเริ่มมองอย่างนี้แล้วผมก็รู้สึกว่าชอบงานในลักษณะนี้มากกว่า" อาจารย์อิอุจิ บอก


"พื้นที่ที่ออกแบบมามันเปลี่ยนไปตามชีวิตความเป็นอยู่ ไลฟ์สไตล์ หรือการใช้งานได้ เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่ผมคิดจะสลับสับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ว่าเทรนด์จะเปลี่ยนเป็น Eco หรือลักษณะ Low Energy หรืออะไร พื้นที่เดียวกันโครงสร้างเดียวกันนี้มันจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งสำคัญมันขึ้นอยู่กับว่าใช้พื้นที่ให้น้อยอย่างไรให้ได้ประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญคือ ประตูและหน้าต่าง ถ้าบ้านยิ่งเล็กความสำคัญของประตูหน้าต่างก็ยิ่งสำคัญมากขึ้น บริษัท Atelier SORA ของผมที่ญี่ปุ่นก็ใช้คำว่า 'soramado' ซึ่งหมายถึง 'ประตูสู่ท้องฟ้า' เราค่อนข้างใส่ใจกับคำว่าหน้าต่างหรือประตู"


ตัวอย่างของการออกแบบที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของ อาจารย์อิอุจิ คือผลงาน บ้านที่ไม่มีหลังคา


"ผมถือว่าหลังคาเป็นประตูหน้าต่างอย่างหนึ่ง มันสามารถเปิดออกแล้วสร้างอารมณ์ได้อีกอารมณ์หนึ่งเลย เป็นอีกโลกหนึ่งเลย พื้นที่ภายในมันจะเปิดโล่งถึงกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นครอบครัวจะมีความเป็นครอบครัวมากขึ้น" อาจารย์อิอุจิ บอก


บางครั้ง อาจารย์อิอุจิ ก็นำ รูปทรงสามเหลี่ยม มาใช้กับบ้าน

"แนวคิดคือผมไปดูสถานที่แล้วด้านข้างๆ ตรงนี้เขามีสวนที่สวย คนทั่วไปจะมีมุมมองในแนวราบ แต่ผมคิดว่าในทางกลับกันเราสามารถมองเป็นแนวตั้งคือจากชั้นหนึ่งถึงชั้นสองได้ มุมมองตรงนั้นเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจและจะสวยในอีกลักษณะหนึ่ง และนั่นก็เป็นประตูหน้าต่างอย่างหนึ่งด้วย"


อีกตัวอย่างของความโดดเด่นในการออกแบบคือบ้านที่มีพื้นที่ข้างในเป็น ขั้นบันได


"เช่นบ้านหลังนี้เป็นบ้านซึ่งมีพื้นที่อยู่บนเชิงเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะยกระดับทุกอย่างให้เป็นระดับเดียวกันจะมีต้นทุนการก่อสร้างสูง แนวคิดของผมคือ ถ้าพื้นมันเอียง เราก็เอียงตามพื้น เราตามโครงสร้าง ตามสภาพแวดล้อมตรงนั้น มันก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งเหมือนกัน"


ล่าสุด อาจารย์อิอุจิ ได้สร้างผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้โดยร่วมงานกับ บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด (DEESAWAT INDUSTRIES CO., LTD.) ในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในมุมมองของสถาปนิก


"เราไปเจอนิทรรศการที่จัดแสดงงานของอาจารย์ เบื้องต้นอาจารย์เขาพยายามทำงาน Concept อะไรอยู่ในญี่ปุ่น เขาก็หาช่างไม้หาอะไรทำแต่งานมันไม่เรียบร้อย เราอยู่ในสายงานไม้ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนี้ลองมาทำ Concept ร่วมกันไหม.. " คุณ จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ จาก บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด (DEESAWAT INDUSTRIES CO., LTD.) เล่าให้ฟัง


" ..Concept ที่เอามาจะเป็นลักษณะเหมือนบ้านญี่ปุ่น อาจารย์อิอุจิเขาใส่ใจในสิ่งที่เขาทำอยู่ ..ปกติสถาปนิกทั่วไปงานส่วนมากจะเป็นงานตึกสูงหรืองานหลายๆ อย่างซึ่งใช้เครื่องจักรทำ เขารู้สึกว่าการที่ทำอะไรที่เป็น Mass Production หรือการทำจำนวนเยอะๆ ตัวผลงานจะขาดเสน่ห์ เขาอยากจะให้มีส่วนๆ หนึ่งหรืออะไรที่รู้สึกได้ถึงงานฝีมือ เพราะฉะนั้นพอเขามาดูดีสวัสดิ์แล้วเขาก็บอกว่า เออ ดีสวัสดิ์ทำงานไม้สักมา 40 กว่าปีแล้ว มีช่างฝีมือช่างไม้อยู่ น่าจะรองรับงานในลักษณะนี้ได้"


ความสนใจในวัสดุ ไม้ อาจารย์อิอุจิ บอกว่า"ไม้เป็นวัสดุซึ่งใช้มาตั้งแต่โบราณแล้ว เพราะฉะนั้นงานไม้เป็นงานซึ่ง หนึ่งมีความเป็น Eco เพราะไม้ปลูกขึ้นมาแทนได้ตลอดเวลา ในขณะที่วัสดุอื่นเป็นเหล็กเป็นอะไรนี่มันใช้แล้วหมดไป สองมันเป็นวัสดุพื้นฐานของความเป็นอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณ งานไม้เป็นงานพื้นฐานซึ่งทุกคนสามารถจะเข้าใจและสื่อความรู้สึกได้ง่ายกว่า"


ผลงานชิ้นแรกที่ อาจารย์อิอุจิ นำมาใช้เปิดตัวในการร่วมงานกับ บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด คือ บ้านในบ้าน

"ปกติเด็กๆ เวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่จะมีความรู้สึกถึงความปลอดภัย แต่พอเริ่มโตไปเรื่อยๆ ความรู้สึกตรงนั้นมันเริ่มกระจายไปเรื่อยๆ เด็กๆ บางทีถ้าบ้านใหญ่เขาก็จะพยายามวิ่งหาพื้นที่ของเขาเอง เหมือนว่ามันไม่มีที่ที่ ทำให้เขามีความรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นการทำบ้านในบ้านเท่ากับเป็นการสร้างความรู้สึก สร้างอาณาเขต สร้างขอบเขตให้มันชัดเจนขึ้น.. สิ่งที่สำคัญของงานนี้คือหลังคาต้องมีแสงส่องเข้ามาได้ ความรู้สึกถ้ามีแสงเข้ามา มีการสะท้อน ความรู้สึกภายในมันจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง" อาจารย์อิอุจิ อธิบาย


"เป็น Model House ซึ่งมาจากญี่ปุ่น เป็นบ้านหลังเล็ก เขาพยายามสร้างพื้นที่ให้เล็กแล้วลองดูว่าความรู้สึกของคนเราพออยู่ในที่อย่างนั้นคุณจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น ที่ญี่ปุ่นใช้ชื่อตัวนี้ว่าเป็น 'บ้านในบ้าน' เป็นบ้านสำหรับอยู่ในบ้าน.. จริงๆ ผมยังเถียงกับเขาเลยว่าอันนี้ผู้ใหญ่ก็อยู่ได้ เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนขนาด หลังจากนี้เราคงมาศึกษาความเป็นอยู่ของคนไทยหรือคนในเอเชียก็ตาม.. " คุณจิรชัย กล่าว

Jungle Gym เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่นำมาใช้ในการร่วมงานกัน

"โดยพื้นฐานจะมาจากกรงเหล็กซึ่งเด็กๆ ปีนป่ายไปมา ผมรู้สึกว่า ตอนเด็กๆ คนเรามีความรู้สึกสนุกสนานกับการเล่นอยู่ แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นคุณทิ้งทุกอย่างหมด จริงๆ เราเอาความรู้สึกในสมัยเป็นเด็กลึกๆ จุดหนึ่งขึ้นมาแล้วกลับมาเล่นกับแนวคิดในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ผมเอาความเป็นญี่ปุ่นเข้ามาผสมผสานเยอะขึ้น มันมีความเป็น Jungle Gym มีความเป็นญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ต้องการจะสื่อคือสื่อไปถึงไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน" อาจารย์อิอุจิ บอก


"ตัวนี้คือ 'สึกิยะ' เป็นห้องน้ำชาซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งก่อสร้างของญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ที่เล็ก 2x2 เมตร ซึ่งเป็นพื้นฐานเป็นจุดเริ่มของงานตัวนี้ เป็นการเอาความรู้สึกตรงนั้นเข้ามาเล่นด้วย.. ค่อนข้างยากนิดหนึ่งคือมันมีหน้าต่างแต่ไม่มีหน้าต่าง มันมีประตูแต่ไม่มีประตู.. สิ่งที่สำคัญของสึกิยะคือพื้นที่ คือการสร้างอารมณ์การใช้งาน ..อย่างในคอนโดในพื้นที่ที่จำกัด ถ้าเราสามารถนำไปใช้เป็นอาณาเขต (area) อีกอันหนึ่ง เท่ากับพื้นที่เราสามารถจะใช้ได้หลายๆ อย่าง เท่ากับการใช้พื้นที่ได้มีประโยชน์มากขึ้น ..มันเป็นอะไรที่มีความเป็น Eco มีความเป็น Low energy ซึ่งสามารถต่อยอดได้.. ตรงนี้เราเอามาทำเป็นสองรูปแบบ คือหนึ่งเป็นไม้สัก อีกตัวหนึ่งเป็นไม้นาโกย่า เป็นแนวคิด Indoor และ Outdoor เพราะถ้าเราใช้นอกบ้านมันก็จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง.. อีกหน่อยผมจะทำเป็น 2x2, 2x8, 2x4, 1x6 จะมีตัว L ตัว C อะไรได้หมดเลย ปัจจุบันคือพื้นฐานเบื้องต้น นี่คือพื้นที่เล็กที่สุดเท่านี้" คุณจิรชัย กล่าวเสริม

เสื่อตาตามิ (Tatami) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบความเป็นญี่ปุ่นที่ อาจารย์อิอุจิ นำมาใช้ในการออกแบบ

"ญี่ปุ่นสมัยก่อนทุกบ้านจะมีห้องเสื่อตาตามิ จะมี 'เอ็นได' เป็นตั่งอยู่บริเวณระเบียงนอกบ้าน แต่ไลฟ์สไตล์ตรงนั้นมันไม่มีแล้วเนื่องจากข้อจำกัดต่างๆ แต่ความชอบเสื่อตาตามิยังมีสูงอยู่ ผมจึงอยากเอาเสื่อตาตามิ เอาความเป็นญี่ปุ่นสมัยโบราณมาใช้กับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน งานออกแบบนี้คือการเอาเอ็นไดมาใช้ โดยขนาดคือ 90x90 เซนติเมตร มีลักษณะ Multi Function นั่งคนเดียวก็ได้ นั่งสองคนก็ได้ เป็นโต๊ะคอมพิวเตอร์ก็ได้ หรือจะต่อเป็นเตียงก็ได้ ต่อกันเป็นโซฟาเข้ามุมก็ได้ คือมันยืดหยุ่นกับไลฟ์สไตล์ของคนมากกว่า..

..ความเป็นตาตามิข้อดีคือมันเป็นวัตถุดิบสำเร็จรูปในตัวของมันเอง คือมันใช้แทนหมอนอิงก็ได้ แทนเบาะก็ได้ ใช้แทนพื้นก็ได้ เหยียบก็ได้ นอนก็ได้ นั่นคือตาตามิ ..ปัจจุบันจะมีตาตามิที่เป็นตัวหญ้าจริงและเป็นตาตามิที่เป็นหญ้าเทียม ตัวหญ้าเทียมสีสันมันมีความน่าสนใจขึ้นตอนนี้มีอยู่ถึงประมาณ 7 สีด้วยกัน ธีมของโทนสีที่นำมาใช้ในตอนนี้จะเป็นสีของฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นสีออกส้ม เขียว เหลือง"

ในความเป็นสถาปนิกเมื่อพูดถึงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ อาจารย์อิอุจิ บอกว่า

"จริงๆ มันไม่มีความแตกต่างกันเพราะว่าเวลาผมออกแบบผมจะออกแบบไปถึงไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นภาพจินตนาการที่ผมมีในหัวว่าจะมีอะไรเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์หรือโครงสร้างมันมาตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว สถาปนิกบางท่านจะดูเฉพาะรูปทรงภายนอกแต่ผมดูถึงไลฟ์สไตล์ ดูถึงความเป็นอยู่ การใช้งาน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ต้นผมมีไอเดียของเฟอร์นิเจอร์ซึ่งจะเหมาะสมกับงานออกแบบแต่ละงานอยู่แล้ว"

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยกับคนญี่ปุ่นในสายตาของ อาจารย์อิอุจิ คำตอบที่ได้รับคือ

"ผมไม่เห็นถึงความแตกต่างเท่าไร มันมีความแตกต่างในเรื่องของภูมิอากาศหรืออะไรอยู่ แต่ในส่วนของไลฟ์สไตล์ชีวิตความเป็นอยู่ผมยังรู้สึกถึงความเป็นครอบครัวเป็นพื้นฐานเหมือนกัน ผมให้ความสำคัญกับตรงนั้นมากกว่า"
อาจเพราะสายตาที่มองงานออกแบบผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนี่เองที่เป็นประตูสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ เช่นเดียวกับท้องฟ้ากว้าง

หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk