อาหารตรงหน้าคุณ...มาจากไหน ?

อาหารตรงหน้าคุณ...มาจากไหน ?

ถ้าจะถามหาอาหารปลอดสารพิษ ทำไมยากเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะกลไกการตลาดใช่หรือไม่

บางคนแทบจะไม่สนใจเลยว่า อาหารที่รับประทานอยู่ทุกวัน มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วทำไมเราต้องรับประทานอาหารซ้ำๆ ผักหน้าตาเดิมๆ ถ้าไม่ข้าวผัดคะน้า ข้าวกระเพราไก่ ก็ผัดซีอิ๋ว ผัดผักบุ้งไฟแดง หรือไม่ก็เย็นตาโฟใส่ผักบุ้งจีน ฯลฯ

ทำไมเรามีทางเลือกในการบริโภคน้อยลงทุกวัน เพราะกลไกตลาดและการผลิตแบบอุตสาหกรรมเป็นตัวกำหนดผู้บริโภคใช่หรือไม่ ทำให้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม พึ่งพาธรรมชาติค่อยๆ หายไปจากชีวิตคนไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคนกลุ่มเล็กๆ พยายามนำกลับมา แต่มันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน

วัลลภา แวน วิลเลียนส์วาร์ด ประธานโครงการตลาดสีเขียว ซึ่งทำธุรกิจเพื่อสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง ในนามบริษัทสวนเงินมีมา บริษัทที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจไปพร้อมๆ กับกิจกรรมสังคม มีเรื่องเล่าเล็กๆ ของเกษตรกร ผู้บริโภค โยงไปถึงเรื่องใหญ่ในระดับโลก

การผลักดันตลาดสีเขียวในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลที่ดำเนินการมานานกว่า 10 ปี เป็นอย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นจังหวัดเชียงใหม่ทำมานานกว่า 20 ปี สุรินทร์ก็ทำมาก่อน และอีกหลายจังหวัด ในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลดำเนินการมานานกว่า 10 ปี เพราะเราอยากเห็นการผลิตที่ดีและอาหารที่ดีแนวเกษตรอินทรีย์เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงเรื่องสุขภาพ ผู้บริโภคไม่ต้องเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย ถ้าเราจะสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ แล้วเราไม่ได้สร้างช่องทาง เราเอาผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า มันคงยากที่จะเป็นจริง เพราะเกษตรกรไม่มีสายป่าน การผลิตแบบอินทรีย์มีต้นทุนสูง ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ตลาดสีเขียวเหมือนเนิร์สเซอร์รี่ คอยดูแลยุยงส่งเสริมผู้บริโภคให้เกิดความเข้าใจ สร้างช่องทางให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมาเจอกันเพื่อให้ผู้ผลิตบอกเรื่องราวการผลิตของตัวเอง เมื่อก่อนเกษตรกรพูดไม่เป็น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง แต่เขียนเนื้อความบอกขั้นตอนการผลิตได้ เมื่อผู้บริโภคได้มาเห็น ก็จะได้รู้ว่า นอกจากได้ซื้อของดี ยังช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตอาหารดีๆ ด้วย

เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ โยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้อย่างไร
สังคมดี ไม่มีขาย ต้องสร้าง ถ้ามองจากภาคเล็ก แล้วจะต่อไปถึงภาคใหญ่ ต้องทำให้เป็นรูปธรรม และทำให้เห็นว่าทำได้จริง ผู้ผลิตก็ได้รู้ว่า ถ้าเขาเอาใจใส่ก็มีช่องทางในการขาย และผู้บริโภคก็ได้รู้ว่า หมดสมัยแล้วที่จะคิดเรื่องสุขภาพตัวเองอย่างเดียว สุขภาพสังคมและสุขภาพของโลกก็สำคัญ เพื่อทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่า เรามีพันธกิจร่วมกัน ต้องดีทั้งตัวเราและโลก ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเชื่อมโยงตัวเขากับปัญหาโลกร้อนได้แล้ว สิ่งที่เราทำ ก็เป็นตัวอย่าง 3-4ปีที่ผ่านมา เราไม่ใช่สร้างแค่ตัวอย่างหรือโมเดลนำร่อง เมื่อเราบอกว่าโมเดลนี้ทำได้ แล้วคุณทำในระดับจังหวัดได้ไหม แต่ละจังหวัดขอตลาดนัดสีเขียวสักแห่งได้ไหม ลองเอาภาษาที่เราทำในตลาดสีเขียวไปสื่อสาร มีคณะกรรมการตลาดสีเขียว

พยายามผลักดันให้มีตลาดสีเขียวทุกจังหวัด ?
ในตลาดสดธรรมดา ขอแค่แผงผักตลาดสีเขียว ถ้ามีสักแผง แล้วเขียนว่าไร้สารพิษ ลองดูสิว่า ผู้บริโภคจะสนใจไหม ใครๆ ก็อยากกินผักไร้สารพิษ เมื่อมีแผงแบบนี้ ผู้บริโภคก็จะถามหาเกษตรกรที่ปลูกผัก ที่สำคัญป้ายที่คุณปักว่าไร้สารพิษ ต้องรับรองว่าไร้สารพิษจริงๆ เมื่อผู้บริโภคสนใจ แม่ค้ารายอื่นก็อยากจะขายผักปลอดสารพิษมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีตลาดนัดสีเขียวทุกจังหวัด มีแค่ 10 กว่าจังหวัด ถ้ามีครบ ลองนึกดูว่าจะเป็นอย่างไร มันจะเปลี่ยนวิถีการผลิตของเราเลย แต่เดิมองค์กรพัฒนาเอกชนจะเปลี่ยนจากฝั่งผู้ผลิต แต่เราจะเปลี่ยนจากช่องทางและผู้บริโภค

นั่นหมายถึงต้องให้ความรู้กับผู้บริโภคมากขึ้น ?
อย่างมะเขือเทศ ลูกเท่ากันเกือบหมด เพราะเกษตรกรใช้ฮอร์โมนแบบเดียวกัน ผลไม้ลูกเท่าๆ กัน เพราะถูกบังคับด้วยสารเคมี ในช่วงหนึ่งคนนิยมผักมีรู เพราะรู้ว่ามีแมลงมาเจาะ ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลง แต่หน้าตาของผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันหมด ถ้าเป็นผักโตๆ อวบๆ ใส่สารเคมีเยอะ เร่งฮอร์โมน เราต้องให้ความรู้ว่า ผักแบบนี้อันตรายอย่างไร

เกษตรอินทรีย์เริ่มอยู่ในวิถีชีวิตคุณตั้งแต่เมื่อไหร่
ตั้งแต่ปี 2544 ตอนที่เราทำบริษัทสวนเงินมีมา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม เราคิดตั้งแต่แรก กระทั่งปี 2546 เราเริ่มเป็นสมาชิกผักอินทรีย์จากอ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เช้าๆ ผักมาส่งที่บ้าน เรารู้สึกว่าเราโชคดีที่มีเกษตรกรปลูกผักด้วยความตั้งใจ เราก็อยากตอบแทนด้วยการจ่ายค่าสมาชิกล่วงหน้า จากไม่เคยทำกับข้าว ก็หันมาทำอาหารกินเอง ทำให้เราตั้งคำถามว่า อาหารจานข้างหน้ามาได้อย่างไร ปรากฎว่า อาหารตรงหน้าใช้ทั้งสารเคมี สารกันบูด คุณจะกินหมูก็เจอสารเร่งเนื้อแดง กินลูกชิ้นก็เจอสารบอเรต อาหารทะเลแปรรูปใช้สารฟอกขาว อันตรายมีอยู่รอบตัว เราต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจ แล้วเปลี่ยนตัวเองก่อน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า มีแสงแห่งความหวังที่จะเปลี่ยนได้

ก่อนหน้านี้คุณไม่เคยตั้งคำถามหรือว่า อาหารจานข้างหน้ามาจากไหน
ยิ่งเราทำหนังสือทางเลือกที่พูดถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องมาสร้าง How ของเรา สมัยก่อนไม่มีสารกันบูด เราถนอมอาหารง่ายๆ กินอาหารภายในวันสองวันก็หมด แต่ปัจจุบันกว่าอาหารจะหมดอายุ ใช้เวลาเป็นปี แล้วเราจะทำอย่างไร เพื่อไม่ส่งอาหารข้ามทวีปไกลๆ เผาผลาญพลังงานมากมาย การส่งแอปเปิ้ลหรือกุ้งจากที่หนึ่งไปอีกที่ เป็นการสูญพลังงานมหาศาล

ไม่เห็นด้วยกับการขนส่งอาหารอินทรีย์ข้ามทวีป ?
แน่นอน การนำสินค้าสีเขียวข้ามทวีป มีปัญหาการใช้พลังงาน ถ้าบอกว่ายุโรปผลิตข้าวไม่ได้ ต้องซื้อจากจังหวัดสุรินทร์ไปขาย ก็รับได้ แต่ถ้าคุณปลูกผักแล้วส่งไปอีกทวีป คุณต้องคำนวณการใช้ทรัพยากร ต้องคิดเรื่องเส้นทางการขนส่งอาหารด้วย

ถ้ากินอาหารในท้องถิ่นตามฤดูกาลมากขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ?
คุณจะกินผัดซีอิ้วทั้งปีหรือ ถ้าจะกินคะน้าต้องเดือนธันวาคม จะทำอย่างไรเพื่อให้คนรู้ว่า การกินพืชผักตามฤดูกาลมีผลต่อชีวิต เราเคยมีเทศกาลกินผักผลไม้ตามฤดูกาล แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี เริ่มมีเทคโนโลยีการผลิตอาหารเข้ามาตอบโจทย์ว่า คุณจะกินอะไรตอนไหนก็ได้ คุณก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า จะกินแบบเดียวทั้งปีหรือ ซึ่งผู้ปลูกก็ต้องใช้ฮอร์โมนในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น เราจะปลูกแค่คะน้า ผักจีน ผักสลัด เท่านั้นหรือ ทั้งๆ ที่การกินอาหารหลากหลายดีต่อสุขภาพและธรรมชาติ ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์

กรณีนี้ผู้บริโภคก็รู้อยู่แก่ใจ ?
ถ้าบริโภคให้หลากหลาย พฤติกรรมการกินที่โยงกับภาคใหญ่จะเกิดขึ้น ก่อให้เกิดการกินอย่างมีความหมาย และกินอย่างมีคุณค่า แต่ถ้ากินอาหารซ้ำๆ การผลิตเชิงเดียวก็มีมากขึ้น เหมือนในอเมริกากลางหรืออเมริกาใต้ บางประเทศผลิตกล้วยหอมทั้งประเทศ และในปัจจุบันยุโรปกำลังฟื้นผักพื้นบ้าน ส่วนในประเทศไทย แม้ยังมีผักพื้นบ้านให้กิน แต่กำลังจะหมดไป ถ้าเราไม่ทำอะไร

ปัญหาผักและสินค้าอินทรีย์มีราคาสูง จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร
มองได้สองอย่าง ข้อ 1 อาหารทั่วไปถูกเกินไป ตอนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า เรากำลังเบียดบังธรรมชาติด้วยการผลิตแบบถูกๆ แล้วถูกๆ แปลว่าอะไร รุ่นลูกรุ่นหลานคุณจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณถลุงทรัพยากรมาใช้เอาเปรียบคนรุ่นหลัง ผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรม แม้ราคาถูก แต่เอาเปรียบธรรมชาติ ข้อ 2 เมื่อเป็นเช่นนี้ เกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มต้นใหม่ ฟื้นสภาพดินเสื่อม เพราะคุณเคยทำการเกษตรเชิงเดียว แต่ถ้าหันมาทำเกษตรอินทรีย์ แม้จะได้ผลผลิตน้อย ราคาแพง แล้วจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าใจ ยกตัวอย่างการเลี้ยงไข่ไก่ ถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์ ก็จะเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ต่างจากการเลี้ยงแบบคอนโดในกรงเล็กๆ

มีโอกาสไหมที่เกษตรอินทรีย์จะเป็นกระแสหลักของเมืองไทย
ได้คะ เรามีผืนดินที่ปลูกผักได้มากมาย ถ้าโรงพยาบาลหรือโรงเรียนจับคู่กับฟาร์มนั้นฟาร์มนี้ เราเป็นครัวของโลกจะผลิตไม่พอได้อย่างไร แต่ปัญหาคือการประสานงาน อย่างเราเคยปลูกผักดีๆ กินกัน พอมาใช้สารเคมี 20-30 ปีตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจเติบโต เราปลูกผักแบบเดิมไม่เป็นแล้ว เราติดเคมีเหมือนติดยา ถ้าจะให้เกษตรกรถอนจากยา ต้องให้ความรู้ใหม่ในการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรบางคนบอกว่าถ้าไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าจะทำให้ลำบาก ก็ต้องหาผู้รู้เรื่องนี้มาช่วย

เราสร้างตลาดสีเขียวในโรงพยาบาล เรากำลังโยงโรงเรียนของเด็กๆ ให้ได้กินอาหารอินทรีย์กับฟาร์มใกล้โรงเรียน เป็นการลดค่าใช้จ่าย ดังนั้นเกษตรจังหวัดต้องทำงานกับสาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนและโรงพยาบาล ซึ่งพวกเราทำงานตรงนี้ ตลาดรูปแบบนี้ไม่ใช่แค่การซื้อขายกัน เราต้องส่งสารเข้าไปในตลาด เพราะนอกจากรายได้และสินค้าที่ดี เราต้องส่งความรู้บางอย่างเข้าไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภครู้ว่า เราอยู่บนเส้นทางการสานต่ออนาคตร่วมกัน

ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ หันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น คุณมองแนวโน้มเรื่องนี้อย่าางไร
คนรุ่นใหม่ที่มาทำเกษตรอินทรีย์ ต้องเข้าใจดิน มีความรู้เป็นนักทดลอง คุณหาลูกค้าโดยใช้โซเชียลมีเดียได้ อย่างสวนผักคนเมืองหรือคนปลูกข้าวที่เชียงใหม่ มีลูกค้าครบตามที่ต้องการ เพราะใช้สื่อสมัยใหม่ ถ้าทำได้อย่างนั้น คุณจะทำการเกษตรที่สร้างกำไรมากกว่าเกษตรกรรุ่นพ่อแม่ ข้อสำคัญคุณต้องเล่าเรื่องของคุณให้เป็น

ในอนาคตอยากให้ตลาดสีเขียวเป็นอย่างไร
เพราะเราทำไปพร้อมๆ กัน ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และกลไกตลาด เราอยากให้แนวคิดตลาดสีเขียวอยู่ในนโยบายของรัฐ กระทรวงเกษตรเป็นผู้ผลิต กระทรวงศึกษา และกระทรวงสาธารณสุข หมายถึงคนในโรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นผู้บริโภค ถ้าระดับกระทรวงกรมกองสามารถโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ย่อมเป็นเรื่องดี ถ้าทำตามแนวทางเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ก็จะมีส่วนสร้างพื้นที่สีเขียวมีร้านอาหารสีเขียวในหน่วยงานรัฐและเอกชน ถ้าทำอย่างนั้นสังคมจะเปลี่ยน

.......................

หมายเหตุ : ติดต่อตลาดสีเขียวดูที่www.thaigreenmarket.comและเบอร์ติดต่อโทร.02-622-0955, 02-6220966