ปฐมบท ซูเปอร์แมน แอ็คชั่นทะลุเพดาน ซูเปอร์ฮีโร่

ปฐมบท ซูเปอร์แมน แอ็คชั่นทะลุเพดาน ซูเปอร์ฮีโร่

ความเห็นต่อหนัง Man of Steel ซึ่งเป็นการปลุกชีพพระเอกการ์ตูนของค่ายดีซีคอมมิกส์ มาโลดแล่นบนจอใหญ่ภาคคนแสดงจริง แนวทางแอ็คชั่นผสมไซไฟ

การปลุกชีพพระเอกการ์ตูนของค่ายดีซีคอมมิกส์ มาโลดแล่นบนจอใหญ่ภาคคนแสดงจริง แนวทางแอ็คชั่นผสมไซไฟของหนังตระกูล ซูเปอร์ฮีโร่ ที่มาตอบคำถามแรกว่า "ซูเปอร์แมน" มาจากไหน?

Man of Steel หนังเล่าเรื่องราวจากวันที่ทารกน้อยชื่อคาร์ลเอล กำเนิดที่ดาวคริปตัน แต่อาณาจักรแห่งนั้นกำลังล่มสลายทั้งความเสื่อมทางกายภาพและการเมือง พ่อของเขาจึงส่งตัวเด็กน้อยมาสู่ดาวดวงใหม่ เพื่อการเติบโตและรอวันสืบสานเผ่าพันธุ์ของเขาในเวลาที่เหมาะสม ในดาวโลกเขาจะมีรูปลักษณ์ไม่ต่างกับชาวโลก แต่เขามีความที่แตกต่าง นั่นเป็นที่มาของการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ และภารกิจที่มาพร้อมกับพลังพิเศษในตัว จนกลายเป็น "ซูเปอร์แมน" ซูเปอร์ฮีโร่คนเก่งที่มีความเพียบพร้อมด้วยพลังวิเศษที่ธรรมชาติและเนื้อแท้ความเป็นวีรบุรุษ ซุกซ่อนอยู่ใต้การเป็นพลเมืองอเมริกันธรรมดา


ความพยายามเป็น "หนังไซไฟ" อยู่ที่ให้รายละเอียดพื้นฐานเชิงวิทยาศาสตร์แห่งชีวิตและดวงดาว ในการเสนอเรื่องราวบนดาวคริปตัน และ "เงื่อนไข" ของการเกิดขึ้นของ คาร์ล-เอล ก่อนจะมาเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่" บนดาวโลก ในช่วงครึ่งแรกจึงอาจให้ความรู้สึกจะเหมือนกำลังดู "ดราม่า" ทางดิสคัฟเวอรี่แชนแนล ตอนกำเนิดดาวคริปตัน ในแบบที่ซูเปอร์แมนตอนอื่นๆ ไม่ได้เล่าเรื่องที่มีรายละเอียดและไม่ได้ให้เวลาบนจอยาวนานเท่ากับเวอร์ชั่นนี้

อิทธิพลของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในฐานะผู้ปลุกปั้นหนังและนั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์ เห็นชัดในภาครายละเอียด และการสร้างตัวละคร คลาก เคนท์ จากแรกเกิดจนกระทั่งเรียนรู้การใช้พลังของเขา เป็นแนวคิดและแนวทางที่ โนแลนเคยพิสูจน์ให้โลกยอมรับมาแล้ว จากการรีบูท แบทแมนใน Dark Knight ไตรภาค

โนแลน มีคำอธิบายให้กับ สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังซูเปอร์ฮีโร่ของเขาการอธิบายที่มาที่ไป และการทำให้ ซูเปอร์ฮีโร่ มีตัวตนและเชื่อมจินตนาการจากหน้ากระดาษหนังสือการ์ตูนกับ พื้นฐานคนจริง เป็นจุดเปลี่ยนของวงการมาแล้ว
ในเรื่องนี้เช่นกัน ทุกรายละเอียด กลไก ในการปฏิบัติ ท่วงท่าต่อสู้ที่ให้รายละเอียด "ความสามารถ" ของการเป็น "นักรบ" ของซูเปอร์แมน ที่มาของเครื่องแบบซูเปอร์แมน โลโก้ตัว S ที่เป็นอีกความหมายสำคัญในอีกภาษาหนึ่ง

กระทั่งเหตุผล ทำไมซูเปอร์แมน "บินได้" การให้เวลาบนจอกับการสาธิตท่วงท่า เทคนิคการลอยตัว แรงโน้มถ่วงของโลก นั้น หนังยังพยายามทำให้สมเหตุสมผล ผสมผสานกับ "ความศรัทธา" ของผู้ชมที่ละไว้ให้เห็นความเป็นซูเปอร์ฮีโร่บนจอแบบไม่เลื่อนลอยเกินไป(ฉากบู๊ก็ยังเกินชีวิตจริงอยู่ดี) จนถึงเหตุผลที่ซูเปอร์แมนแฝงตัวในคราบคนทำงานหนังสือพิมพ์


หนังอาศัยบทพูดเพื่อแทรก ปรัชญาแห่งการก่อเกิดชีวิตและการใช้ชีวิต เพื่อวาง "เนื้อหา" ให้กับหนัง ถ้าชอบบทพูดเท่ๆ ก็ได้ยินได้ฟังแน่ๆ แต่จะจับใจไหม ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล

และแน่นอน การใช้ทีมนักแสดงสมทบ ที่เต็มไปด้วย "พลังดารา" ในบทสมทบเกือบทุกส่วนทำให้หนัง Man of Steel มีพื้นฐานที่แข็งแรง เป็นหลักพื้นฐานการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่โปรดิวเซอร์ โนแลน บอกเสมอว่า เขาอาศัยนักแสดง เพื่อให้ทีมงานสร้างได้ไปทุ่มเทกับส่ของเทคนิคโดยไม่ต้องกังวลว่าตัวละครของเขาจะง่อย ซึ่งเป็นบทเรียนที่โนแลนอิงมาจาก Superman ปี 1978 งานของผู้กำกับ ริชาร์ด ดอนเนอร์ ที่มีนักแสดงสมทบอย่าง มาร์ลอน แบรนโด ยีน แฮ็คแมน มาสนับสนุนพระเอก คริสโตเฟอร์ รีฟส์ นั่นเอง

ตั้งแต่บทพ่อผู้ให้กำเนิด (รัสเซลล์ โครว์ นักวิทยาศาสตร์แห่งดาวคริปตัน) บุคลิกที่แข็งแรงของนักแสดงเหล่านั้น ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ในบางบทอาจจะเรียกความทรงจำดีๆ บน จอกลับคืนมาได้ อาทิ บทคุณพ่อบุญธรรม ของ คลาก เคนท์ แสดงโดย เควิน คอสต์เนอร์ ซึ่งบท ชาวไร่อเมริกันที่จะมีสำนึกเป็นฮีโร่ ด้วยตัวเอง นั้น เป็นการส่งผ่าน "ค่านิยม" และอุดมคติ อเมริกัน สู่ตัวละครที่เป็น ซูเปอร์ฮีโร่ ขวัญใจอเมริกันบนจอเงินได้อย่างเหมาะเจาะ ฉากบ้านไร่ของคลากกับครอบครัว ที่มี พายุทอร์นาโด เป็นภัยธรรมชาติแบบสามัญของท้องถิ่นแคนซัส ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในช่วง "จุดเปลี่ยน" สำคัญของตัวละครคลาก เคนท์

และ คาแรคเตอร์ของทั้งพ่อตัวจริงและพ่อบุญธรรม ก็เป็นเบ้าหลอมความเป็นฮีโร่ของซูเปอร์แมนด้วย

รวมถึงการสร้าง "ตัวร้าย" อย่าง นายพลซอดแห่งอาณาจักรที่ล่มสลายของดาวคริปตัน จากการเลือกนักแสดง อย่าง ไมเคิล แชนนอน มาสวมบทผู้ร้ายในแบบแผนของหนังแอ็คชั่น แต่มี "จุดหักมุม" ที่เรียกร้องความเข้าใจ และ ทำให้ นายพลซอด เป็นตัวละครที่กลมขึ้น เป็นสิ่ง เดวิด กอยเยอร์ส คนเขียนบท สามารถ "แรเงา" ให้เกิดมิติเหล่านี้ได้

ขณะที่การเข้าสู่ฉาก "สู้ถล่มเมือง" แบบล่าล้าง ที่ ผู้กำกับ แซค ซไนเดอร์ (ผู้กำกับ 300 และ Watchmen) "กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์" อย่างไม่ยั้ง ดูเหมือนจะตอบสนองเทคโนโลยีสามมิติและโรงใหญ่แบบไอแม็กซ์

หนังทุกเรื่องที่เราเคยเห็นในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ถูกนำกลับมาละเลง บทบู๊ แบบนอนสต็อปในเรื่องนี้ (โอ้ววว) และ พุ่งทะลุเพดานบรรยากาศห่อหุ้มดาวโลก ไปจนถึงวงโคจรดาวเทียม ที่อาจจะทำให้อดีตมือวางระเบิดถล่มจอ อย่างไมเคิล เบย์ แห่ง Transformers แฟรนไชส์ อาจจะต้องนั่งเกาคางเลยทีเดียว


Man of Steel รีแคป ทั้งพล็อตมนุษย์ต่างดาวบุกโลกเพื่อการสร้างเผ่าพันธุ์ อย่างที่เห็นในหนังไซไฟ The Day The Earth Stood Stills หรือ การเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนอย่างใน Close Encounters of the Third Kind และอีกหลายเรื่อง ขณะที่ไร่ข้าวโพดกับแสงทองแห่งความหวัง ทำให้นึกถึง Field of Dreams (หนังเบสบอล ที่เควิน คอสต์เนอร์ เป็นพระเอกเมื่อปี 1989) หวนกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง


จุดด้อยที่เป็นทั้งจุดเดือดของหนัง คือฉากบู๊ระห่ำจนฝุ่นตลบ ซึ่งอาจจะต้องอาศัย "ศรัทธา" ของผู้ชมที่มีต่อหนัง จึงจะมองเห็นเนื้อหาสาระที่น่าสนใจของหนังได้

หลังฝุ่นตลบของการสู้รบแบบนอนสต็อปของอาวุธทำลายล้างสูง ยานพาหนะ ทุกรูปแบบ วิบัติภัยบนพื้นดิน (พายุ)ทอร์นาโด มีนิทานอุปมาหลายเรื่องที่อ่านได้จากหนัง ไม่ว่าจะเป็น การถล่มตึกสูงเมืองนิวยอร์ก เครื่องบินรบพุ่งชน ระหว่างการต่อสู้ของกองทัพอเมริกันเจ้าบ้าน กับนายพลแห่งดาวคริปตัน ผู้รุกราน ต่างคนต่างมีเหตุผลการสู้รบ "เพื่อประชาชนและเผ่าพันธุ์" ของตัวเอง การต่อสู้ระหว่างมนุษย์และสิ่งที่มีพลังเหนือกว่า การยืนยันศรัทธาที่มีต่อความเป็นมนุษย์ และไม่ลืม สถานะของการเป็นพลเมืองอเมริกันของซูเปอร์ฮีโร่คนนี้ด้วย

ปฐมบทของซูเปอร์แมนเวอร์ชั่นนี้ ยังหยิบยืมเอาพล็อตตำนาน "การมาถึงของ "ผู้วิเศษ" เมื่อเด็กทารกคนนี้ถูก(ห่อตัว)ส่งมาในยานอวกาศมาหล่นลงท้องทุ่งไร่ข้าวโพด (นึกถึงตำนานเด็กทารกที่ลอยมาในตะกร้าเกยฝั่งพระราชวังริมแม่น้ำไนล์ หรือเด็กน้อยที่เกิดในรางหญ้าที่เบธเลเฮ็ม) ก่อนจะถูกเลี้ยงดูไปสู่การผู้รู้จักใช้พลังพิเศษในทางที่เหมาะที่ควร

โดยสรุป Man of Steel เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่บินสูงด้วยพลังงานทะลุจอหนังสามมิติและไอแม็กซ์ เนื้อเรื่องที่ดูเหมือนจะมีน้อยนิด และเทียบช่วงเวลาอัดแน่นไป

ด้วยฉากแอ็คชั่นหนังไม่ลึกล้ำในแง่เนื้อหาอารมณ์ดราม่า เปรียบเสมือน "หลุมดำ" ในหนัง แต่หนังก็ไม่ได้ขาด "เนื้อใน" ไปเลยเสียทีเดียว และแผงอกตึงเปรี๊ยะของซูเปอร์แมนเป็นโบนัสพิเศษ