เยือนบ่อไร่...ไปคลองแก้ว

เยือนบ่อไร่...ไปคลองแก้ว

ผมไปเยือนอำเภอบ่อไร่ ของจังหวัดตราด เพราะคำชักชวนของหัวหน้าประยูร พงพันธ์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว

ครั้งนั้นหัวหน้าไปบุกเบิกอุทยานฯ ตั้งแต่แรกๆ เลย ท่านผู้อ่านรู้ไหมครับว่ากว่าจะได้อุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งนั้นมันเป็นอะไรที่ลำบากมากๆ ตั้งแต่มาสำรวจจนก็ต้องรบกับชาวบ้านแล้ว ชาวบ้านเขาก็กลัวว่าป่าไม้จะมาเอาป่าไปเป็นอุทยานฯ แล้วเขาจะขึ้นไปทำประโยชน์ไม่ได้ แต่ชาวบ้านก็คงลืมนึกไปว่าอุทยานแห่งชาติมันเป็นสมบัติของทุกคน ไม่ได้เป็นของกรมอุทยานฯ(แต่กรมอุทยานฯ มักจะทำเหมือนกับว่าอุทยานแห่งชาติเป็นของตน จะทำอะไรกับอุทยานฯ ก็ไม่ค่อยปรึกษาชาวบ้านเลย)

ตอนมาจัดตั้งแรกๆ เขาให้คนมา 2-3 คน ให้รถเก่าๆ ที่อุทยานฯ อื่นให้ยืมมาคันเดียว ทีนี้ก็ไปสร้างเอาสิ ผมไปที่นี่ยังได้ไปเห็นหน่วยพิทักษ์ป่าฯน้ำตกคลองไทยเป็นกระต๊อบเล็กๆ หลังคาใช้หญ้าคา ฝาเป็นไม้ระกำกับผ้าใบบังไว้ ส่วนพื้นกระต๊อบ ใช้ไม้ระกำมาริดเอาหนามออก แล้วมาเรียงๆ กัน มีสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าเป็นสถานที่ราชการคือ เสาธงชาติ แล้วรอบๆ หน่วยคือป่าทั้งนั้น มาเลเรียก็ชุม แล้วไหนจะอาวุธสงครามของเขมรแต่ครั้งสงครามเขมร 4 ฝ่าย ที่ตกหล่นในป่าย่านนี้ ซากปืนกลที่เจ้าหน้าที่เขาเก็บได้ในป่าขึ้นสนิมเขรอะ

สมัยสงครามเขมร ป่าเทือกเขาบรรทัดด้านที่ติดไทยนี่เป็นทั้งแหล่งหลบภัย แหล่งซ่องสุมของเขมรอะไรบ้างก็ไม่รู้ มาไม่มาเปล่า มีอาวุธมาด้วย บางทีพวกก็ฝังระเบิดไว้กันฝ่ายตรงข้าม แต่ดันมาฝังฝั่งไทย พออุทยานฯน้ำตกคลองแก้วมาประกาศพื้นที่ป่าบนเทือกเขาบรรทัดที่ยังคงเหลือนี้เป็นอุทยานฯ มันก็เลยคลุมที่หลบภัยเก่า คุมช่องทางเข้าออกไทย-เขมรไปโดยปริยาย ฝั่งตรงข้ามคือ จ.พระตะบองของเขมร ส่วนช่องทางที่เข้าออกของสองประเทศย่านนี้คือจุดผ่อนปรนบ้านมะม่วง อยู่ในเขตอุทยานฯ เหมือนกัน มีด่านทหารคอยตรวจตราคนเขมรที่เดินเข้าออกทุกวัน

ที่อุทยานฯ น้ำตกคลองแก้วเขาต้องมาประกาศเป็นอุทยานฯเพราะป่าพื้นล่างนั้นถูกบุกแผ้วถาง เปิดหน้าดินมาแต่ครั้งที่การขุดพลอยฟูเฟื่อง พื้นดินแถวบ่อไร่นี่แทบไม่เรียบเลย เป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด ลามมาจนจะขึ้นภูเขาอยู่แล้ว ดีที่ทางอุทยานฯมาคุมๆ ไว้ซะก่อน แต่กระนั้นก็ยังมีร่องรอยของเหมืองพลอยหลายแห่งบนภูเขา ป่าของอุทยานฯน้ำตกคลองแก้วนั้น เป็นป่าแบบทางภาคใต้ทุกอย่าง แม้พื้นที่จะไม่กว้างใหญ่ แต่ก็เป็นแหล่งต้นน้ำอย่างดี เพราะลำห้วยหลายสายเกิดจากป่าแคบๆ แต่สมบูรณ์นี้ มีน้ำไหลออกมาจากป่าลงสู่ชุมชนเบื้องล่างก่อนจะไหลออกทะเล คลองใหญ่ๆ ที่มาจากป่าผืนน้อยๆ อย่างคลองช้างทูน คลองแก้ว คลองไทย เหล่านี้ล้วนมาจากป่านี้ทั้งนั้น หน้าแล้งน้ำก็ไม่ขาด ยังคงไหลตลอดปี แต่อาจจะไม่มากเท่าฤดูฝนแค่นั้นเอง เวลาเราใช้น้ำ ไม่รู้มีกี่คนจะคิดบ้างว่าเพราะมีป่าต่างหากเล่ามันจึงมีน้ำให้กินให้ใช้กันอย่างสำราญ หาใช่เขื่อนใหญ่ๆ ไม่

อุทยานฯ น้ำตกคลองแก้วนี้ จริงๆ มีน้ำตกหลายสาย น้ำตกคลองไทยนั้นต้องเดินเท้าเข้าไป แบบเช้าไปเย็นกลับได้ ส่วนน้ำตกหมื่นตีเป็นน้ำตกชั้นเล็กๆ 3-6 เมตร มีหลายชั้น แต่ใกล้ชายแดนมากจะไปคงต้องให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พาไป ส่วนน้ำตกธารหินดาดนั้นรถไปเกือบถึง เดินเท้าอีกหน่อย ยังมีน้ำตกสีรามัน น้ำตกทับกะได แต่ที่ผมชอบใจมาก และอยากเชิญชวนให้มาเที่ยวกันคือ น้ำตกคลองแก้ว ที่มาของชื่ออุทยานฯ นั่นเอง

เดิมน้ำตกนี้ชาวบ้านในท้องถิ่นเขาเที่ยวกัน เป็นแก่งน้ำลดหลั่นลงมาเรื่อยๆ มีหลายชั้น ชั้นสูงสุดนั้นน่าจะสูงราว 40 เมตร จากหน้าผาหิน แล้วลาดลงมาตามชั้นหินลาดยาวอีกร่วม 50 เมตร ในหน้าน้ำนี่ โอ้โฮ มันยิ่งใหญ่มาก ละอองฟุ้งกระจาย ทางอุทยานฯเขาทำเส้นทางเดินเท้า เลาะไปตามลำธารน้ำ ไปจนถึงชั้นสูงสุด เดินดูป่า ดูต้นไม้ใบหญ้าพอเพลินๆ เพราะร่มรื่นด้วยร่มเงาไม้ตลอดทาง ทางเดินสะอาดสะอ้านเพราะเขาดูแลทุกวัน ตรงไหนเป็นแก่งน้ำ วังน้ำเล่นน้ำได้เขาก็มีเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อน แล้วไปช่วงหน้าฝน นอกจากน้ำจะสวยแล้ว บรรดาดอกไม้ป่าพวกดอกเข้าพรรษา หงส์เหิร ลิ้นมังกร เห็ดป่าสีสวยๆ ช่วงนี้กำลังสวย อุทยานฯนี้เหมาะสำหรับการไปพักผ่อน ตั้งแคมป์นอน แล้วเดี๋ยวนี้ หัวหน้าประยูรทำจากอุทยานฯที่ไม่มีอะไร จนมาตรฐานสำหรับการมาพักผ่อน คือ มีไฟฟ้า ร้านอาหาร บ้านพัก รถยนต์ถึงที่

อุทยานฯน้ำตกคลองแก้ว ห่างจากตัวอำเภอบ่อไร่ราวสิบกว่ากิโลเมตร สมัยแรกๆ ไปนอนอุทยานฯแต่ต้องขับรถออกมากินข้าวที่ตัวอำเภอ เพราะที่อุทยานฯยังไม่มีร้านอาหาร ทำให้ได้มาเห็นมารู้จักอำเภอบ่อไร่ อำเภอนี้ต้องบอกเลยว่าเจริญขึ้นและเสื่อมลงเพราะ “พลอย” สมัยปี 2511-2513 นั้น อำเภอบ่อไรนี้คึกคักมาก ว่ากันว่าแทบทุกตารางเมตรของบ่อไร่ คือที่ที่มีอัญมณีซ่อนอยู่ทั้งนั้น แม้กระทั่งบนถนนลูกรัง เดินไปให้สังเกตดู อาจจะเห็นพลอยเม็ดงามอยู่บนพื้นด้วยซ้ำไป เมื่อมีการขุดเจอพลอยอย่างมาก ผู้คนก็หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศมุ่งหน้าสู่บ่อไร่ เพื่อขุดพลอย ทั้งทำเป็นเหมืองใหญ่โต ทั้งที่ขุดด้วยแรงงาน

ชื่อตำบล “บ่อพลอย” ที่เป็นที่ตั้งของเทศบาลนั้นจึงไม่ใช่ไม่มีที่มา ในตลาด แผงรับซื้อพลอยของพ่อค้าเปิดกันเรียงราย ขุดพลอยได้ก็เอามาขาย แล้วซื้อของกินของใช้ไปตุนไว้ คนงานจากเหมืองออกมาตลาดสักครั้งก็กิน ดื่ม เที่ยวเล่น การพนัน โรงหนัง โรงแรม สารพัด ทำให้เมืองเล็กๆ คึกคักยิ่งกว่าตัวจังหวัดตราดด้วยซ้ำไป แต่พอพลอยเริ่มหมด ประกอบกับสงครามเขมรที่ใกล้ชายแดนเข้ามา ความเสื่อมถอยก็เริ่มปรากฏ ผู้คนที่เคยมาแสวงโชค ทยอยโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นจนกระทั่งอำเภอบ่อพลอยกลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา ร่องรอยความเจริญในอดีต อาคารร้านค้า ปิดตัวเงียบ ผู้คนอยู่กันบางตา เดี๋ยวนี้เขามีพิพิธภัณฑ์การทำพลอยจัดแสดงเพื่อฟื้นการท่องเที่ยวขึ้นมา ให้บ่อพลอยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลขนาดไหน

สำหรับผมกลับชอบอำเภอนี้ ในแง่มุมที่เป็นปลายทางที่สงบเงียบ ผู้คนน้ำใจงามเพราะไม่ต้องแก่งแย่งกัน ในหน้าผลไม้หลากหลายด้วยผลไม้สดๆ จากสวนในราคาถูก แล้วตั้งแคมป์นอนเล่นที่น้ำตกคลองแก้ว เจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่ได้ทำอุทยานฯเป็นแหล่งหาเงินทอง แบบที่อุทยานฯเขาใหญ่ทำกัน การมาเที่ยวบ่อไร่นอกจากธรรมชาติจะงาม สงบ ให้ชีวิตได้เดินช้าแม้เพียงชั่วคราว ยังทำให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้วน้ำใจทั้งของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังสำคัญในสังคมของเรา

บ่อไร่ไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็นที่หลบความวุ่นวายได้เป็นอย่างดี ลองมาบ่อไร่ แล้วจะได้พลังกลับไปครับ....