นั่งรถไฟไป”ฮัมบูร์ก” (Advertorial)

นั่งรถไฟไป”ฮัมบูร์ก” (Advertorial)

ฮัมบูร์กคือเมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมัน และถ้าจะย้อนไปนานกว่านั้น ก็ต้องบอกว่าฮัมบูร์กเคยถูกสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายจนเมืองยับเยิน

รถไฟเยอรมันพาฉันโคลงเคลงจากแฟรงก์เฟิร์ตอยู่ราวสี่ชั่วโมง ก็ค่อยๆเคลื่อนเข้าหาสถานีรถไฟกลางประจำเมืองฮัมบูร์ก

ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฮัมบูร์กเลย นอกจากการเป็นเมืองท่าที่สำคัญของเยอรมันของยุโรป และของโลก

พอมาค้นข้อมูลดู ถึงได้รู้ว่าฮัมบูร์กคือเมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมัน และถ้าจะย้อนไปนานกว่านั้น ก็ต้องบอกว่าฮัมบูร์กเคยถูกสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายจนเมืองยับเยิน ผู้คนล้มตายนับหมื่น และอีกนับล้านที่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน

แต่ฮัมบูร์กที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉันในเวลานี้ ใหม่เนี๊ยบและดูดีจนหาตำหนิและแผลเป็นของฮัมบูร์กแทบไม่เจอ

หลังสิ้นสงคราม ฮัมบูร์กถูกเยอรมันกลับมาจับขัดโมดิฟายใหม่จนใครๆก็มุ่งหน้ามาลงหลักปักฐานกันที่นี่ แต่ละปีมีนักธุรกิจการค้าจากทั่วโลก เดินทางมาเพื่อเจรจาธุรกิจติดต่อเรื่องค้าขายกับฮัมบูร์ก

ความเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยของเมือง ถูกถ่ายทอดผ่านอาคารบ้านเรือนและวิลล่าราคาแพงๆ ภายใต้สถาปัตยกรรมอันงดงาม แต่แม้ว่าฮัมบูร์กจะเป็นเมืองการค้าและอุตสาหกรรม ก็ยังเป็นเมืองสีเขียวที่มีต้นไม้และสวนเกษตรกรรมเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เมือง

ยังมีอีกหลายมุมที่ฮัมบูร์กไม่ค่อยได้ถูกพูดถึง อย่างน้อยก็เรื่องที่เป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาและเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ไปจนถึงแง่มุมของการเป็นเมืองวัฒนธรรม ที่ทั้งเมืองอวลไว้ด้วยความสุนทรีย์ ก็ดูสิ มองไปทางไหนมีทั้งโรงละคร โอเปรา เฮาส์ อาร์ทแกลเลอรี และพิพิธภัณฑ์ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

ฉันเดินตามคลื่นคนไปแถวท่าเรือฮัมบูร์ก แล้วก็พบว่า มุมนี้มีนักเดินทางและชาวเมืองมาเดินให้ว่อนไปหมด

ท่าเรือฮัมบูร์กตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเอลเบ มีเรือเดินสมุทร เรือขนสินค้า เรือสำราญ และเรือที่บริการนักท่องเที่ยวขนาดต่างๆจอดอยู่เต็มไปหมด

หลังจากสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 ประวัติศาสตร์มากมายก็เกิดขึ้นที่นี่ ใครที่บังเอิญมาช่วงเดือนพ.ค.พอดี ก็ถือว่าโชคดีที่จะได้เจองาน Harbour Birthday เขาจะมีทั้งพาเหรด จุดพลุและการแสดงดนตรีอย่างสนุกสนาน และแน่นอนว่ามีข้าวของมาวางขายแน่นท่าเรือ

มุมหนึ่งที่คนมาถึงนี้แล้วพากันกวาดสายตามองหาคือตลาดปลา(Fish Market) ฉันก็เป็นแบบนั้น พยายามเดินเลาะเลียบตามทางเดินริมทะเล ตลาดปลาจะได้ไม่หลุดโฟกัส

ไม่ไกลจากย่านท่าเรือ จะมีตลาดปลาสร้างความชุลมุนให้พื้นที่บริเวรนี้ แต่ถ้าเป็นเช้าวันอาทิตย์เมื่อไหร่ ก็จะมีของแถมเป็นตลาดนัดกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยแผงขายปลาตั้งอยู่บริเวณนี้

ตลาดปลาแห่งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1703 ทุกวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะแผงขายปลา แต่เป็นตลาดนัดกลางแจ้งขายเสื้อผ้าและอาหารการกินเยอะแยะไปหมด

บางวันจะมีดนตรีแจ๊ส คันทรี่ และนักดนตรีเร่มาเปิดการแสดงด้วย ตลาดเปิดตั้งแต่ 05.00-9.30 น.เท่านั้น

จากตลาดปลา เดินถัดขึ้นไปอีกนิดก็เป็นย่านโคมแดงแห่งฮัมบูร์กที่เรียกกันว่ารีพเพอร์บาห์น(Reeperbahn)

มาถึงรีพเพอร์บาห์นในยามเช้า แทบไม่มีความหมาย แต่เพราะรีพเพอร์บาห์นจะเบิกตาโพลงเมื่อราตรีเดินทางมาถึงเท่านั้น ร้านรวงจึงยังปิดกันเงียบ ไม่มีสาวนุ่งน้อยห่มน้อยมายืนสะกิดชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างที่ร่ำลือ

สำหรับคนที่อยากระเริงราตรี และวัดความร้อนแรงของไนท์ไลฟ์ในฮัมบูร์ก ต้องมาแถวรีพเพอร์บาห์นเท่านั้น

ฉันพาตัวเองกลับมาตั้งหลักที่ศาลาว่าการ(City Hall) มุมนี้แหละคือสถานที่ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องมาประทับรอยเท้า

ศาลาว่าการสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1886 ด้วยหินทรายและออกแบบสไตล์นีโอ-เรเนสซองส์ มีหอคอยสูง 112 เมตร เป็นที่ทำการของรัฐบาลและรัฐสภา ด้านในมี 647 ห้อง

ด้านหลังของศาลาว่าการเป็นหอการค้า(Hamburg Chamber of Commerce) ส่วนด้านหน้าเป็นจัตุรัสทาวน์ฮอลล์(Rathausmarkt )ที่เป็นเหมือนแพทเทิร์นของทุกเมืองในยุโรป คือมุมนี้มีไว้จัดงานเทศกาลสำคัญของเมือง

ใกล้ๆกันเป็นคลองที่เรียกว่าอัลสเตอร์อาร์คาเดน(Alsterarkaden) ใครอยากไปละลายทรัพย์ในฮัมบูร์กให้ไปทอดน่องอยู่แถวนี้ รับรองสมหวัง เพราะรายรอบบริเวณนี้เป็นแหล่งชอปปิ้งประจำเมือง

ยังมีแถวถนนมองเคเบิร์ก(Mönckebergstrasse) ที่ทอดยาวไปหาสถานีรถไฟกลางของเมืองฮัมบูร์ก ตลอดเส้นทางไปย่านชอปปิ้งที่เต็มไปด้วยร้านรวง ใจไม่แข็งพอหรือไม่อยากเสียสตางค์ แนะให้ไปเดินถนนสายอื่น ไม่งั้นเดินตัวเบาแน่

ละแวกนี้มีโบสถ์ตั้งแทรกตัวอยู่ ทั้งโบสถ์เซนต์จาคอบ(St.Jacobi Church) และโบสถ์เซนต์เพตรี(St.Petri Church) ทั้งสองโบสถ์คือโบสถ์สำคัญของเมืองฮัมบูร์ก

โบสถ์เซนต์จาคอบ สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ส่วนโบสถ์เซนต์เพตรีสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ด้านในมีบันได 544 ขั้นเพื่อไต่ไปบนความสูง 132 เมตรของหอคอยเพื่อชมวิวของเมือง อีกหนึ่งโบสถ์ที่สำคัญสำหรับฮัมบูร์กคือโบสถ์เซนต์นิโคไล(St. Nikolai Church)

นี่เป็นหนึ่งในห้าโบสถ์สำคัญของเมือง ที่ถูกทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่โบสถ์นี้เป็นแห่งเดียวที่ไม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ เพราะต้องการให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของสงคราม

อาจไม่ใช่เมืองสวยที่สุดในฮัมบูร์ก แต่ฉันก็เผลอรื่นใจในเมืองท่าของเยอรมันแห่งนี้เข้าแล้ว