"ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา" โดม สุขวงศ์

"ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา"
โดม สุขวงศ์

เอ่ยถึงงานด้านการอนุรักษ์ภาพยนตร์ ชื่อของ โดม สุขวงศ์ คือเบอร์หนึ่งของเมืองไทย

จากอดีตนิสิตนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่หลงใหลในแผ่นฟิล์ม เขาลงทุนลงแรงหาความรู้และใช้เวลาอีกเกือบทั้งชีวิตเพื่อเสาะแสวงหาและเก็บรักษามรดกอันทรงคุณค่าชิ้นนี้โดยไม่เคยตั้งคำถามถึงผลตอบแทน


วันนี้กับรางวัลเกียรติยศมากมายอาจเป็นกำลังใจที่สำคัญ แต่สิ่งที่เขาภูมิใจที่สุดกลับเป็นการได้ทำงานที่รักอย่างเต็มกำลังในฐานะ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องทุ่มเท เพื่อให้ภาพยนตร์เป็นสื่อสร้างสรรค์สังคมอย่างแท้จริง

-ทำไมถึงได้สนใจเรื่องราวของภาพยนตร์เป็นพิเศษ


มันเกิดขึ้นเองตั้งแต่เด็ก ดูหนังแล้วก็ชอบ อาจจะเป็นเพราะในสมัยผมเด็กๆ บ้านอยู่ต่างจังหวัด ทีวียังไม่มี เพราะฉะนั้นหนังเป็นความบันเทิงที่สำคัญ การไปดูหนังเป็นเรื่องสนุก ได้เห็น ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้เปิดหูเปิดตา เห็นบ้านเมือง เมืองนอก ได้จินตนาการ ได้ฝันอะไรต่างๆ ตามประสาเด็ก ดูหนังคาวบอยเราก็ฝันเป็นพระเอกขี่ม้าอะไรอย่างนี้ แล้วก็ดูทั้งในโรง หนังขายยา หนังกลางแปลง ก็สนุกทั้งนั้น


-เริ่มจริงจังกับการอนุรักษ์หนังเมื่อไหร่


คือตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เลือกเรียนภาพยนตร์ แต่ที่นิเทศศาสตร์ จุฬา ตอนที่ผมเรียนไม่มีสาขาภาพยนตร์โดยตรง ที่ใกล้เคียงก็คือสื่อสารมวลชน ก็รู้สึกผิดหวัง แต่ก็มาศึกษาด้วยตนเอง ดูตำราในห้องสมุด เราเข้าไปเรียนด้วยความคิดว่าอยากเป็นนักทำหนัง ทีนี้เมื่ออ่านหนังสือไปมันกลายเป็นร้อนวิชา เมื่อก่อนก็คิดแต่ว่าหนังเป็นเรื่องบันเทิง เป็นศิลปะ แต่พออ่านตำราเราก็รู้ว่ามันเป็นศาสตร์ พอจบก็ด้วยความคิดว่าอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับหนัง แต่ไม่ได้เข้าไปในวงการ ก็คิดจะทำหนังสือเป็นวารสารเกี่ยวกับหนัง ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มี ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดารา แต่ที่เราทำเป็นวารสารเชิงวิชาการ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ การวิจารณ์อะไรอย่างนี้ ด้วยความอ่อนหัดก็รวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ ตั้งสำนักพิมพ์ ทำหนังสืออยู่ได้สักครึ่งปีก็เจ๊งไปตามระเบียบ ก็เปลี่ยนมาเป็นเขียนหนังสือ


ตอนแรกก็คิดว่าจะเขียนตำราเกี่ยวกับหนังในเชิงศิลปะ ใช้แปลเอา เขียนไปได้สักพักก็เบื่อ ผมก็คิดว่าจะเขียนบทหนัง โดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริงซึ่งเป็นข่าวในช่วงนั้น ก็ไปหมกหมุ่นกับการเก็บข้อมูลเขียนบท ในระหว่างที่ไปค้นข้อมูลในหอสมุดผมก็เห็นหนังสือพิมพ์เก่าๆ มีข่าวมีข้อมูลเกี่ยวกับหนังไทยในอดีตย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ที่ 6 อะไรอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าเออ...มันน่าจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หนังไทย ซึ่งไม่มีใครสนใจ ก็คิดว่าฝากไว้ก่อน สักวันหนึ่งจะมาค้น แล้วพอเขียนบทหนังเสร็จ ปรากฎว่านายทุนเขาเปลี่ยนใจ ไม่ทำ เราก็กลับไปแปลหนังสือต่อ จนอยู่มาวันหนึ่ง หนังสือพิมพ์ลงข่าวขุนวิจิตรมาตราเสียชีวิต ท่านเป็นผู้กำกับหนังสมัยก่อนสงครามโลก ท่านเขียนบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หนังในประเทศไทยด้วย เราก็คิดว่าถ้าเราจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับหนังไทย ต้องไปสัมภาษณ์ท่านก่อน


ทีนี้พอหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าท่านเสียชีวิต ก็เลยรู้สึก เพราะเรามัวแต่คิดว่าสักวันหนึ่งจะไป มันก็เลยเสียโอกาส เลยคิดว่าพรุ่งนี้แล้วกัน รุ่งขึ้นก็เลยไปหอสมุด ค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ก็ใช้เวลาอยู่ในหอสมุด แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนเก่าๆ ที่เราคิดว่าต้องรีบไปสัมภาษณ์เก็บเอาไว้ ประมาณสักปีเศษ ได้ข้อมูลเยอะแล้วก็เริ่มลงมือเขียน


ในช่วงที่เขียน ก็รู้สึกว่าเราไม่มีทางเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยได้สมบูรณ์ถ้าเราไม่ได้เห็นหนังเก่าๆ ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ ทำไมบ้านเราไม่มีการเก็บหนัง เราเห็นตัวอย่างที่สมาคมฝรั่งเศส ซึ่งเราไปดูหนังเป็นประจำ เอยูเอ หนังย้อนไป 50-60 ปี เขาก็ยังมี ก็รู้ว่าในบ้านเมืองเขามีการเก็บ มีการอนุรักษ์ มีหอภาพยนตร์ แรกๆ ก็คิดว่าเดี๋ยวทางราชการก็ทำ เหมือนเมื่อก่อนเราไม่มีหอสมุดเขาก็ทำ ไม่มีพิพิธภัณฑ์ก็ทำ แต่คิดอีกที...กว่าเขาจะทำเราอาจตายไปแล้ว หรืออาจจะไม่มีหนังอะไรให้เก็บ แล้วทำไมเราไม่ไปบอกให้เขาทำล่ะ ผมก็ไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แล้วก็ไปคุยกับเขาว่า หนังมันมีประโยชน์นะ มันน่าเก็บ เขาบอกว่าก็ดีนะเพราะมันเป็นเอกสารอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีคนเก็บ คุณไปหามาให้สิ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น


-ตอนที่เขาบอกอย่างนั้น คิดอย่างไรคะ


ก็คิดว่าเขาอาจจะไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือยังไม่มีความสนใจ เพราะงานเขาคงเยอะ เรื่องเอกสาร จดหมายเหตุ เป็นแสนเป็นล้านแผ่น เขาก็เลยบอกว่าถ้าคุณสนใจก็ไปหามา ผมก็บอก ครับ แล้วก็ไปค้น แหล่งแรกที่ไปก็คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะจากข้อมูลที่เราศึกษามา การรถไฟเป็นหน่วยงานแรกของรัฐที่มีการถ่ายทำหนัง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เขาตั้งเป็นกองภาพยนตร์เผยแพร่ข่าว ตอนนั้นละครยังไม่เกิด โรงหนังทำหน้าที่เหมือนทีวี ในสมัยนั้นตกเย็นตกค่ำคนต้องไปดูหนังเหมือนเราอยู่บ้านดูทีวีสมัยนี้ หนังทำหน้าที่เหมือนสื่อมวลชน เขาจะมีหนังข่าว หนังสารคดีให้ความรู้ มีหนังสั้นสำหรับเด็ก แล้วก็หนังเป็นตอนๆ เป็นเดือนถึงจะจบ แล้วก็หนังยาวจบในตัว


ผมไปที่นั่นแล้วก็เจอจริงๆ หนังถูกเก็บทิ้งอยู่ในตู้ เจ้าหน้าที่บอกว่ามันมีกลิ่นเหม็นแสบจมูก กำลังทำเรื่องขออนุญาตเผาทิ้งอยู่ ผมก็รีบติดต่อหอจดหมายเหตุไปรับ แล้วนอกจากพบที่การรถไฟ เราก็พบที่สยามสมาคมเป็นหนังส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 7 ก็ติดต่อเข้าไปขอรับแต่เขาไม่ให้ แต่เราก็คอยติดตามว่าเขาทำอะไรกับหนังหรือยัง ต้องการให้อนุรักษ์ แล้วก็ไปพบปัญหาว่าเขาทำไม่ถูกวิธี แต่เราไม่มีหน้าที่ไง เป็นคนนอก ก็เลยไปทะเลาะกับเขา เราก็เลยมีความรู้สึกว่า แค่ไปบอกให้เขาทำมันไม่พอ ต้องให้เขารู้สึกว่ามันมีคุณค่าจริงๆ


หนังก็ไม่ต่างจากเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากเศียรพระพุทธรูปที่เก็บในพิพิธภัณฑ์ คงต้องทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญ ขณะเดียวกันก็มีคนให้หนังมาเรื่อยๆ แต่ไม่มีที่จะเก็บ ตอนนั้นผมได้ไปสอนพิเศษที่เทคนิคกรุงเทพ เขามีห้องเล็กๆ อยู่ใต้บันได เขาก็ให้เราไปใช้ห้องเก็บฟิล์ม นักศึกษาที่ผมสอนเป็นอาสาสมัครช่วยก็รณรงค์ว่าคุณต้องมีการเก็บหนังให้ถูกวิธีในประเทศไทย ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี (2524-2526) ก็รู้สึกว่าไม่ได้ผล มันไม่เป็นรูปธรรม ก็มีความรู้สึกว่าเสียงเรายังไม่ดังพอ คงต้องทำอะไรสักอย่างให้คนหันมามอง โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ


ผมก็เลยนึกถึงว่าถ้าหาหนังที่คนไม่คิดว่าจะได้เห็น ตื่นเต้น แล้วเห็นว่ามันมีคุณค่า ควรจะมีการเก็บรักษา คงจะมีเสียงดังขึ้น ก็คิดถึงหนังที่เก่าที่สุดเกี่ยวกับคนไทย น่าจะเป็นรัชกาลที่ 5 ผมค้นข้อมูลว่าท่านเสด็จประพาสยุโรป ปี 2440 มีฝรั่งถ่ายไว้ ก็ติดตามจนได้มา เมื่อได้มาแล้วออกข่าวว่า พบภาพยนตร์บันทึกรัชกาลที่ 5 ทางราชการก็บอกว่า เออ..หนังสำคัญนะ กรมศิลป์จะต้องเก็บ ก็เกิดโครงการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ


-ตอนนั้นได้เข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ?


ทางผู้ใหญ่ในกรมศิลปากรก็ติดต่อมาว่าให้มาทำสิ เสนอให้ตั้งเป็นคณะกรรมการโครงการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ มีท่านทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตอนนั้นเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธาน แล้วก็เชิญนักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย คนในวงการมาทำงานร่วมกัน ใช้เวลาประมาณหนึ่งปี พอปี 2527 โครงการก็ได้รับการอนุมัติ เราก็ถือว่าตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โครงการนี้อยู่ในสังกัดกองพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ผมก็ขอใช้สถานที่ด้านหลังของ หอศิลป์ เจ้าฟ้า ทำขึ้นมา


-จากเดิมที่สังกัดกรมศิลป์เกิดอะไรขึ้นถึงได้กลายมาเป็นองค์การมหาชนอย่างในปัจจุบัน


ตอนอยู่ในสังกัดกรมศิลป์ มันก็มีฐานะเป็นงาน คือในโครงสร้างของราชการ งานนี่เล็กที่สุด การพัฒนาแทบจะที่โหล่ในกรม ทีนี้พอมันผ่านไปนานๆ เราก็มัวแต่ทำเรื่องแสวงหา อนุรักษ์ ซึ่งจริงๆ หน้าที่มันต้องบาลานซ์กันระหว่าง ค้นหา รวบรวม อนุรักษ์ ศึกษาวิจัย และเผยแพร่ แต่พองบน้อย เราก็เน้นเรื่องขอ แล้วคนก็จะสมเพชว่าไม่มีงบ ไม่มีอะไร เขาก็ให้หนังให้อะไรมา เราก็ตระเวนไปทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นมันก็จะเต็มไปด้วยขยะ จนผ่านไป 10 กว่าปี เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่โต เวลาเราไปประชุมต่างประเทศ ในโลกนี้มีหอภาพยนตร์อยู่ 100 กว่าแห่ง โดยเฉลี่ยประเทศละแห่ง รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์หอภาพยนตร์แห่งชาติแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เราก็เห็นหอภาพยนตร์ในประเทศที่พัฒนาแล้วได้รับความสำคัญ บางแห่งมีคนทำงานเป็น 500 คน ของเรา 10 คน แรกๆ ก็ไม่กล้าคิดใหญ่โตอะไร แต่พอถึงเวลาหนึ่งหอศิลป์เจ้าฟ้าเขาก็ไล่เราออกมาอยู่ที่นี่


ทีนี้ช่วงปี พ.ศ. 2540 เป็นปีที่มีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ เราก็ได้เรียนรู้เรื่องพระราชบัญญัติองค์กรมหาชน เป็นวิธีที่จะปฏิรูปหน่วยงานของรัฐที่เป็นราชการให้บริการประชาชนได้ดีขึ้น คล่องตัว ออกจากระบบราชการที่เทอะทะขั้นตอนเยอะ เราก็รู้สึกว่าตรงนี้แหละเป็นวิธีที่จะแก้ปัญหาของเรา ถ้าเราอยู่เป็นราชการต่อไปก็เป็นบอนไซ มันไม่โต ก็เลยมาขอเป็นองค์กรมหาชน ซึ่งมันก็ไม่ง่าย ขั้นตอนเยอะ ต้องวิ่งเต้นต้องอะไรเยอะ แล้วก็ต้องให้เจ้ากระทรวงเขาเห็นด้วย ก็ยากแล้ว ต้องใช้พลังเยอะ เสียเวลาไป 8 ปี เราเริ่มทำเมื่อปี พ.ศ.2544 ปี 2552 ถึงสำเร็จเป็นองค์กรมหาชน ก็มีการเปลี่ยนโครงสร้าง มีการสรรหาผู้อำนวยการ มีบอร์ด อยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ของบประมาณได้เอง มันก็ดีขึ้น


-พอได้มาเป็น ผอ.หอภาพยนตร์ ที่เป็นองค์การมหาชนแล้ว วางพันธกิจขององค์กรไว้อย่างไรคะ


ด้วยความที่คล้ายๆ เป็นปมของเราว่าที่ผ่านมาเราเติบโตช้าล้าหลัง ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ตั้งเป้าว่าเราต้องรีบพัฒนาให้ได้มาตรฐานโลก การเก็บภาพยนตร์มันเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องมีมาตรฐานต้องเก็บในห้องเย็น ต้องกำหนดอุณหภูมิอะไรอย่างไร การอนุรักษ์ฟิล์มต้องทำอย่างไร เราต้องทำให้เป็นมาตรฐาน แล้วก็ให้บริการได้กว้างขวาง ไม่ใช่จำกัด ต้องให้คนได้ใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันในช่วงหลังก็รู้สึกถึงว่าประโยชน์สูงสุดของหนังน่าจะอยู่ที่การเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์ นึกถึงเวลาเราเด็กๆ เราดูหนัง เราถึงได้เป็นตัวเป็นตน ก็เลยคิดว่าน่าจะใช้หนังเป็นเครื่องมือการเรียนรู้


เราก็คิดไปถึงว่าหนังเหมือนเป็นศาสนา เรื่องราวในหนังพอดูแล้วมันก็ไม่ต่างจากเวลาพระเทศน์ (หัวเราะ) เพราะมันมีเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง เรื่องความดีความชั่ว เป็นเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น เพราะงั้นถ้าเรารู้จักดูหนังก็จะได้ข้อคิด ได้สติ ได้ปัญญา ฉะนั้นพอหอภาพยนตร์มาเป็นองค์การมหาชน ก็เลยมาตั้งคำขวัญว่า ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา คล้ายๆ เป็นธงนำว่าหออนุรักษ์หนังมันอาจจะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างนะ คนอาจจะมาใช้เพื่อเศรษฐกิจเพื่อการค้า แต่เราคิดว่าสูงสุดคือให้คนใช้มันให้เกิดปัญญา ก็เลยล้อกับธรรมจักร แล้วเอาม้วนฟิล์มมาเป็นเครื่องหมายของเรา


-ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้นช่วยให้การเก็บผลงานง่ายขึ้นหรือไม่


ก็ช่วย คือเราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ ตอนนี้ฟิล์มกำลังจะหมด จะไม่มีใครใช้ฟิล์มอีก เปลี่ยนเป็นดิจิทัล ซึ่งมันก็มีประโยชน์ตรงที่มันแพร่หลาย ราคาถูกกว่าเยอะ แล้วก็ทุกอย่างมันทำง่ายหมด กดๆ เอา แต่ฟิล์มมันเป็นกลไก กระบวนการมันยุ่งยากอะไรต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงเราก็ต้องนำมาใช้ในแง่ของอนุรักษ์ ต้นฉบับเขาทำเป็นฟิล์มก็คงต้องเก็บเป็นฟิล์ม แล้วมันก็พิสูจน์แล้วว่ามันอยู่ได้เป็นร้อยปี การทำวิจัยพบว่ามันสามารถอยู่ได้เป็นพันปี ในขณะที่ดิจิทัลมันอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่มันโตเร็วมาก เริ่มต้นมาแค่ 10 กว่าปี แต่ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่ามันอยู่ได้กี่ปี เวลานี้ทุกๆ 5 ปีก็ต้องอพยพ


-ในส่วนของงานเผยแพร่ การที่หอภาพยนตร์ตั้งไกลจากเมืองอย่างนี้มีปัญหาในการทำกิจกรรมกับคนทั่วไปไหม


จะบอกว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ (หัวเราะ) คือคนที่ไม่มา เขาก็ไม่มา ก็บอกไกล แต่บางทีพอเขามาครั้งหนึ่้งมันไม่ไกลอย่างที่คิด พอมา 5 ครั้ง ที่แท้มันก็ใกล้ๆ ใกล้ไกลมันอยู่ที่ความรู้สึก อยู่ที่เวลา และความตั้งใจ ทำไมคนไปแสวงบุญที่เมกะ(อินเดีย)เขาไปได้ ก็เพราะเขาศรัทธา ทีนี้เวลาเราจัดกิจกรรม เขาจะมามากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์หรือขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจัดมากกว่า แต่บางทีเราไปจัดในเมือง เมื่อเดือนนี้เองเอาหนังที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติไปฉายที่พารากอน ก็มีคนประมาณ 50-60 คน ที่นี่ก็มีคนประมาณนี้แหละ คล้ายกับว่าคนที่สนใจสิ่งนี้มันมีอยู่จำกัด เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่ามันเป็นหน้าที่หลักที่เราต้องสร้างคนดู โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เด็กๆ


ผมก็มีโครงการโรงหนังโรงเรียน เดิมเราก็คิดว่าจะสร้างคนดูที่เป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ค่อนข้างยาก เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ไปดูหนังที่โรงแล้ว เขาสามารถที่จะหาหนังมาดูได้เอง จะซื้อมาดูหรือโหลดหรืออะไรต่างๆ ได้ แต่เราก็มีความเชื่อว่า ดูหนังต้องให้ได้ตามศักยภาพของมัน ให้ได้เต็มอิ่ม หนังที่เขาทำมาเพื่อดูในโรง ก็ต้องไปดูในโรง ขึ้นจอใหญ่ มีบรรยากาศในโรงต้องดูพร้อมคนอื่น มีกิจกรรมทางสังคม ถึงจะได้รสชาติสมบูรณ์


แต่ที่นี้เราก็คิดว่ายากที่จะทำอย่างนั้น คงต้องเปลี่ยนมาสร้างกับเด็กๆ ผมก็เลยทำโครงการ 'โรงหนังโรงเรียน' ได้ตัวอย่างมาจากสวีเดน ผมไปสวีเดนแล้วเห็นที่หอภาพยนตร์ของเขา ตอนเช้าจะมีเด็กนักเรียนเข้าแถวมาดูหนังทุกวัน เป็นหลักสูตรของประเทศเลยว่าเด็กสวีเดนทุกคนต้องไปดูหนังที่โรง ต้องไปดูคอนเสิร์ต ไปดูละคร ไปดูหอศิลป์ เพื่อได้ชื่นชม ได้รู้ทันสื่อ โดยเฉพาะหนังเขาต้องสร้างเองได้ด้วย เพราะถือว่าการทำหนังเป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหนึ่งให้เขาเท่าทันสื่อ เราก็เอามาทดลองที่นี่ก่อน เพื่อที่จะหาหลักสูตร หาหนังจำนวนหนึ่งที่จะทดสอบกับเด็ก


โรงเรียนในนครปฐมเวลานี้ 40 กว่าโรงก็มาอยู่ที่เรา ถ้าสำเร็จจะขยายไปทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งอาจต้องเสนอให้กระทรวงศึกษารับเรื่อง แล้วให้โรงหนังทั่วประเทศ 700 โรงที่เขาไม่ได้ใช้ประโยชน์ในตอนเช้าให้คืนกำไรให้สังคม โดยตอนเช้าก็สละเวลาให้โรงเรียนพาเด็กๆ ไปดูหนังที่จัดไว้ แต่มีวิธีดูคือต้องมีพี่เลี้ยงและครูนำในการชวนคุยชวนให้เด็กคิด ให้เขาคิดเองเป็น หนังดีไม่ดีก็ตาม ให้เขารู้จักวิธีดู รู้จักวิธีคิด ก็เกิดปัญญา


-เห็นว่ากำลังจะทำโครงการขึ้นทะเบียนภาพยนตร์ด้วย?


ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการให้สาธารณะเห็นว่าหนังมีค่าควรแก่การเป็นมรดกของชาติ เรามีศิลปินแห่งชาติเป็นบุคคล หรือว่าขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุต่างๆ วัดวาอารามก็ขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะได้รับการดูแลรักษาไม่ให้เสื่อมสลาย ให้ตกทอดสู่ลูกหลาน หนังก็เช่นเดียวกัน มันก็มีหนังที่มีค่า ถ้าสูญหายไปก็น่าเสียดาย หามาแทนไม่ได้ ในอนาคตลูกหลานก็จะไม่มีโอกาสได้ดู แล้วหนังมันไม่ควรเป็นของใครคนใดคนหนึ่งเพราะกว่าจะสร้างมาได้ก็ใช้ทรัพยากรส่วนรวม


โครงการนี้ซึ่งก็ลอกแบบมาอีกเหมือนกัน(หัวเราะ) ลอกแบบของอเมริกา คือที่อเมริกา หอภาพยนตร์แห่งชาติเขามีการขึ้นทะเบียนภาพยนตร์เป็นมรดกแห่งชาติของอเมริกาทุกปี ตอนนี้น่าจะเป็นพันเรื่องแล้ว หลักการเขาคือเป็นกฎหมาย เป็นความประสงค์ของรัฐสภาให้ขึ้นทะเบียนภาพยนตร์ที่คัดเลือกแล้วว่าเป็นมรดกของชาติ มีงบประมาณให้เป็นพันล้านเพื่อรักษาภาพยนตร์เหล่านั้น มีหลักประกันว่าอยู่รอด อาจจะทำก๊อบปี้ ทำมาสเตอร์เก็บไว้หลายๆ แห่ง แล้วก็เผยแพร่ให้ประชาชนได้เห็นได้ชื่นชม เราก็เอาหลักการนี้มา


เพราะในบรรดาหนังไทยหรือหนังที่เกี่ยวกับชาติไทย บางเรื่องอาจจะไม่ใช่คนไทยทำแต่มันมีเรื่องเกี่ยวกับชาติไทย คนไทย มีความสำคัญกับคนไทย ควรจะขึ้นทะเบียนเพราะมีความสำคัญ แล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ลูกหลานดู เราทำมาเป็นปีที่ 3 เฉลี่ยก็ขึ้นทะเบียนปีละ 25 เรื่อง มีหลักประกันก็คือ จัดงบเอาไว้ดูแล มีการทำสำเนาสำหรับเผยแพร่


-เท่าที่ติดตามพัฒนาการของหนังไทยมา มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางไหน


มีขึ้นมีลงนะ เหมือนวงการอื่นๆ มันมียุคที่เฟื่องฟู ยุคตกต่ำ ยุคที่ฉลาด ยุคที่โง่ เป็นธรรมดา มันเปลี่ยนไปตามสังคม เช่น หลัง 14 ตุลา มันก็มีหนังที่มีสติปัญญา พูดถึงเรื่องสังคมนอกเหนือจากเรื่องส่วนตัว ชายรักหญิง หญิงรักชาย มันเป็นเรื่องความทุกข์ยาก เรื่องอะไรต่างๆ ฉะนั้นมันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปครับ เทคโนโลยี แรงดลใจของคนที่ทำก็เปลี่ยนไป ก็เป็นไปตามยุคสมัย


-อย่างช่วงนี้มีหนังทำเงินหลายเรื่อง ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นความสำเร็จของหนังไทยได้ไหม


มันอยู่ที่เราคิดยังไง ถ้าคนทำหนังคิดว่าหนังเป็นสินค้า เจ้าของหนังคิดว่าหนังเป็นสินค้า เป้าหมายคือการได้กำไรสูงสุด ก็คือดี หนังจะเลวจะดีช่างหัวมัน ขอให้ทำเงินหรือประสบความสำเร็จ ตรงนั้นไม่ผิดเพราะเขาคิดว่าเป็นสินค้า แต่ถ้าเขาคิดว่าหนังเป็นศิลปะหรือคิดว่าศิลปะคือการสื่อความหมาย สมมติเราคิดว่าหนังเป็นศาสนา หนังเป็นธรรมะ มันควรจะดูแล้วนอกจากได้ความบันเทิง เพลิดเพลิน ก็ควรจะให้อะไรที่ทำให้ฉลาดขึ้น ถ้าดูแล้วโง่ลง ก็ไม่ดี ถ้าคนทำหนังไม่ได้คิดว่าหนังเป็นสินค้าเพื่อหาเงิน แล้วเขาทำหนังเพื่อให้คนได้เกิดปัญญา หนังเจ๊งแต่คนดูจำนวนน้อยๆ นั้นฉลาดขึ้น เขาก็จะรู้สึกว่าเขาประสบความสำเร็จ ฉะนั้นเรื่องนี้มันอยู่ที่ว่าคิดยังไงต่อการใช้หนัง


-เหมือนกระแสหลักจะมองว่าหนังเป็นสินค้ามากกว่า ?


ทั้งโลก หนังมันอยู่ในรูปแบบที่เป็นสินค้า ดูไปเพื่อฆ่าเวลา เพื่่อความบันเทิง เพราะฉะนั้นเวลาโฆษณาก็จะบอกว่า สนุก หรือจะเรียกว่าขู่คนก็ได้ ยิ่งบอกว่าทำเงินได้เยอะเท่าไหร่ คนจะได้รู้สึกว่าถ้าไม่ดูจะตกกระแส เอาจุดอ่อนของคนมาใช้ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าดีไม่ดีนะ มันเป็นมุมมองของเขา ส่วนหอภาพยนตร์เก็บหนัง เราก็ไม่ได้เลือกเก็บเฉพาะหนังดี เราเก็บทั้งหมด เลวก็เก็บ เลวมากเท่าไหร่ก็จำเป็นต้องเก็บ เพราะเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าในอนาคตเขาจะมองหนังอย่างไร หนังที่เลววันนี้อาจจะดีสำหรับลูกหลานในอนาคต หรือหนังที่ชื่นชมวันนี้ว่าดี ในอนาคตก็อาจจะมองอีกแบบ หน้าที่เราต้องเก็บไว้ให้เขาได้ตัดสินเอง


-คิดว่าอะไรคืออุปสรรคสำคัญในแง่พัฒนาการของหนังไทย


ผมคิดว่าการเซ็นเซอร์เป็นอุปสรรคสำคัญ คุณไม่มีทางทำอะไรได้ดี เพราะคุณกลัว เซ็นเซอร์เป็นเรื่องที่กดความกล้าในการสื่อสาร แล้วมันสั่งสมมาตั้ง 70 ปี ลองให้คนที่เป็นนักเขียน เขียนหนังสือแล้วคุณต้องส่งให้คณะกรรมการตรวจก่อนถึงจะตีพิมพ์ได้ ก็คงไม่มีใครเขียนได้ดี หนังก็ถูกพันธนาการอย่างนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องห้ามฉาย แค่ใช้กฎหมายปกติ ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง ก็เล่นงานได้อยู่แล้ว ใครที่ผิดที่หมิ่น ขัดความมั่นคงอะไรก็สามารถเล่นงานได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหนังลามกอนาจารก็ได้อยู่แล้ว ตรงนี้มันมีกฎหมายปกติอยู่แล้ว

ทีนี้โดยหลักของนักเซ็นเซอร์เขาก็จะมองว่า เขาป้องกันไม่ให้สังคมได้รับความชั่วร้าย เพราะฉะนั้นก็กันไว้ก่อน คล้ายๆ ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด แต่เรามองว่าให้เกิดมาเถอะ เหมือนกับมนุษย์น่ะต้องใช้เจอเชื้อโรคบ้าง ไม่อย่างนั้นคุณไม่มีทางมีภูมิคุ้มกัน ฉะนั้นตัวกฎหมายปกติ รวมทั้งสำนึกของมนุษย์ ถ้าปล่อยให้ฟรี ก็ไม่ใช่ว่าใครจะกล้าทำหนังลามกมาฉายบนดิน หรือหมิ่นประมาทบุคคล เพราะมันถูกจับได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามันมีเสรี ผมคิดว่าผู้สร้างก็จะต้องมีความรับผิดชอบโดยธรรมชาติ แต่เวลานี้มันกลายเป็นว่าทำไปเถอะ เดี๋ยวมีคนตรวจให้ แล้วคนก็ไม่กล้าทำอะไรที่มันสุดๆ แบบที่ต้องการ เพราะกลัวว่าจะเจอปัญหา


-อีกไม่กี่ปีประเทศไทยก็จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในส่วนของภาพยนตร์มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร

ยังมองไม่ออกนะ เมื่อ 20 ปีมาแล้วเคยมีความคิดว่าจะร่วมทุนทำหนังในอาเซียนด้วยกัน ก็ไม่สำเร็จ เวลานี้แค่แลกเปลี่ยนกันก็ยังไม่เกิด ขณะที่คนไทยรู้ดีว่าเกาหลี หรือฝรั่ง กิน อยู่ หลับนอนอย่างไรจากหนัง แต่พม่า เขมร แทบจะไม่รู้ ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านติดกัน แต่เมื่อเปิดแล้ว มันก็อาจจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยน ในส่วนของหอภาพยนตร์ตอนนี้มีโครงการเรียนรู้ประชาคมอาเซียนผ่านภาพยนตร์ มีโครงการคัดเลือกหนังประเทศละ 10 เรื่อง ใน 3 ปีข้างหน้าก็จะนำมาจัดฉาย โครงการนี้มันพ่วงมากับงบประมาณที่เราได้รับในการจัดซื้อรถโรงหนัง เป็นรถที่ไปจอดแล้วมันขยายเป็นโรงหนังขนาด 100 ที่นั่ง สามารถไปจอดตามหมู่บ้านอะไรต่างๆ เพื่อเด็กที่ไม่มีโอกาส เพราะเดี๋ยวนี้ไปดูหนังมันแพง มันกลายเป็นของฟุ่มเฟือยเฉพาะหนุ่มสาว ไม่เหมือนเมื่อก่อนหนังมันเป็นมหรสพราคาถูก ถ้าเรามีรถโรงหนังอย่างนี้ก็จะทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้เพื่อนในอาเซียนผ่านโครงการนี้


-ถึงวันนี้คิดว่าได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ครบถ้วนหรือยังคะ


เมื่อ 29 ปีที่แล้ว เราคิดว่าเมื่อจัดตั้งเป็นหอภาพยนตร์แห่งชาติ อยู่ในราชการ ก็เป็นหลักประกันว่ามันจะเติบโต ราชการคือความมั่นคง ไม่คิดว่าจะต้องมาทำงานด้วย แต่ก็ตกบันไดพลอยโจร เมื่อเราไปติดต่อหาหนังที่ไหนเขาก็ฝากความหวังกับเราให้ช่วยดูแลด้วย มันก็เลยกลายเป็นหน้าที่ สักพักหนึ่งพบว่ามันมั่นคงก็จริงแต่มันแกร็น แล้วเรามาพบทางสว่างว่ามันต้องเป็นองค์การมหาชนเพื่อบริหารจัดการตัวเองได้ ก็ทำ พอเป็นแล้วก็รู้สึกว่ามันได้ลงดิน ตอนแรกคิดว่ามันพิการอยู่ ตอนนี้มันก็เริ่มแตกกิ่งก้าน ในอนาคตมันก็คงออกดอกออกผลให้ประโยชน์กับสังคม