หนาวแต่ไม่เหงา 'เกาหลีใต้'

หนาวแต่ไม่เหงา 'เกาหลีใต้'

เกล็ดสีขาวเล็กๆ ปลิวว่อนไปในอากาศ ทิวเขาเบื้องหน้าถูกโรยด้วยหิมะจนขาวโพลน ทั้งงดงามและสงบเยือกเย็นในคราวเดียว

นี่คือภาพความทรงจำอย่างแรกเมื่อมาเยือนแผ่นดินโสมขาว

. . .

ไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศมาก่อนในชีวิต..

การออกเดินทางไป เกาหลีใต้ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองครั้งแรกที่จะได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างบ้านต่างเมือง แม้จะดีใจจนบรรยายไม่ถูกแต่ขณะเดียวกันก็แอบกังวลเล็กน้อย เพราะทราบมาก่อนเดินทางว่าช่วงที่จะไปนั้นตรงกับฤดูหนาวของเกาหลีพอดี เมื่อเช็คอุณหภูมิปลายทางปรากฏว่าต้องไปเดินฝ่าความเย็นเยือกที่ประมาณ -8 องศาเซลเซียส ไปเที่ยวคราวนี้เลยต้องเตรียมตัวให้เต็มที่

หลังจากใช้เวลาเตรียมอุปกรณ์กันหนาวต่างๆ อยู่ 2-3 วัน ก็ได้เวลาเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ที่นั่นฉันได้พบกับเพื่อนร่วมทริปหลายคน รวมไปถึงตัวแทนจากเอไอเอสและซูกิชิที่เป็นโต้โผในการจัดทริปครั้งนี้ด้วย รวมแล้วเกือบ 20 คน ทริปนี้ไม่มีเหงาแน่ๆ เมื่อสมาชิกพร้อมเราก็เช็คอินขึ้นเครื่องกันประมาณตี 2 กว่าๆ คาดว่านกเหล็กน่าจะบินถึงแดนโสมในช่วงเช้าตรู่พอดี

-1-

แดดยามเช้าสาดแสงอุ่นๆ มาทักทายกันถึงบนเครื่อง ทันทีที่กัปตันประกาศว่าเราได้มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ทุกคนก็งัวเงียลุกนั่งเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อไปสูดอากาศแสนสดชื่นบนแผ่นดินเกาหลีใต้

หลังจากมื้อเช้าแสนอร่อยและทำธุระส่วนตัวกันแบบคร่าวๆ ในสนามบินอินชอน เราก็เริ่มเดินทางกันทันที จุดหมายแรกมุ่งหน้าไปที่ หมู่บ้านโพรวองซ์ (La Provence Village) หรือหมู่บ้านสีลูกกวาด ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยจำลองเอารูปแบบและสีสันของเมืองโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส มาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มีบ้านหลังเล็กๆ น่ารัก บรรยากาศของที่นี่สวยงามและโรแมนติกมากๆ

หมู่บ้านสีลูกกวาดเปิดตัวกับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 4 ปี ถือเป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกฝีมือของเหล่าช่างภาพทั้งมือโปรและมือสมัครเล่นก็ว่าได้ ไม่ว่ามองมุมไหนก็ตื่นตาตื่นใจไปด้วยสีสันสดๆ สะดุดตา บ้านแต่ละหลังตกแต่งเก๋ไก๋ ชวนให้คว้ากล้องมากดชัตเตอร์ได้ไม่มีเบื่อ แต่บ้านที่ว่าไม่ใช่สำหรับอยู่อาศัยแต่เปิดเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก เสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ต่างๆ ของตกแต่งบ้าน รวมถึงร้านอาหารเล็กๆ 2-3 ร้าน ข้าวของที่นี่ดูดีมีระดับมากแต่แนะนำว่าถ้ามีงบน้อยไม่ควรช้อปเพราะสินค้าราคาแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

ใช้เวลาเดินชมสักพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาเดินทางไปยัง เกาะนามิ แหล่งท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ที่โด่งดังของเกาหลี ไม่ว่าทัวร์กรุ๊ปไหนก็จะต้องพาลูกทัวร์มาเที่ยวที่นี่

เกาะนามิ ตั้งอยู่ที่เมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออก 63 กม. เกาะแห่งนี้มีรูปร่างเหมือนใบไม้ลอยน้ำ เป็นเกาะกลางแม่น้ำฮัน ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนชองพย็อง ที่นี่ไม่เพียงแต่จะเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เรื่องดังเท่านั้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย ไกด์ประจำทริปเล่าว่า เกาะนี้ได้ชื่อตามนายพลนามิที่รับราชการทหารตั้งแต่อายุ 16-17 ปี บิดาอยู่ในตระกูลสูงศักดิ์ ส่วนมารดาเป็นเจ้าฟ้าหญิง เขานำทัพไปกวาดล้างจลาจลฝ่ายเหนือได้ทั้งหมด จึงมีความดีความชอบได้รับตำแหน่งนายพลเมื่ออายุเพียง 26 ปี

แต่หลังจากเปลี่ยนรัชกาลใหม่ เขาก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ และถูกประหารชีวิตพร้อมกับมารดาและพรรคพวกรวม 25 คน ต่อมามีการผลัดเปลี่ยนรัชกาลใหม่อีกครั้ง และพิสูจน์พบว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง ทางการจึงได้คืนยศถาบรรดาศักดิ์คืนให้และเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านจึงตั้งชื่อเกาะนี้ว่า 'นามิ'

แม้จะไม่ได้อินกับซีรีส์เกาหลีมากเท่าไหร่ แต่การได้มาเดินชมความงามทางธรรมชาติของที่นี่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก นอกจากจะได้เห็นฉากสวยๆ เหมือนอย่างในซีรีส์แล้ว การได้มาสัมผัสบรรยากาศของจริงก็ทำให้เห็นว่าธรรมชาติของที่นี่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย โดยเฉพาะทางเดินที่มีต้นสนรายรอบอยู่ทั้งสองข้างทาง(แม้สนจะผลัดใบไปหมดแล้ว แต่ก็สวยไปอีกแบบ)

นอกจากนี้ยังมีมุมนิทรรศการธงชาติอาเซียน มุมตุ๊กตาหิมะที่ปั้นเป็นรูปต่างๆ ร้านค้าขายของที่ระลึก ระหว่างทางเดินก็เห็นกระรอกลงมากินขนมจากนักท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดอีกด้วย และตลอดทางเดินจะมีเตาผิงก่อไฟไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งผิงไฟคลายหนาวเป็นระยะๆ

เดินชมธรรมชาติท่ามกลางหิมะจนตัวเองเริ่มจะฟรีซเป็นน้ำแข็ง เราก็ไปพักคลายหนาวกันที่ ฟาร์มสตรอเบอร์รี่ (Fruit Farm) โดยแถบบนี้มีให้ชมกันหลายฟาร์ม แต่ละแห่งก็คล้ายๆ กันคือนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมฟาร์มและได้ชิมสตรอเบอร์รี่สดๆ ซึ่งสตรอเบอร์รี่ที่นี่ผลใหญ่มาก รสสัมผัสชุ่มฉ่ำดี แต่ไม่หวานอร่อยเหมือนของบ้านเรา ใครใคร่ซื้อกลับก็ซื้อ ใครใคร่ชิมก็มีให้ชิมอย่างจุใจ ขอบอกว่าเจ้าของฟาร์มที่เราไปคือคุณลุงที่เล่นหนังเรื่องกวนมึนโฮด้วยล่ะ

ไม่นานก็เริ่มมืด ได้เวลาเข้าที่พัก แต่ระหว่างทางเราขอแวะเข้าไปชม ป้อมฮวาซอง กันสักหน่อย ป้อมปราการแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซูวอน เป็นป้อมปราการและกำแพงโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุด มีอายุ 200 ปี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าซอนโจ กษัตริย์องค์ที่ 22 แห่งราชวงศ์โชซอน ในปี ค.ศ. 1794 ถูกสร้างขึ้นเพื่อย้ายหลุมศพของพระราชบิดาซึ่งถูกใส่ร้ายจากราชสำนักและถูกขังจนสิ้นพระชนม์ ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นประกอบด้วยเชิงเทิน 48 หลัง บางส่วนก็ถูกทำลายไปบ้างในสมัยสงครามเกาหลี ส่วนที่เป็นกำแพงนั้นทอดตัวยาวถึง 5.5 กม. ไปตามแนวไหล่เขาและที่ราบโอบล้อมเมืองซูวอนไว้ ที่สำคัญ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนให้ที่นี่เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1997

-2-

เช้าวันถัดมาเราเดินทางไปเรียนรู้พืชพรรณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเกาหลี นั่นคือ โสมเกาหลี เราไปกันที่ ศูนย์โสมรัฐบาลเกาหลี ภายในตัวอาคารมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโสมเกาหลีเอาไว้มากมาย เมื่อไปถึงก็มีเจ้าหน้าที่คนไทยออกมาให้ความรู้(เป็นภาษาไทย) ถึงประวัติความเป็นมาของโสมเกาหลี การเพาะปลูก การแปรรูป และสรรพคุณ แต่น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้นำข้อมูลความรู้ต่างๆ ออกมาเผยแพร่ได้นัยว่าเป็นความลับของรัฐบาล ใครอยากได้ความรู้เรื่องโสมเกาหลีเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงคงต้องเก็บเงินซื้อตั๋วแล้วบินไปฟังที่เกาหลีเอง

ไม่เสียเวลากับที่นี่นานนัก เราก็มุ่งหน้าไปที่ พระราชวังเคียงบ็อก หรือ คย็องบกกุง ซึ่งแปลว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง" พระราชวังแห่งนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 600 ปี มีเนื้อที่ 5.4 ล้านตารางฟุต ตั้งอยู่ตอนเหนือของกรุงโซล เป็น 1 ใน 5 พระราชวังใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1394 โดยช็อง โด-จ็อน ถือเป็นพระราชวังหลวงหรือวังหลักสำหรับประทับว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของเกาหลีมาโดยตลอด

ในช่วงต้นราชวงศ์โชซอนมีตำหนักอาคารมากถึง 200 อาคาร กระทั่งปี ค.ศ.1592 ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกประเทศเกาหลี ตำหนักต่างๆ ได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมและสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิม และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราช ปัจจุบันมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

ทุกคนเดินชมถ่ายถ่ายภาพกันไม่มีหยุด ไม่มีวางกล้อง เหมือนอยากเก็บทุกรายละเอียดความทรงจำไว้ทุกวินาทีเพราะพระราชวังแห่งนี้สวยงามมากจริงๆ ทั้งโอ่อ่ากว้างใหญ่ สถาปัตยกรรมก็งดงาม เท่าที่สังเกตดูพบว่าสถาปัตยกรรมของที่นี่น่าจะได้รับอิทธิพลทั้งจากจีนและญี่ปุ่นเอามาผสมผสานกับเกาหลีได้อย่างลงตัว และที่เป็นไฮไลต์เลยก็คือ 'พระตำหนักกลางสระ' ยิ่งมาชมในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ จะเห็นสระน้ำทั้งสระกลายเป็นพื้นน้ำแข็งราบเรียบแล้วมีพระตำหนักอยู่ตรงกลาง สวยงามมากอีกเช่นกัน

ในพื้นที่เดียวกันนี้ เราเดินต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ที่นี่เปิดให้เข้าชมเมื่อปลายปีค.ศ.2005 ตัวอาคารมีความยาวถึง 400เมตร สูง 3 ชั้น ซึ่งรวบรวมผลงานและศิลปวัตถุของชาติไว้กว่า 11,000 ชิ้น แบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็นโซนต่าง ๆ เพื่อเป็นที่แสดงความเป็นมาของวัฒนธรรมเกาหลีตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน มีทั้งห้องโบราณคดี จัดแสดงวัตถุต่างๆ ในยุคโบราณตั้งแต่สมัยอาณาจักรแพ็จเจ จนถึงสมัยชิลลา เช่น ภาชนะรูปเป็ด มงกุฎทองคำ รวมทั้งภาชนะเครื่องประดับของใช้ในชีวิตประจำวันสมัยนั้น มีห้องประวัติศาสตร์ จัดแสดงมรดกด้านภาษาของเกาหลีคือ “อักษรฮันกึล” รวมถึงห้องวิจิตรศิลป์แกลลอรี่ และห้องศิลปะจากเอเชีย ที่รวบรวมศิลปวัตถุโบราณจากแหล่งอารยธรรมเอเชียกว่า 970 ชิ้น

-3-

อีกหนึ่งแลนมาร์คที่น่าสนใจของเกาหลีก็คือ นัมซาน โซลทาวเวอร์ (N Seoul Tower) หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณสวนสาธารณะนัมซาน เป็นจุดชมวิวแห่งชาติที่ฮิตที่สุดในกรุงโซลก็ว่าได้ พอได้ขึ้นไปข้างบนแล้วก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับทิวทัศน์ในมุมสูงที่สามารถเดินชมทัศนียภาพของกรุงโซลได้ 360 องศาเลยทีเดียว บางจุดสามารถมองเห็นแม่น้ำฮันและภูเขาหัวมังกรได้ด้วย และไฮไลต์ของที่นี่หนีไม่พ้นการเดินไปคล้องกุญแจคู่รัก Lock of Love เพราะเชื่อกันว่าหากคู่รักคู่ใดนำแม่กุญแจไปคล้องกับรั้วเหล็กแล้วโยนลูกกุญแจทิ้งไป ถือเป็นการล็อคความรักให้อยู่ติดกันตลอดไปนั่นเอง

ไม่ได้มีความหวานแค่นี้ เราไปเติมความน่ารักหวานแหววกันต่อที่ พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ (Teddy Bear Museum) ที่ตั้งอยู่ในย่านจองมุนรีสอร์ทคอมแพล็กซ์ ภายในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยตุ๊กตาหมีทุกรูปแบบ ตั้งแต่ตุ๊กตาหมีเก่าแก่ตัวแรกๆ ของโลก เท็ดดี้แบร์เลียนแบบภาพวาดดัง เท็ดดี้แบร์ที่แพงที่สุดในโลก และอีกมากมายหลายหลาก แถมยังมีโซนจัดแสดงตุ๊กตาในรูปแบบม่านโรงละคร ส่วนนี้จะจัดตุ๊กตามาวางหลายตัวในอิริยาบถที่แตกต่างกัน และมีสวิตช์ให้กด พอกดเข้าไปเหล่าหมีน้อยน่ารักทั้งหลายก็จะขยับทำท่าทางต่างๆ ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน ถ้าคู่รักได้ควงคู่กันมาชมรับรองว่าจะประทับใจเป็นสองเท่า

ใช้เวลาเดินชมและถ่ายรูปกันจนเหนื่อย เราเลยขอไปผ่อนคลายความเมื่อยล้ากันที่ คลองชองกเยชอน ซึ่งเป็นเหมือนสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจแห่งหนึ่งที่เหล่าวัยรุ่นและวัยทำงานชอบมานั่งพักผ่อนกัน คลองนี้เป็นคลองโบราณในสมัยราชวงศ์โชซ็อน อายุกว่า 600 ปี มีความยาวประมาณ 5.84 กม. ไหลผ่านย่านใจกลางกรุงโซล ยุคหนึ่งคลองนี้ถูกสร้างถนนพาดผ่านหลายสายทำให้เสื่อมโทรมไม่น่าดู แต่ต่อมาทางการก็ได้ฟื้นฟูธรรมชาติสองฝั่งคลอง ตลิ่งถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม และใช้วิธีขุดท่อผันน้ำจากแม่น้ำฮันเข้ามาที่ต้นคลอง แล้วไล่น้ำเสียออกทะเล มีการสร้างน้ำพุตลอดแนว ทำเขื่อนชะลอความเร็วน้ำ มีลานกิจกรรม ที่พักผ่อน และมีน้ำตกเป็นแนวกั้นน้ำฝน ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญกรุงโซล

อยู่จนเย็นย่ำอีกหนึ่งวัน แต่ความสนุกเพิ่งจะเริ่มขึ้น โดยเฉพาะสาวๆ เพราะได้เวลาไปชอปปิงเครื่องสำอางแบรนด์ดังกันที่ ย่านเมียงดง เพราะรถจอดเทียบริมทางเท้าเท่านั้น ไม่มีใครพูดพร่ำทำเพลงต่างคนต่างเดินช้อปกันกระจาย เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เดินกันจนมืดก็ยังไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใคร บางคนก็มีลิสต์รายการที่เพื่อนหรือทางบ้านฝากซื้อเครื่องสำอางเกาหลีกันเพียบ เรียกว่าถ้าซื้อไปไม่ครบไม่ต้องกลับบ้าน(ฮา..)

แม้อากาศจะหนาวจนเนื้อตัวแสบ(ยิ่งเวลาอาบน้ำยิ่งแสบและคัน) แต่ทริปนี้ก็สนุกแบบหนาวๆ และไม่เหงาด้วย เพราะได้เพื่อนใหม่พร้อมประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆ กลับไปเต็มเป้