จักรยานสาธารณะ จากนิวยอร์คถึงกรุงเทพฯ

จักรยานสาธารณะ จากนิวยอร์คถึงกรุงเทพฯ

ในขณะที่เมืองใหญ่หลายเมืองกำลังพยายามผลักดันให้คนในเมืองหันมาใช้จักรยานมากขึ้น

นิวยอร์คซิตี้ ที่มีประชากรระหว่างวันกว่าแปดล้านห้าแสนคนนั้น ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาโครงการจักรยานสาธารณะกลางเมือง ก็ได้เปิดตัวอีกครั้งด้วยการสนับสนุนจากธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างซิตี้แบงค์ภายใต้ชื่อ "ซิตี้ไบค์" สมาชิกรายปีราคา $95 บวกภาษีไปอีก 8.875% เป็น $103.43 พอคิดเป็นเงินไทยช่วงบาทแข็งก็ราวๆ 3,000บาทต่อปี ผลตอบรับคือผู้สนใจกว่า 8,000 ราย สมัครสมาชิกประเภทรายปี วันที่ 2 มิ.ย. "ซิตี้ไบค์" จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันจำนวนสถานีบริการกว่า 3,300 จุด จำนวนจักรยานกว่า 6,000 คัน ก็เริ่มกระจัดกระจายไปทั่วมหานครนิวยอร์คแห่งนี้ ถึงแม้ว่าผลตอบรับจะมีทั้งบวกและลบ ไม่ว่าจะเป็นการที่โลโก้ขนาดใหญ่ของผู้สนับสนุนรายหลักที่บริเวณสถานีบริการมีขนาดและสีสันที่เกินพอดี หรือจุดที่ตั้งในย่านโซโห ย่านศิลปะของนิวยอร์คซิตี้ ที่มีการคัดค้านว่าสถานีจะบดบังความเป็นศิลปะของย่านนี้ ตอนนี้ก็มีการส่งจดหมายขอร้องให้ทางการแก้แบบของสถานีที่กำลังเป็นปัญหา แต่ดูเหมือนความพยายามของทางการ ในการผลักดันให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจะไม่เป็นการเดินหน้าแบบเต็มแรง ไม่สนต่อแรงคัดค้าน เหมือนๆ กับทางการเรากับการสร้างเขื่อน เพราะโครงการจักรยานนี้ก็ยังเดินหน้าต่อไป

นิวยอร์คซิตี้ มีชื่อเล่นว่า "บิ๊กแอปเปิ้ล" ถึงแม้ว่าที่มาของชื่อจะยังคลุมเครือ บ้างก็ว่ามาจากการที่ใครๆ ก็อยากจะมาลิ้มชิมแอปเปิ้ลลูกใหญ่ลูกนี้ของเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ, ศาสนา ซึ่งพอมาเทียบๆ ดูแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็น่าจะคล้ายๆ กับกรุงเทพฯ จนถึงกับมีการตั้งฉายาว่า "บิ๊กแมงโก้" เลยทีเดียว

กรุงเทพฯ ก็เคยมีคนคาดคะเนว่ามีประชากรระหว่างวันเกือบสิบล้านคน ปัญหาจราจรยังถือว่าเป็นเรื่องต้นๆ ที่ทุกคนพูดถึง ถึงแม้ว่าระบบขนส่งสาธารณะจะมีอย่างทั่วถึง แต่หลายๆ คนก็ยังตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในรถสาธารณะบางประเภท ความพยายามในการแก้ใขปัญหารถติดนั้นก็ยังดูเหมือนไม่มีหนทางชัดเจน นอกเหนือจากระบบขนส่งทางรางที่ช่วงเช้าและหลังเลิกงานคนแออัดๆ พอๆ กับปลากระป๋องส่งออก นโยบายจักรยานที่มักจะออกมาช่วงหาเสียงและหายไปหลังรับตำแหน่งก็ยังมีไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าในบริเวณใจกลางเมืองจะเริ่มมีโครงการจักรยานสาธารณะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่น่าดึงดูดมากนัก คนที่กล้าปั่นจักรยานในเมืองคือคนที่มีจักรยานอยู่แล้ว และคนที่ไม่มีจักรยานก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการปั่นในเมืองหลวง

จะว่าคนไทยไม่ชอบปั่นจักรยานก็คงไม่ถูกต้องนัก ดูจากร้านให้เช่าจักรยานที่สวนรถไฟและจำนวนผู้ใช้บริการที่เริ่มจะแออัดจากปริมาณจักรยานรอบๆ สวน น่าจะตอบคำถามได้เป็นอย่างดี ในขณะที่คนจำนวนมากก็อยากจะปั่นจักรยานในเมืองมากขึ้นแต่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ร่วมถนนท่านอื่น ไม่ว่าจะเป็นขนาด 2 ล้อ 4 ล้อ หรือเกินกว่าที่เบียด ปาด แทรก ตัดหน้า และรู้สึกว่าจักรยานนั้นเป็นสิ่งเกะกะบนถนน

ส่วนผู้ใช้จักรยานในเมืองก็มองว่าถ้าเราไม่เริ่มปั่นในเมืองและแสดงตัวตนให้คนอื่นเห็นว่าจักรยานก็เหมือนยานพาหนะร่วมถนนคันหนึ่งที่ใช้พื้นที่น้อยกว่าแถมลดการใช้พลังงานจำพวกฟอสซิลด้วย เราก็ยังเป็นจักรยานคันหนึ่งที่จะถูกระรานบนถนน

ถ้าย้อนกลับไปดูเราจะเห็นหลายโครงการที่พยายามผลักดันให้คนใช้จักรยานในเมืองหลวงมากขึ้น แต่ท้ายสุดแล้วคงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของคนในเมืองนางฟ้าแห่งนี้ว่า

"เราพร้อมที่จะมองจักรยานเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมใช้ถนนสาธารณะและมีสิทธิ์มากกว่าเป็นสิ่งเกะกะบนถนนแล้วหรือยัง?"