‘วิน ศิริวงศ์’ นักร้องผู้รักการปั่นจักรยาน

‘วิน ศิริวงศ์’ 
นักร้องผู้รักการปั่นจักรยาน

เป็นทั้งนักบริหาร นักร้องและผู้ชายที่รักการปั่นจักรยาน

สำหรับหนุ่มคนนี้ วิน ศิริวงศ์ คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในฐานะนักร้อง นักดนตรี และเขายังเป็นนักขี่จักรยานที่เอาจริงเอาจัง มีโอกาสลงแข่งขันในหลายทริป เขาบอกว่า เมื่อจะลงแข่งขัน ก็ต้องฝึกฝน เพื่อไม่ให้ตัวเองอยู่ในอันดับท้ายๆ

วิน เลือกที่จะทำสิ่งที่ตัวเองชอบและรักหลายอย่างด้วยกัน เขาบอกว่า ทำอะไรหลายอย่าง แต่ไม่ได้โดดเด่นสักอย่าง ปัจจุบันงานหลักเขาเป็นผู้บริหาร บริษัท Flowco Systems Limited ดูแลด้านระบบ retail automation ให้ปั้มน้ำมันทั่วประเทศ ทั้งระบบหัวจ่ายน้ำมัน ระบบวางสายใต้ดิน และระบบเก็บเงิน

ส่วนงานรัก...เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี วงดนตรีสควีซ เอนิมอล ร่วมกับเพื่อน สิงห์ มุสิกพงศ์ และยังมีงานอีกด้านอ่านสปอร์ตโฆษณา นอกจากนี้ยังเป็นนักปั่นที่ปั่นจักรยานไปทำงานและปั่นเพื่อการแข่งขัน รวมทั้งปั่นเพื่อสุขภาพ

และเมื่อเร็วๆ นี้ วงดนตรีสควีซ เอนิมอล และวงมายส์ได้รับการทาบทามจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้เป็นแอมบาสเดอร์ในกิจกรรม “ถีบทั่วไทย เที่ยวด้วยใจ ปั่นไปด้วยกัน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมฯด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวในรูป 7 Greens “ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

แม้พวกเขาจะถูกเลือก เพราะความดังหรือเหตุใดก็ตาม แต่ที่แน่ๆ คือ เขาขี่จักรยานสัปดาห์ละ 3 วัน และอาจมากกว่านั้น โดยขี่จักรยานมานานกว่า 6 ปี และจักรยานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา

1.
เหมือนเช่นที่กล่าวมา ชีวิตบางคนไม่ได้มีด้านเดียว ขณะที่เล่นดนตรี ทัวร์คอนเสิร์ตหามรุ่งหามค่ำ ทำงานบริหารใช้สมองด้านซ้ายจัดการนั่นโน้นนี่ วินยังมีเวลาสำหรับการขี่จักรยาน ไม่ต้องรอวันเสาร์อาทิตย์ค่อยออกตัวเขาปั่นไปทั่วไทย และปั่นไปทำงานจากบ้านแถวเกษตรไปย่านบางกะปิ ปั่นไปเรื่อยๆ จนเห็นผล มีสุขภาพดีขึ้น รวมทั้งมีเพื่อนๆ ต่างอาชีพที่หลงใหลการปั่นจักรยานมากขึ้น

“ผมขี่จักรยานตั้งแต่เด็กๆ คลุกคลีกับยานพาหนะสองล้อมาเยอะ ก่อนหน้าที่ครอบครัวผมจะทำปั๊มน้ำมัน พวกเขาเคยเป็นตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ ตอนแรกๆ ก็ชอบขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ประสบอุบัติเหตุก็เลยคิดว่า น่าจะช้าๆ ลง จึงหันมาปั่นจักรยานจริงจังเมื่อ 6 ปีที่แล้ว " วินเล่าถึงเหตุผลการปั่นจักรยาน

เขาเลือกจักรยานเสือหมอบเป็นเพื่อนคู่กาย นอกจากทำให้สุขภาพดีแล้ว ยังเป็นเครื่องวัดศักยภาพในการปั่นของตัวเอง ด้วยการลงแข่งขันร่วมกับมืออาชีพและมือสมัครเล่น

“เวลาฝึกซ้อม ผมก็ได้แข่งกับตัวเองในเรื่องเวลา ไม่ได้คิดว่าจะชนะใคร การแข่งกับตัวเอง ก็เหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องทำเวลาให้ดีขึ้น ผมก็ซ้อมแถวๆ บ้าน ผมมีโอกาสลงแข่งหลายครั้ง แม้ผมจะไม่ได้ที่หนึ่ง ก็ได้ถ้วยรางวัลกลับบ้าน ผมฝึกซ้อมตลอด เพื่อที่จะขี่ระยะไกลๆ โดยไม่อยู่อันดับท้ายๆ แล้วทรมานตัวเอง อาทิตย์หนึ่งผมต้องซ้อมขี่จักรยานครั้งละ 40 กิโลเมตร”

หลังจากขี่จักรยานเป็นประจำ วินรู้สึกว่าร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยบ่อยๆ อาการป่วยลดลง เพราะส่วนใหญ่นอนดึก และการขี่จักรยาน ทำให้เขามีวินัยมากขึ้น ในเรื่องการควบคุมอาหารและการพักผ่อน
“เมื่อหันมาขี่จักรยานสักระยะ แล้วไปตรวจร่างกาย ปรากฎว่าผลเลือดดีขึ้น ถ้าเรานอนน้อย ก็ขี่จักรยานไม่ไหว เมื่อเร็วๆ นี้ผมเพิ่งเข้าแข่งขันแถวสวนผึ้ง ราชบุรี ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ชีวิตตอนนี้ผมสนุกกับการขี่จักรยาน เพราะเห็นแล้วว่าการขี่จักรยาน ทำให้ร่างกายดีขึ้นเรื่อยๆ”

2.
การขี่จักรยานเป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่งที่หลายคนหันมาให้ความสำคัญ วินเองก็เช่นกัน แม้ชีวิตประจำวันจะขับรถยนต์ แต่เขาก็ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางด้วย

“ผมขี่จักรยานไปทำงานด้วย ก็มีบางคนสนใจมาขี่จักรยานกับผม แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยว่าง เพราะไม่มีเวลา” วินเล่าถึงการขี่จักรยานไปทำงานที่เขามีหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจปั๊มน้ำมันของครอบครัว
เขาบอกว่า ลองทำดู ก็ได้ฝึกฝนสมอง ทักษะอีกด้าน ซึ่งการบริหารจัดการการขาย เป็นทักษะที่มีไว้ ก็ดีเหมือนกัน

"งานที่ผมทำ ก็แค่หาแนวทางแก้ไขจัดการให้เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมัน เพื่อช่วยให้พวกเขาดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นธุรกิจครบวงจรให้กับคนเปิดปั๊มน้ำมัน”

การเป็นนักบริหารตั้งแต่อายุยังน้อย เขายอมรับว่า ได้รับความกดดันเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่คนที่ทำงานด้วยอายุมากกว่า

“เมื่อเราอายุน้อยกว่า อยู่ในตำแหน่งสูง ก็ต้องระวัง ผมพยายามผูกมิตรกับทุกคน ผมไม่ได้แบ่งชนชั้นหรือบ้าพลัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดหรือนำเสนอ จึงต้องกลั่นกรองเยอะ คิดผลลัพธ์ไว้หลายทาง ผมไม่ได้เรียนมาด้านบริหาร ผมก็ไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้ จึงต้องหาความรู้เพิ่มเติมไปเรียนเสริมที่จุฬาฯหรือธรรมศาสตร์”
นั่นเป็นเรื่องการบริหาร ส่วนบทบาทการเป็นนักร้อง วินชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเคยไปเรียนร้องเพลงกับครูอ้วน-มณีนุช

“เวลาจัดปาร์ตี้วันเกิดญาติผู้ใหญ่ ผมก็ขึ้นไปร้องเพลง ร้องได้ทุกเพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงเก่าๆ ที่ผู้ใหญ่ชอบฟัง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้หัดเล่นดนตรี” วิน เล่าถึงช่วงวัยเด็ก

ส่วนช่วงที่เขาไปเรียนปริญญาตรีด้านวิศวะที่มหาวิทยาลัยคิงสตัน ประเทศอังกฤษ เมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างแดน เขาจึงต้องหากิจกรรมทำเหมือนนักเรียนนอกทั่วไป แต่หนุ่มวินค่อนข้างรักสันโดษ ไม่ชอบเฮฮากับเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่ เขาเลือกที่จะเล่นดนตรี เพื่อผ่อนคลายความเหงาเมื่ออยู่ต่างบ้านต่างเมือง

“ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ดนตรีเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ตอนนั้น และมีเพื่อนคนหนึ่งที่ผมรักมาก ก็เล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งกลุ่มที่ผมอยู่ด้วยต่างหลงใหลการเล่นดนตรี เจอเพื่อนๆ ที่อังกฤษก็ล้อมวงกันเล่นดนตรี รู้สึกสนุก คือทั้งเล่นและร้องเพลงเอง ผมฝึกเล่นดนตรีด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน”

นอกจากฝึกเล่นดนตรี เขายังหัดแต่งเพลง เขาบอกว่าเหมือนการเขียนไดอารี่ หรือวาดภาพ เพราะอยู่อังกฤษ เป็นเมืองที่ค่อนข้างเหงา จึงต้องหากิจกรรมทำ

“ผมชอบงานศิลปะ แต่ขณะเดียวกันผมก็ชอบความมีระเบียบ เพื่อทำให้งานบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ อย่างการทำเพลงของผม ก็ไม่ได้อยากเอาแต่ใจอย่างเดียว เมื่ออยู่เฉยๆ ก็ลองทำดู เอาเรื่องตรงนั้นตรงนี้มาลองเขียนดู สรุปสิ่งที่เราอยากพูดผ่านทำนองเพลง แม้จะมีคำไม่กี่คำที่อยากจะบอก ก็รู้สึกสนุก ผมได้ทำเพลงไทยในแบบที่เราอยากฟัง เป็นแนวฝรั่งๆ ทันสมัยสักนิด”

นอกจากร้องเพลงในกลุ่มเล็กๆ เขายังสร้างเครดิตที่หลากหลายให้กับตัวเอง ตั้งแต่การไปร้องประสานให้กับโยคีเพลย์บอย ไปร้องให้กับอัลบั้มของJerry และ Sleeper 1 และร่วมงานกับอีกหลายกลุ่ม ตระเวนแสดงดนตรีตามที่ต่างๆ ตั้งแต่งานเล็กไปถึงงานใหญ่ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ จนมีผลงานอัลบั้มชุดแรก อาจยังไม่สาย โดยวินรับหน้าที่แต่งเพลงและร้อง ส่วนสิงห์ โชว์ฝีมือทางดนตรี โดยเป็นผู้เรียบเรียงดนตรีแทบจะทั้งหมด และมณเฑียร แก้วกำเนิด หรือ โต้ง Save The Last Piece เป็นโปรดิวเซอร์

เมื่อได้ชิมลางงานด้านดนตรีจนมีผลงานที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของเขาและเพื่อน วินบอกว่า ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะดัง

“ถ้าบอกว่า อยากจะดังเหมือนพี่เบิร์ด คงไม่ใช่ทางของผม และสิ่งที่ผมทำ คงเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าดังประมาณศิลปินเบเกอรี่ตอนนั้น ผมคิดว่า ผมชอบแบบนั้นมากกว่า”

3.
เมื่อถามว่าคิดจะเดินในเส้นทางดนตรีตลอดไปหรือไม่ เขาบอกว่า ลึกๆ ก็คิด แต่ทางครอบครัวหรือคนที่รู้จักบอกว่า การมีอาชีพนักร้องนักดนตรีไม่ได้มีอายุขัยยาวนาน ไม่มั่นคง และขึ้นอยู่กับอายุของนักร้อง

แม้การทำงานด้านดนตรีจะไม่ยั่งยืน แต่เขาก็อดภูมิใจไม่ได้ วินบอกว่า ยังเห็นโอกาสของสควีซ เอนิมอล เพราะไม่ได้เดินตามใคร และเราก็ไม่ได้คิดว่า การประสบความสำเร็จคือความดัง แต่การประสบความสำเร็จคือ คนยอมรับในสิ่งที่เราผลิต และไม่เหมือนใคร รวมทั้งเป็นทางเลือกใหม่ให้คนฟัง

"ถ้าทำเพลงออกมาซ้ำๆ เหมือนกันหมด ก็น่าเสียดาย จึงไม่อยากให้เพลงของเราเป็นแบบเดิมๆ ไม่อยากร้องเพลงเพื่อความซะใจอย่างเดียว เรื่องดนตรีเป็นสิ่งที่ท้าทายผมตลอด ถ้าไปอยู่ผิดที่ผิดทางก็เหมือนต้องเริ่มใหม่หมด ผมต้องเชื่อในดนตรีของผม เมื่อผมเล่นแล้ว ต้องสนุกจริงๆ อยากร้องเพลงแบบนี้ให้คนฟังจริงๆ เพราะเป้าหมายการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงของเรา ไม่ได้ต้องการให้คนมีความสุขที่เล่นไป ปล่อยมุกไป ผมอยากให้คนฟังรู้จักตัวตนของเรา เราอยากเป็นตัวเองให้มากที่สุด พวกเราก็ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า เราสมควรอยู่เส้นทางนี้ได้

ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่มีอัลบั้มชุดสอง ไม่มีที่มาพร้อมๆ กับความหลากหลายสไตล์ดนตรี ทั้งป๊อป พังค์ อาร์แอนด์บี ซึ่งพวกเขาบอกว่า เมืองไทยยังไม่เคยมีเพลงแนวนี้มาก่อน

การเล่นดนตรีและร้องเพลงจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญกับชีวิตวิน ไม่ต่างจากงานซ่อมรถ เขาย้อนความว่า ตอนอยู่อังกฤษส่วนใหญ่ขับรถและซ่อมรถเอง

"ตอนผมอยู่อังกฤษ ผมไปขอเขาทำงานที่อู่ซ่อมรถ ซ่อมรถรุ่นเก่าๆ ผมก็ได้เรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถและได้เรียนรู้ชีวิตช่างชาวอังกฤษ การซ่อมรถในเมืองนอก เขาก็จะทำตามคู่มือทุกอย่าง จะขันน็อตแต่ละตัว ก็มีมาตรฐานว่าจะขันแน่นแค่ไหน หรือกฎการขับขี่ก็มีมาตรฐานที่สูงกว่าเมืองไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่หัดขับรถได้ ก็ลุยเลย “

เมื่อถามว่า สิ่งที่เรียนมาด้านวิศวะได้นำมาใช้ในการบริหารจัดการบ้างไหม เขาบอกว่า

"ไม่ค่อยได้ใช้ แต่สิ่งที่ได้ใช้คือ วิธีคิดแบบวิศวะคือ หาเหตุและผลในการทำทุกอย่างเป็นขั้นตอน"

นี่คือจิกซอหลายส่วนในชีวิตของหนุ่มคนนี้