'เกาะช้าง' สลักไว้ในความทรงจำ

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งแสนจะร้อนอบอ้าวของเมืองหลวง จะมีอะไรดีไปกว่าการได้พักผ่อน

เก็บกระเป๋า ก้าวขึ้นรถ ก่อนเหยียบคันเร่งเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของป่าคอนกรีตอันคุ้นเคย โผทะยานเข้าสู่อ้อมกอดของธรรมชาติที่ใครหลายคนใฝ่หา…

. . .

ทันทีที่เรือเฟอร์รี่เคลื่อนตัวออกจากท่าเรือแห่งหนึ่งในจังหวัดตราด เราสาวเท้าขึ้นไปยังห้องพักผู้โดยสาร สายลมเย็นจากผืนดินเขียวขจีเบื้องหน้านาม เกาะช้าง ลอยละล่องเข้ามาลูบไล้ผิวกายของนักเดินทางทั้งหลาย ชวนให้ใครหลายคนรู้สึกฟินจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ชักชวนญาติสนิทมิตรสหายและคนรู้ใจ ออกมาโพสต์ท่าแสดงศักยภาพความเป็นนายแบบนางแบบสมัครเล่นกันอย่างไม่เคอะเขิน

หลังจากที่เดินทางเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง ผมค่อยๆ หลับตาลงพลางนึกถึงภาพเกาะช้างในห้วงทรงจำ…จำได้ว่าเกาะช้างเป็นเกาะธรรมชาติซึ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดตราด หนึ่งในเมืองท่าสำคัญทางภาคตะวันออกของประเทศไทย

สภาพของเกาะช้างมีลักษณะเป็นภูเขาสูง ประกอบกับผาสลับซับซ้อนทั่วเกาะ จึงไม่แปลกหากเกาะช้างจะเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวเอง เนื่องจากมีองค์ประกอบชั้นดีอย่าง หาดทราย ทะเล อ่าวต่างๆ รวมไปถึง ‘ป่าไม้’ อันเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิตและสายน้ำทั้งหลาย

เคยถามคนรู้จักว่า “นึกถึงเกาะช้าง คิดถึงอะไร?” ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือไร เมื่อร้อยทั้งร้อยต่างตอบเหมือนกันหมด “ก็ทะเลไงถามได้”

‘ผู้คนพลุกพล่าน ต่างชาติลานตา’ นี่คือสภาพความเป็นจริงของผืนดินแห่งนี้ ทะเลสีครามผนึกกับหาดทรายขาวที่บัดนี้แปรสภาพเป็นดั่งอัญมณีล้ำค่าที่ชักชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพิสูจน์และสัมผัสความงามกันอย่างไม่หยุดหย่อน ตึกรามบ้านช่องสไตล์โมเดิร์นผุดขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่ายิ่งกว่าดอกเห็ด แผ่นป้ายโฆษณาตามร้านค้าข้างทางแสดงภาษาต่างชาติมากกว่าภาษาบ้านเกิด โดยเฉพาะยามพลบค่ำของบางคืนที่ผมเผลอตัวออกมาเดินเล่นคนเดียวและถูกแสงสีหลอกลวงสายตา จนพลั้งเผลอคิดตลกอยู่ในใจว่า “นี่เราอยู่ต่างประเทศแน่ๆ” ล่องลอยอยู่กับจินตนาการไปเรื่อยจนคิดไปไกลว่าสักวันหนึ่งเกาะช้างอาจจะกลายเป็นเมืองแห่งสีสันอย่างพัทยาก็ได้

ความจริงถ้าผมตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองบ้าง บางทีคำตอบก็คงไม่ต่างกับอะไรกับใครหลายคนเป็นแน่ หากว่า…

สลักคอก ไม่นอกสายตา

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อรถค่อยๆ แล่นผ่านอาณาจักร ‘หาดทรายขาว’ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ

โชคดีไม่น้อยที่ผมเพิ่งตัดผมหน้าม้ามาใหม่…เส้นผมจึงไม่บังภูเขาทางตอนใต้ของเกาะช้าง

40 นาทีผ่านไป ล้อรถหยุดหมุนลง ณ ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ชุมชนประมงเล็กๆ สุดสงบ ย่านเกาะช้างใต้ หลังจากเดินเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนในชุมชนแล้ว เราก็ได้พบกับ พัชรินทร์ ผลกาจ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ และชมรมนำเที่ยวบ้านสลักคอก

“หลายปีก่อน คุณพิทยา(ประธานคนเก่า) มองเห็นว่าทรัพยากรที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ จึงมาขายฝันในประชาคมว่าเราน่าจะทำการท่องเที่ยวกันนะ เพราะทุกวันนี้การท่องเที่ยวเป็นกระแสโลกที่หยุดไม่ได้แล้ว ถ้าชุมชนไม่รีบตื่นตัวและรวมกันเป็นปลาเล็กฝูงใหญ่ตั้งแต่ตอนนี้ สักวันหนึ่งคงต้องถูกทุนนิยมซึ่งคือปลาใหญ่แหวกว่ายมากระทุ้งกินและกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรของพวกเราเป็นแน่ ชาวบ้านพอฟังก็ตกลงใจกันว่าจะทำ เลยมีการขายหุ้นให้ชาวบ้านทุกคนได้เข้ามีส่วนร่วม คุณบอกไม่เอาฉันก็จะซื้อให้คุณ คือเรามองว่าทรัพยากรที่ได้มาทุกคนต้องมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันหมด”

พูดคุยความเป็นมากันสั้นๆ พัชรินทร์ก็รีบอาสาพานักท่องเที่ยวหน้าใหม่ไปยังท่าน้ำ ก่อนลง ‘เรือมาด’ หรือ ‘กอนโดลาเมืองไทย’ ล่องลำน้ำไปด้วยกัน

“ครั้งอดีตคลองสายนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่5) ได้ใช้เสด็จฯทางชลมารค เพื่อขึ้นไปยังวัดสลักคอก ถ้าเวลามีกิจกรรมตามรอยพุทธเจ้าหลวง เราจะเห็นชาวบ้านทั้งหมดออกมาร่วมด้วยช่วยกันจัดงาน” พัชรินทร์กล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

ผมสังเกตเห็นว่าชุมชนประมงแห่งนี้มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เอามากๆ นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความงามทางธรรมชาติอย่างตระการตา สายลมอ่อนพัดโชยมาตามทางชวนให้รู้สึกสบายใจ สายน้ำใสยามต้องแสงแดดอุ่นๆ ช่างระยิบระยับจับใจเหลือเกิน ไหนจะมีสันดอนทรายสีสวยซึ่งตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าโกงกางอันแสนโอ่อ่าและเขียวขจี ชวนให้เราถ่ายรูปเป็นที่สุด

นอกจากนี้หากนักท่องเที่ยวไม่ชอบนั่งเรือมาดซึ่งมีฝีพาย ก็สามารถเลือกใช้บริการเรือคายัค บัญชาร่างกายไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติได้เองตามความพอใจ หรือหากหลงใหลเรือมาดแต่หวั่นแสงระยิบระยับจากดวงตะวัน ก็สามารถเลือกใช้บริการเรือมาดในยามอาทิตย์อัสดง ซึ่งเราอาจสั่งอาหารอร่อยๆ และไวน์ชั้นเลิศมาจิบเคล้ากับบรรยากาศโรแมนติกสุดฟินาเร่แห่งนี้…กับใครคนนั้น…ของคุณ

พัชรินทร์เล่าต่อว่า ชาวสลักคอกได้ใช้การท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือในการบริหารชุมชน เพื่อให้ทุกคนได้ออกมาดูแลปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ทั้งนี้พอมีการท่องเที่ยวไม่ได้แปลว่าทุกคนจะต้องทำกันอย่างเต็มตัว เพียงทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น ใครใคร่จะจะกรีดยางหรือทำประมงพื้นบ้านก็ทำกันต่อไป เพื่อไม่ให้วิถีดั้งเดิมถูกกลืนหายไป

“พอทำท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ เรื่องของขยะหายไปจากลำคลอง ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาผืนน้ำของเรา เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านใช้ลำคลองนี่แหละเป็นที่ทิ้งขยะ แต่ปัจจุบันนี้ลำคลองก็สะอาดไปกว่าแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ส่วนเรื่องรายได้หรือกำไรจากการท่องเที่ยวเราก็จะนำมาพัฒนาหมู่บ้าน หุ้นส่วนได้ปันผลสวัสดิการต่างๆ เช่น ใครได้รับอุบัติเหตุก็มารับเงินช่วยเหลือได้ มาเบิกได้สองพันบาท”

นอกจากนี้ ประธานสาวยังบอกกับเราว่า เดิมทีเคยคิดว่าจะทำให้สลักคอกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจรของเกาะช้าง ใครมาเกาะช้างต้องมาที่นี่ เพราะที่นี่มีทุกอย่าง ทว่าพอมาคุยกับชาวบ้านรวมถึงผู้มีความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ทำให้ได้พบกับมุมมองหลากหลายรูปแบบ จึงนำมาปรับใช้จนได้ข้อสรุปว่า ชาวบ้านจะทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป เหมือน ‘ช้าง’ ซึ่งหากินอย่างรู้จัก ’พอ’ เพราะธรรมชาติของช้างเวลาหาอาหารมันจะใช้งวงโน้มยอดไม้เพื่อหักกิ่งลงมากินบางส่วน และเหลือบางส่วนไว้เพื่อให้สัตว์เล็ก เช่น เก้ง กวาง กระทิง ได้รับประทานด้วย จนเมื่อช้างถ่ายมูลออกมา…มูลของมัน ก็จะกลายเป็นปุ๋ยชั้นยอดสำหรับต้นไม้ใบหญ้าพืชพันธุ์ต่างๆ ให้สามารถงอกเงยและมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์

มิใช่เอาอย่าง ‘เสือ’ ที่จ้องแต่จะ ‘กิน’ รวดเดียวเท่านั้น

สลักเพชร เม็ดงาม

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งสู่ชุมชนซึ่งห่างออกไปไม่มากนักจากสลักคอก ใช้เวลาเดินทางเพียงห้านาทีก็มาถึงที่หมายสุดท้ายบนเกาะช้าง… ‘สลักเพชร’

“สลักเพชรเรามีแนวคิดการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์โดยชุมชนเหมือนทางสลักคอกแต่สิ่งที่ต่างกันคือ เขาจะเน้นประมง ล่องเรือมาด เพราะสลักคอกมีป่าชายเลนที่ใหญ่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดในเกาะช้าง แต่ของเราเป็นชุมชนเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดของเกาะ ซึ่งมีภูเขาป่าไม้และน้ำตกเป็นจุดขาย จึงเน้นการเดินป่าล่องเขาเป็นหลัก” พี่จู้ หรือ ชูวิช พานิชสุโข ประธานชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักเพชร กล่าวต้อนรับเราด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักเพชร เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2550 มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมรวมถึงความถนัดชำนาญเฉพาะด้านของแต่ละคนมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผ่านรูปแบบการเป็นอาชีพเสริม เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นสลักเพชรไว้อย่างยั่งยืน

มาถึงลักษณะของกิจกรรมท่องเที่ยว ประธานเครางามขยายความให้ฟังว่า สลักเพชร จะเน้นการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ทั้งการพายเรือคายัคไปตั้งเตนท์บนหาดทรายตามเกาะแก่งข้างเคียง การโดยสารเรือประมงออกอ่าวไปกับชาวประมงตัวจริง พร้อมเรียนรู้วิธี ‘จับกุ้งแทงหอย’ อย่างมืออาชีพ และที่สำคัญคือการเดินป่าชมน้ำตกซึ่งเราจะได้ประจักษ์แก่สายตาในอีกไม่ช้า อันมีพรานป่ามือฉมังอันดับ1ของ ‘สลักเพชร’ รับหน้าที่เป็นไกด์สุดเฉี่ยวให้ได้เสียวสันหลังวาบหวามไปถึงขั้วหัวใจ

แล้วพรานก็มาตามนัด…

“เราเคยคิดว่าจะทำอย่างไรให้พรานที่เคยล่าสัตว์ได้หยุดล่าเสียที เลยลองคิดๆ ดู จนปิ๊งไอเดียว่าจะนำความชำนาญทางของเขามาเป็นไกด์ ให้เขามีรายได้แทนการเข้าป่าเพื่อล่าอย่างเดียว เพราะคนพวกนี้จะเชี่ยวชาญเส้นทางป่าเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีศักยภาพในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้ทันท่วงที หากต้องประสบปัญหาหรืออุบัติเหตุต่างๆ” พี่จู้ กล่าวพร้อมส่งยิ้มคู่มาให้พร้อมกับ พี่ดำ อดีตพรานป่ามือ1 ของที่นี่

ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว... เราค่อยๆ เดิน ‘กระดึ๊บ’ ตามหลังพี่ดำกันเป็นขบวนหนอน บุกป่าฝ่าดงโดยมีปลายทางคือ น้ำตกคีรีเพชร ซึ่งในระหว่างทางสั้นๆ ประมาณ 1 กิโลเมตร เราต้องพบกับอุปสรรคนานัปการ ไล่ตั้งแต่ปัญหาคลาสสิคที่ไม่ธรรมดาอย่าง ทางเดินไม่สะดวก-ลื่น-ขรุขระ-ชวนล้มหัวคว่ำ ไหนจะถูกแตนรุมทึ้ง ไปจนถึงการไม่มีเซเวนอีเลฟเว่นหรือหาบเร่ไว้บริการเครื่องดื่มเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แต่อย่าแปลกใจเพราะมันคือความจงใจของชาวบ้านสลักเพชรที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงความบริสุทธิ์ทางธรรมชาติร้อยเปอร์เซนต์

“เราไม่มีบริการลูกหาบ ใครเอามาเท่าไหร่ก็ต้องแบกเอง อาจช่วยถือบ้างนิดหน่อย อยากให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับวิถีชีวิตจริงๆ เราไม่ได้มีอาหารหรูๆ หรือการปรุงอาหารในป่า ไม่มีอะไรเลย คือต้องการให้ทุกคนอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ดังนั้นเวลานักท่องเที่ยวมาติดต่อ เราก็จะขอสัมภาษณ์เขาก่อนว่า ถ้าป่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเลยคุณจะตกลงไหม หากได้ก็ยินดี แต่ถ้าไม่ได้ก็คงต้องคัดเขาออกไป”

ระหว่างนั้น กสิณรัช ถังไชย หรือฟลุ๊ค เลขาและประชาสัมพันธ์ของชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักเพชร เสริมขึ้นว่า หากเส้นทางเดินป่าเริ่มโทรม ไกด์ก็จะเบี่ยงไปบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้ป่าฟื้นตัวก่อน ชาวบ้านจะไม่เฉาะทำบันไดให้เดินง่าย ไม่มีเชือก ไม่ตัดทางให้โล่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ทางมันชัดเจนขึ้นจนวันหนึ่งที่ใครก็สามารถมาเดินได้ เพราะนั่นหมายความว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตั้งตู้เก็บเงิน พอมีตู้ ฝั่งชาวบ้านเองจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล

ผ่านไปอึดใจใหญ่พอให้ได้เสียเหงื่อ เราก็มาถึงน้ำตกคีรีเพชร น้ำตกชั้นเดียวซึ่งมีความสูงร่วม 5 เมตร สายน้ำจากเบื้องบนค่อยๆ ไหลรวมกันเป็นมวลน้ำขนาดกว้างถาโถมโหมกระหน่ำลงมาจากเนินผา ก่อนตกกระทบมายังผิวน้ำอันแวววับของแอ่งน้ำขนาดเล็กที่พอให้ใครสักคนเข้าไปเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ

ฝนปรอยลงมาแล้ว ผมรีบสำรวจสิ่งมีชีวิตในแอ่งน้ำอย่างเร่งร้อน พบว่ามีปลาและกุ้งขนาดเล็กจำนวนมาก ระหว่างนั้นเองพี่ดำได้เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านสลักเพชรเวลาจะจับกุ้งตัวน้อยมักลุยน้ำไปยังบริเวณที่มีใบไม้ทับถมเยอะๆ เพราะกุ้งเหล่านี้ชอบไปอาศัยอยู่ พร้อมสาธิตวิธีการจับกุ้งของชาวบ้าน ด้วยการใช้ใบไม้ในน้ำห่อกุ้งเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งขึ้นมาให้เราได้ชื่นชม

หยดน้ำเม็ดแล้วเม็ดเล่าหยาดลงมายังใบหน้าและร่างกายของนักเดินป่าทั้งหลาย เราค่อยๆ เดินกลับออกมาด้วยจิตใจที่แสนปลอดโปร่ง กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าและกลิ่นดินชวนให้เราสูดอากาศเข้าไปให้ลึกสุดใจ เสียงลมผะแผ่วพลิ้วไหวผ่านแมกไม้ ได้ถูกเอื้อนเอ่ยมากับเสียงร้องของแมลงตัวจิ๋วข้างทาง ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างชัดเจนในโสตสัมผัส ประหนึ่งเป็นสัญญาณซึ่งบอกกับเราว่า “ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือนพวกเรา แล้ววันหนึ่งเราคงพบกันใหม่”

ใช่…สักวันหนึ่งเราต้องได้พบกันอีก

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปเกาะช้างง่ายที่สุดคือขับรถไปเอง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง แนะนำให้ใช้มอเตอร์เวย์ ( Motor Way ) ขับมาเรื่อยๆ จนถึงทางออกบ้านบึง-แกลง ให้ชิดซ้ายแล้วตรงมาตามทางหลวงหมายเลข 344 มุ่งหน้าสู่อำเภอแกลง เมื่อถึงแล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3 ผ่านจังหวัดจันทบุรี จากนั้นข้ามสะพานเวฬุวันเข้าสู่เขตจังหวัดตราด ให้สังเกตป้ายที่เขียนว่า "ท่าเรือเฟอร์รี่" แล้วเลี้ยวขวาวิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงท่าเรือ หรือใครที่ไม่สะดวกจะนั่งรถโดยสารประจำทาง รถบัส รถทัวร์ ไปเกาะช้างก็ได้ สามารถใช้บริการที่ สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ และสถานีขนส่งเอกมัย ตามสะดวก

ส่วนเรือที่ให้บริการข้ามฝั่งระหว่างตราด - เกาะช้าง แนะนำท่าเทียบเรืออ่าวธรรมชาติ โทร. 0 3953 8288 ถึง 9 หรือ ท่าเทียบเรือเซ็นเตอร์พอยท์ โทร. 0 3953 8196 หากนำรถไปเองเมื่อขึ้นจากท่าเรือให้เลี้ยวซ้ายวิ่งไปจนสุดปลายเกาะจะพบหมู่บ้านสลักคอกและสลักเพชร แต่ถ้าไม่มีรถสามารถใช้บริการรถสองแถวที่มีให้บริการอยู่มากมายก็ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานตราด โทร. 0 3959 7259-60