เมื่อ "เจ้าป่า" ถูกล่า

เมื่อ "เจ้าป่า" ถูกล่า

เสือคือสิ่งที่อยู่บนยอดพีระมิดของห่วงโซ่อาหาร แต่วันนี้ยอดพีระมิดนั้นกำลังถูกหักโค่นลง เพราะมนุษย์เข้ามาทำหน้าที่แทนเสือ

กลางดึกคืนหนึ่ง ท่ามกลางผืนป่าตะวันออกของประเทศไทย ชายผู้หนึ่งได้รวบรวมทีมของเขาเท่าที่จะหามาได้ ออกลาดตระเวนท่ามกลางความมืดเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ของตนตามปกติ ในบางช่วงเวลาเขาจะได้ยินเสียงปืนมาจากมุมหนึ่งของป่า เมื่อเดินเข้าไปหา เสียงปืนนั้นก็จะไปดังในอีกที่หนึ่ง เป็นเช่นนี้ตลอดทั้งคืน บางครั้งเขาต้องผวากับเสียงปืนนี้จนถึงรุ่งเช้า

ลองจินตนาการถึงภาพของชายผู้นั้นอยู่ท่ามกลางดงกระสุนของพรานป่าที่เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน ซึ่งเป็นสมบัติของสาธารณะ หน้าที่นี้แม้จะเป็นการเสี่ยงชีวิตทำเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง แต่ชายผู้นั้นยังคงไม่ละทิ้งหน้าที่และยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนในการดูแลรักษาผืนป่าห้วยขาแข้งอย่างมุ่งมั่น เขาได้ปฏิญาณเอาไว้ว่า

"ผมมารับงานที่นี่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน" ชายผู้เอ่ยประโยชณ์นี้ก็คือ สืบ นาคะเสถียร

สืบ รู้ดีว่าทุกเสียงปืนที่ได้ยินนั้น คือหนึ่งชีวิตที่เสียไป เขาพยายามผลักดันให้ห้วยขาแข้งเป็นอุทยานแห่งชาติ หลังจากที่สืบได้เสียชีวิตลง การตายของเขาไม่เสียเปล่า ชีวิตของสืบถูกแลกมาด้วย "ทะเบียนมรดกโลก" เพื่อเป็นการยืนยันอย่างถาวรว่า ป่าผืนนี้จะยังคงอยู่และถูกบำรุงรักษาต่อไป

แม้ห้วยขาแข้งจะถูกจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าป่าแห่งนี้จะปลอดภัยจากการรุกราน การล่าสัตว์และการตัดไม้ยังคงมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ ผืนป่าหลายแห่งถูกแทนที่ด้วยเมือง สัตว์ป่าไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย หนำซ้ำยังเกิดปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าโดยเฉพาะ "เสือโคร่ง"

เสือร้องไห้

เสือโคร่งคือหนึ่งในสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ แม้จะถูกจดทะเบียนเป็นสัตว์สงวนแล้วก็ตาม ทว่า ประชากรเสือโคร่งก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นวิกฤต

มีตัวเลขที่น่ากลัวเกี่ยวกับสถิติประชากรเสือโคร่งทั่วโลกจาก สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ซึ่งเผยว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีประชากรเสือโคร่งประมาณ 100,000 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3,200 ตัวจากทั่วโลก ซึ่งส่วนมากอยู่ในการครอบครองของเอกชน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ดำรงชีพอยู่ในป่า

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรเสือโคร่งมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คืออยู่ที่ประมาณ 250 ตัว รองจากประเทศอินโดนีเซีย ที่มี 1,700ตัว เมื่อเทียบกับประชากรเสือในสมัยก่อนแล้ว คำว่า "มากที่สุด" ก็ไม่สามารถทำให้เราสบายใจได้ เพราะการลดลงของประชากรเสือยังไม่มีทีท่าว่าหยุด
อย่างไรก็ตาม แม้เสือโคร่งจะอยู่ในภาวะวิกฤต แต่ความหวังก็ยังคงมี เพราะ "อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง" เป็นหนึ่งในอุทยานที่มีการจัดการที่ดีที่สุดในโลก ทั้งในเรื่องการดูแลและการศึกษางานวิจัยเสือโคร่ง และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ บวกกับการจัดการที่ยอดเยี่ยม ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีเสือเยอะที่สุดในประเทศไทย

ทำไมต้องอนุรักษ์เสือโคร่ง

เมื่อถามว่า “ทำไมต้องอนุรักษ์เสือโคร่ง สัตว์อื่นๆ ไม่ต้องอนุรักษ์หรือ?”

จริงๆ การมีเสือโคร่งในป่านั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง และที่ต้องอนุรักษ์เสือโคร่งนั้นก็มีเหตุผลมากกว่าคำว่า "ใกล้สูญพันธุ์"

ชัชวาลย์ พิศดำขำ ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอุทัยธานี อธิบายว่า “เสือคือสิ่งที่อยู่บนยอดพีระมิดของห่วงโซ่อาหาร ถ้ามีเสืออยู่แสดงว่ายังมีอาหารของเสือ เก้ง กวาง กระทิง วัวแดง สัตว์ต่างๆ อยู่อย่างสมบูรณ์ เมื่อมีสัตว์ต่างๆ อยู่ ก็แสดงว่ายังมีทรัพยากรป่าไม้อยู่มาก”

ด้าน ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวเสริมถึงความสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่งว่า เสือจัดเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า การอนุรักษ์เสือจึงเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศขนาดใหญ่

“เสือโคร่งมีบทบาทในระบบนิเวศของมัน เสือเป็นตัวสำคัญในการควบคุมปริมาณของเหยื่อ ซึ่งปัจจุบันก็มีมนุษย์มาทำหน้าที่แทน แต่การล่าของเสือกับมนุษย์นั้นแตกต่างกัน มนุษย์จะล่าตัวที่โดดเด่น และแข็งแรง ขณะที่เสือจะล่าเหยื่อตัวที่อ่อนแอ เสือจะทำหน้าที่คัดเลือกพันธุกรรม ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่คือพันธุกรรมที่แข็งแกร่งพอที่จะสืบพันธุ์ต่อในภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน”

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า การมีเสือโคร่งไม่ได้แปลว่ามันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เสือโคร่งนั้นต้องมีพื้นที่และไม่ใช่พื้นที่เล็ก อีกทั้งเสือต้องมีเหยื่อ และการที่จะรักษาเสือโคร่งได้ต้องไม่มีการล่า แต่การล่าเสือโคร่งนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว เป็นปัญหาที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

เมื่อถามว่า "ทำไมคนถึงล่าเสือโคร่ง?" คำตอบคือ "ผลตอบแทนอย่างงาม" สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญให้คนกล้าเข้ามาเสี่ยงล่าเสือโคร่งถึงในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งคนที่เสนอราคาส่วนมากนั้นไม่ใช่คนไทย และเดิมทีวัฒนธรรมในการล่าเสือโคร่งไม่พบบ่อยในประเทศไทย ในบางชนชาติเท่านั้นที่ยังมีความเชื่อว่า อวัยวะของเสือคือยาอายุวัฒนะชั้นดี ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากภายใน(ประเทศ)โดยตรง

หน่วยพิทักษ์เสือโคร่ง

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับใครที่ต้องมาดูแลป่าห้วยขาแข้งที่มีพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านตารางกิโลเมตร ต่อเจ้าหน้าที่ 250 คน ซึ่งที่แห่งนี้ใช้คน 80 เปอร์เซ็นต์ ในการลงพื้นที่ และ 20 เปอร์เซ็นต์ ในการทำงานด้านวิชาการ เฉลี่ยแล้ว 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ 1 หมื่นไร่

การทำงานของเจ้าหน้าที่แสนลำบาก ดังที่ สมโภชน์ มณีรัตน์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ของอุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง ต้องเดินเฉลี่ยคนละ1,600 กิโลเมตร ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเดินสำรวจ เพราะการมองจากเครื่องบินนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียด และบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตัดไม้ แต่เป็นการล่าสัตว์ป่า

“ผมบินมาหลายครั้งแล้ว ผมไม่เคยเห็นคนล่าสัตว์จากบนเครื่องบินเลย” สมโภชน์ บอก และเสริมว่า

"ถ้าเรามองป่าห้วยขาแข้งคือร่างกาย สถานีวิจัยของเราก็คือสมอง การบริหารจัดการต้องดำเนินไปบนพื้นฐานวิชาการ 1.8 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ใหญ่เกินกว่าที่จะเดินเท้าไปจัดการโดยไม่ใช่หลักวิชาการ"

สำหรับงานวิจัยหลักที่ห้วยขาแห้งให้ความสำคัญและกำลังศึกษาอยู่คือ 1.ศึกษานิเวศของเสือโคร่ง เพื่อใช้ในการจัดการ 2.การประเมินประชากรของเสือ โดยเฉพาะในพื้นที่มรดกโลก เพื่อตอบคำถามว่าการจัดการนั้นได้คุณภาพหรือไม่ 3.สำรวจการกระจายพันธุ์ เพื่อให้เห็นถึงการจัดการว่าพื้นที่ที่ดูแลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ มีการกระจายพันธุ์ไปที่อื่นเพราะเหตุใด ถือเป็นการชี้วัดคุณภาพของการจัดการพื้นที่

ในการศึกษานิเวศวิทยาเกี่ยวกับเสือโคร่ง มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เสือโคร่งตัวผู้จะใช้ชีวิตในพื้นที่ราว 300 ตารางกิโลเมตร เพราะฉะนั้นในพื้นที่เล็กเสือโคร่งตัวผู้จะอยู่ไม่ได้ ในทางกลับกัน สำหรับเสือตัวเมียจะใช้พื้นที่เพียงแค่ 70 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นในพื้นที่ของตัวผู้จะมีตัวเมียประมาณ 2-3 ตัว เมื่อมันมีลูก ลูกก็ต้องหาพื้นที่ใหม่ ขนาดของป่ารวมถึงปริมาณของเหยื่อในพื้นที่ก็ต้องมีเพียงพอ มิเช่นนั้นเสือจะไม่สามารถขยายพันธุ์ไปได้มากกว่านี้

เสืออยู่ได้ด้วยคน

โชคดีที่ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนแหล่งพันธุกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเสือโคร่ง หลายคนมองการอนุรักษ์เพียงแค่ว่า มีป่าไม้จำนวนมากจะทำให้มีสัตว์ป่าเยอะ แท้จริงการมีป่าไม้มากไม่ได้หมายความว่า จะสามารถรักษาชีวิตของสัตว์เหล่านั้นได้

หากมองการอนุรักษ์ป่าในเชิงปริมาณอย่างเดียว ก็จะมีแต่ข้อมูลในทำนองว่า เหลือผืนป่ากี่เปอร์เซ็นต์ อันที่จริงป่าบางแห่งในบางพื้นที่ไม่ได้ลดลง ป่าเปรียบเสมือนเปลือกไข่ที่หุ้มพื้นที่อยู่ ซึ่งถ้ามองจากภายนอกแล้ว อาจจะมองว่าเปลือกไข่ดูแข็งแรง แต่คุณค่าที่อยู่ภายในนั้น บางทีมันเหลือน้อยจนน่าเสียดาย

"สำหรับงานป้องกันของห้วยขาแข้งไม่มีสิทธิหยุด งานวิชาการไม่มีสิทธิจะหยุด รวมถึงงานสร้างจิตสำนึกก็ไม่มีสิทธิจะหยุดเช่นกัน ที่นี่ยังคงมีการถูกบุกรุกอย่างหนักและอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น คนที่นี่ทำงานหนักมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยจะลดลง" สมโภชน์ พ้อ

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อธิบายว่า แท้จริงแล้วเสือเป็นสัตว์ที่อยู่ได้ด้วยคน หากคนไม่ดูแลมันก็อาจจะสูญพันธุ์ไปได้ เมื่อเสือสูญหายไป ระบบนิเวศขนาดใหญ่ก็จะสิ้นสภาพตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเสือต้องการการดูแลอย่างมาก

“สิ่งที่พูดมาจะไม่มีประโยชน์ถ้าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นว่าทำไมต้องอนุรักษ์เสือ คนทำงานอย่างเราๆ มองเห็นกันอยู่แล้ว เวลาเราคุยกับใครเรื่องนิเวศจะมีสักกี่คนที่เข้าใจ เสือโคร่งเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัด ถ้าเสือโคร่งอยู่นั้นคือความสมบูรณ์ของระบบ แต่ถ้ามันหมดไปแสดงว่าระบบมันเฮงซวย แม้จะมีป่าเหลือแต่ป่าที่ไม่มีสัตว์ ก็คือป่าที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ” หัวหน้าสมโภชน์ สรุป