วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เฮาบ่เอาเขื่อน!

ร้อยถ้อยคำ-พันเหตุผลที่ระบบทุนนิยมหว่านล้อมให้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยอมมอบตัว

ร้อยถ้อยคำ-พันเหตุผลที่ระบบทุนนิยมหว่านล้อมให้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยอมมอบตัว ไม่มีเสียงจากลำเนาไพร มีแต่เสียงจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่ยืนหยัดคัดค้าน "ไม่เอาเขื่อน" ที่ถูกบิดเบือนไปบิดเบือนมาเพื่อหวัง 'ฮุบ' แบบกินเรียบ

เรียกว่าเป็นมหากาพย์แห่งผืนป่าไทยก็ว่าได้ สำหรับข้อพิพาทกรณีโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2516 จนบัดนี้ฝ่ายหนึ่งก็ยังคงเดินหน้าผลักดันอภิมหาโครงการนี้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ย่อท้อต่อสู้กับอำนาจทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

เรื่องราวมหากาพย์อายุอานามร่วม 40 ปี หากเปรียบเป็นคนคือกลางคน ไม่ใช่หนุ่มสาวไฟแรง ไม่ใช่คนแก่หง่อมงอมพระราม เป็นช่วงวัยที่สะสมอะไรต่อมิอะไรไว้บอกต่อเป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นหลังได้มากมาย ตำนานแห่งแก่งเสือเต้นมีทั้งกลิ่นคาวเลือด ทั้งกลิ่นชื้นของผืนป่า กลิ่นขมขื่นของน้ำตา และกลิ่นแห่งวิญญาณ์อนุรักษ์ของชุมชน

ยมบน-ยมล่าง เงาลางของแก่งเสือเต้น

หลังจากปี 2516 คำว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นเริ่มถูกพูดถึงในวงการเมืองและแวดวงธุรกิจ มีนายทุนมากมายจ้องโครงการนี้กันตาเป็นมัน ทว่าก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนมากนัก จนกระทั่งปี 2532 รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ได้อนุมัติงบสร้าง โดยอ้างเหตุผลว่าป่าไม้บริเวณนั้นเสื่อมโทรมเพราะถูกสัมปทานถึงสองครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แก่งเสือเต้น

นอกจากป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรมากมายแล้ว ชีวิตของคนสะเอียบซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าของพื้นที่ก็เริ่มสั่นคลอน เสียงโทรโข่งดังระงม ณ ชุมชนที่เคยเงียบสงบจำเป็นต้องถูกปลุกเร้าให้ออกมาต่อสู้เพื่อปกป้อง 'บ้าน' และลบล้างข้อหา 'ตัวการ' ที่ถูกป้ายสีว่าเห็นแก่ตัวจนทำให้น้ำท่วมสุโขทัย

การคัดค้านไปพร้อมกับเสนอทางเลือกทำให้โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นหยุดชะงัก แต่ในปี 2538 รัฐบาลก็อนุมัติงบอีกครั้งแต่ต้องระงับด้วยแรงต้านของชาวบ้านเช่นเคย

หากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นสำเร็จจะกระทบเป็นวงกว้าง ป่ากว่าสองแสนไร่ ชาวบ้านนับพันครัวเรือนจากสี่หมู่บ้านคือ บ้านดอนชัย, บ้านดอนชัยสักทอง, บ้านดอนแก้ว, และบ้านแม่เต้น ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ จะถูกน้ำท่วมหมด

การคัดค้านต่อต้านของชาวบ้านช่วยทานอำนาจรัฐมาได้กว่ายี่สิบปี แต่วันนี้เขื่อนแก่งเสือเต้นก็ยังเป็นที่ต้องการของรัฐบาลและนายทุนอยู่ ด้วยความที่ถูกต่อต้าน แก่งเสือเต้นจึงถูกบิดกลายเป็น 'เขื่อนยมบน-ยมล่าง' แต่ชาวบ้านก็ไม่เอาอยู่ดีเพราะเปลี่ยนแต่ชื่อและตำแหน่งเล็กน้อยทว่าน้ำท่วมป่าของพวกเขาดังเดิม

สมมิ่ง เหมืองร้อง ชาวบ้านและประธานคณะกรรมการกลุ่มคัดค้านเขื่อน เล่าให้ฟังว่า "พอสาธารณชนคัดค้านเยอะ นักการเมืองก็หัวใสพลิกจากแก่งเสือเต้นเป็นยมบน-ยมล่าง มันก็ยังอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่ยมอยู่ดี ทั้งที่ชาวบ้านเสนอ ทำแก้มลิง หรือแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยตรง และเก็บกักน้ำได้เยอะที่สุด พี่น้องจึงยังฉงนใจว่าทำไมคุณไม่หนีไปไกลกว่าอุทยานแห่งชาติแม่ยม ทั้งที่แม่น้ำยมมีความยาวตั้ง 700 กว่ากิโลเมตร ดันจะมาสร้างตรงที่นี้ซึ่งมีตะกอนมาก ตื้นเขินได้ง่ายที่สุด อีกอย่างจะทำลายระบบนิเวศน์ของป่า และวิถีชุมชน"

ชุมชนดี...ผีคุ้ม

"สังคมไทยชอบพัฒนาแบบ Top-down"

คือคำกล่าวที่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม หัวหน้าคณะวิจัยโครงการภูมิวัฒนธรรม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อธิบายการทำงานของรัฐบาลซึ่งมักจะกระทบชุมชนอย่างรุนแรง เพียงเพราะไม่เห็นค่าของคนเล็กๆ

"เขามักมองจากข้างบนลงข้างล่าง มองว่าข้างล่างเขาโง่ แต่ที่เราต้องการคือให้ชาวบ้านสร้างข้อมูลของตัวเอง แล้วมันจะนำไปสู่การประชาพิจารณ์ การมองแบบนกคือจ้องแต่จะลงมาจิกกิน แต่ไม่มองอย่างตัวหนอน จะรู้ว่าอยู่อย่างไร ร้อนหนาวอย่างไร"

ซึ่งหากเลิกมองแบบ Top-down ได้แล้ว จะเห็นความจริงอันกระจ่างชัดที่ว่า แต่ดั้งเดิมชาวบ้านสะเอียบจัดการน้ำอย่างเหมาะสมดีแล้ว โดยสอดคล้องกับแนวคิดภูมิวัฒนธรรม อันเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ของคนสามประการ คือ คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

ด้านคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ วิชัย รักษาพล ชาวบ้านสะเอียบและเป็นกรรมการหมู่บ้านดอนชัย เล่าว่า "เรามีระบบผี ความเชื่อที่นี่ประมาณเดือนพฤษภาจะเลี้ยงผีพญาขุนน้ำ เดือนเก้าจะเลี้ยงผีเมือง ระบบความเชื่อมีเลี้ยงผีฝาย ผีนา เพื่อให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล"

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบชลประทานที่รัฐทำกับแบบที่ชาวบ้านทำด้วยความเชื่อ คือชลประทานเป็นระบบทุนนิยม แย่งกัน ทำให้ชาวบ้านมีปัญหากัน ฆ่าฟันกัน แย่งน้ำกัน แต่ศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติกลับสร้างพลังขับเคลื่อนชุมชน สร้างความสามัคคี แม้จะดูเหนือธรรมชาติและไม่มีเหตุผลรองรับ อาทิ การทำนายวัดไม้ ซึ่ง อุ๊ยมูล ศรีคำภา ปู่เข้าจ้ำ (หมอผี) จะทำพิธีบนหอเจ้าเมือง ถามไถ่แล้ววัดไม้เสี่ยงทาย หากเป็นจริงแขนที่เคยยืดสุดไม้จะยืดได้เพียงนิดเดียว

อ.ศรีศักร กล่าวว่า "แนวคิดภูมิวัฒนธรรม เป็นภาพที่คนในท้องถิ่นมองท้องถิ่น เมื่อรัฐจัดการไม่รู้สิ่งเหล่านี้ ยิ่งรัฐที่เป็นทรราชย์ก็จะใช้อำนาจที่ผิด นี่เป็นจุดที่คนสะเอียบรับไม่ได้ จึงต่อต้าน ยามใดที่รัฐเป็นทรราชย์เขารับไม่ได้ สะเอียบมีความเป็นมาสองร้อยกว่าปี เป็นชุมชนที่หนักแน่น มีพลัง การต่อสู้ของเขาไม่ใช่ม็อบ แต่มีระบบ มีอำนาจที่มาดูแลเขา คนในสังคมนี้ไม่เชื่อในอำนาจรัฐเพราะรัฐฉ้อฉล เขาเชื่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์"

เมื่อเชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์...ชาวสะเอียบจึงยึดโยงกับธรรมชาติ ทางออกของปัญหาน้ำล้นน้ำแล้งจึงเป็นการสร้างแก้มลิงซึ่งไม่ทำลายอะไรเลย มิหนำซ้ำยังสร้างความระบบจัดการในชุมชนด้วย

หากเปรียบลำน้ำยมซึ่งมีลำน้ำสาขาเป็นเหมือนก้างปลา แต่ละสาขาที่น้ำไหลลงมาถ้าจะเก็บก็ควรเก็บเป็นแก้มลิงสองข้างทาง ช่วยชะลอน้ำไม่ไหลไปอย่างรวดเร็ว

"เวลาเขาทำที่เก็บน้ำเขารู้ว่าจะใช้น้ำเท่าไร การที่จะทำนาต้องคุยกันว่าคุณจะเอากี่ผืน มันมีกติกาเดิมๆ อยู่แล้ว ความเป็นแม่น้ำ จะมีชุมชนเป็นระยะๆ ถ้าหากทำเขื่อนแล้วคนเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน คนอยู่เป็นชุมชนครับ ไม่ใช่อยู่ในคอนโด บ้านจัดสรร ไอ้พวกนี้ (รัฐ) เวลาคิดจะคิดว่าให้ย้ายไปอยู่คอนโด อยู่แฟลต แล้วที่ตรงนั้นใครจะไปอยู่ นายทุนทั้งนั้นครับ รอบๆ อ่างน้ำจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวบ้าๆ บอๆ จะมา

สิ่งที่ตามมาคือขอบอ่างน้ำจะมีการเข้ามาซื้อที่ โดยคนร้อยพ่อพันแม่อย่างที่เขื่อนหลายๆ แห่ง ไล่ที่เขาไป ถามว่าถ้าทำอย่างนี้คนสะเอียบจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าให้ไปอยู่ที่อื่น เขาปรับตัวได้ไหม ความคุ้นเคยที่เขาอยู่แบบนี้ ทำนาแบบนี้ ถ้าไปอยู่ที่อื่นไหวไหม ไอ้ที่รัฐบาลทำคือเอาเงินฟาดหัวชาวบ้านให้ไปอยู่เป็นปัจเจก"

นอกจากนี้ อ.ศรีศักร ยังบอกด้วยว่าหากเลี่ยงไม่พ้นต้องสร้างเขื่อนจริงๆ ทั้งชาวบ้านและเขาก็มีพื้นที่เหมาะสมตรงกันแล้ว

"คนสะเอียบคิดตรงกับผม ควรจะไปสร้างเขื่อนตรงก่อนถึงศรีสัชนาลัย มันเป็นเวิ้งก่อนจะถึงเขา ถ้าสร้างตรงนั้นจะควบคุมได้และไม่มีชุมชนชัดเจน ถ้าจะช่วยเรื่องน้ำแล้งก็ทำแก้มลิงสิ แต่จะมาทำเขื่อนทำไม นี่ทำให้เห็นเจตนาคอร์รัปชั่น

อำนาจรัฐเป็นทรราชย์ ทุกรัฐบาลจ้องจะสร้างเขื่อน พอน้ำท่วมก็บอกจะสร้างเขื่อนทุกที ผลกระทบไม่ได้ทำให้น้ำท่วมชาวบ้านอย่างเดียว มันเป็นทรัพยากรมหาศาล เช่น ป่าไม้สัก ซึ่งชาวบ้านรู้"

พิทักษ์สักทอง

อย่างที่ อ.ศรีศักรและชาวบ้านบอกไว้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ยมคือผืนป่าสักทองที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย แต่เมื่อครั้งที่เปิดสัมปทานป่าทั้งสองครั้ง ไม้สักทองขนาดหลายคนโอบก็ถูกตัดแล้วแปรเป็นเงินให้แก่นักการเมืองและนายทุน มีเพียงเศษเงินที่ชาวบ้านได้รับจากการรับจ้างแผ้วถาง ตัดไม้ ลำเลียง จนกระทั่งสัมปทานป่ายุติลง ผืนป่าที่ถูกตัดไม่ต่างจากหญิงสาวถูกชำเรา แต่ไม่ทันที่จะฟื้นตัว ข่าวคราวการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็สร้างกระแสแก่ที่นี่อีกครั้ง...เริ่มมีคนเข้ามาลักลอบตัดไม้ในป่าทันที

สมมิ่ง เล่าว่า "ไม้สักที่ชาวบ้านเอามาปลูกบ้าน สมัยนั้นที่เขาสัมปทานก็มีคอร์รัปชั่น เอาออกมาขายให้ชาวบ้าน เอามาแลกเหล้าบ้างอะไรบ้าง ชาวบ้านก็เอาสิ แถมยังไม่พออาจมีการขาย เอาคนข้างนอกมาซื้อด้วย ก็ขนย้ายออกมาไว้ที่บ้านเราแล้วให้พ่อค้ามาซื้อ มาอีกระยะหนึ่ง ปี 2532 มีโครงการสร้างแก่งเสือเต้น ก็มาจ้างชาวบ้านให้ไปแผ้วถาง ชาวบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไปรับจ้างเขาด้วย มาสะกิดใจตรงที่มีพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนสิริกิตติ์ เอาปลามาแลกข้าว พี่น้องสะเอียบถามว่าทำไมได้ปลามาเยอะแยะ ที่บ้านไม่มีนาทำเหรอ เขาก็เล่าให้ฟังว่าสร้างเขื่อนแล้วมันเป็นอย่างนี้ จึงเกิดการตื่นตัวขึ้นมา"

หลากหลายวิธีการอนุรักษ์ถูกขุดขึ้นมา แรกเริ่มชาวบ้านร่วมมือกับทหารปิดป่า ตั้งด่าน ด้วยอาวุธเท่าที่จะหาได้ แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ลักลอบเข้ามาอยู่ดี ทว่าวิธีที่ได้ผลดีที่สุดกลับกลายเป็น 'บวชป่า' เพียงผ้าเหลืองผืนบางบวกกับศรัทธาทางพระพุทธศาสนาก็พิทักษ์ป่าจนกระทั่งทุกวันนี้เขียวครึ้มอุดมสมบูรณ์

สมมิ่ง กล่าวว่า "ทุกวันนี้เราอยู่ เรายอมรับว่าชุมชนของเราเป็นไปอย่างอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจเราดี ตรงหัวข้อที่เขาบอกว่าพี่น้องสะเอียบเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ แล้วพี่น้องสะเอียบเห็นแก่ตัวตรงไหน เขาถูกน้ำท่วมแค่สามสี่วัน...บ่น จะมากั้นให้พี่น้องสะเอียบท่วมตลอดชีวิต ใครเห็นแก่ตัวกว่าใครกันแน่ กว่าชุมชนนี้จะเกิดขึ้นได้แบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งทำเมื่อเดือนที่แล้ว กว่าจะถึงตรงนี้สองร้อยกว่าปีครับ แล้วป่านี้ที่สะเอียบรักษาไว้ก็ไม่ได้เอามาใช้คนเดียว ปัจจุบันนี้เรารับรองได้เลยว่าสะเอียบไม่มีการตัดไม้ ส่วนมากเขาเอาไปออกข่าว ถ่ายตรงที่ทำกิน คนไทยมีอาชีพเกษตรกรรมก็ต้องมีที่ทำกิน ซึ่งเรากั้นแนวเขตไว้หมดแล้ว ถ้าใครรุกล้ำก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จัดการ"

ด้าน อ.ศรีศักร เสริมว่า "คนเหล่านี้มีภูมิปัญญานะ ให้เด็กมาดูก็รู้ว่าเขื่อนกันน้ำท่วมไม่ได้ ถ้ามองในด้านภูมิวัฒนธรรม ลำน้ำยมเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเดียวเท่านั้นเอง น้ำก็ไม่ได้ไหลมาก ที่น้ำท่วมศรีสัชนาลัย สุโขทัยเป็นน้ำจากที่นี่หรือเปล่า เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ขณะนี้คนที่นี่เขารู้ว่าทำเขื่อนไม่ได้ช่วยอะไร กลายเป็นทำลายป่าสักทองที่ดีที่สุดในประเทศไทย เขาหวงแหน เป็นอัตลักษณ์ของเขา เขามีสิทธิ์นะ"

...

ปัจจุบันความคืบหน้าของการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยมบน-ยมล่าง ยังไม่ชัดเจนจากฝ่ายใดนัก มีเพียงเจตนารมย์อันแข็งกร้าวจากปากนักการเมืองบางคนว่าจะสร้างเขื่อนให้จงได้ ท่ามกลางผืนป่าครึ้มเขียว เสียงนกยังขับขาน สัตว์ป่าน้อยใหญ่ยังหากินไม่ต่างจากเดิม

ณ หอเจ้าเมือง เสียงอุ๊ยมูล ปู่เข้าจ้ำประจำชุมชนถามไถ่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ "เขาจะสร้างเขื่อนที่หมู่บ้านเฮา ถ้าเขาสร้างสำเร็จให้ไม้สั้นเหมือนเดิม ถ้าเขาสร้างบ่ได้ให้ไม้ยืดยาว?"

...แล้วพ่อหมอก็ยืดแขนเหี่ยวย่นออกไป ถึงอย่างไรก็ไม่สุดปลายไม้สักที