วิ่ง ตีน เปล่า

วิ่ง ตีน เปล่า

จากอาการบาดเจ็บตกผลึกเป็นบทเรียน คนกลุ่มหนึ่งจึงลุกขึ้นมาวิ่งตามแบบธรรมชาติ โดยไม่สวมรองเท้า ไม่ใช้เทคโนโลยี มีเพียงสองเท้ากับหนึ่งใจ

หลายคนยอมรับว่าการวิ่งคือการออกกำลังกายที่สมถะที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มากมายมีเพียงรองเท้าวิ่งสักคู่ก็ออกวิ่งสร้างเสริมสุขภาพกันได้แล้ว บรรดาเจ้าของยี่ห้อรองเท้ารายใหญ่รายย่อยจึงทยอยเข็นเทคโนโลยีรับแรงกระแทกเอาใจนักวิ่งที่ปรารถนาความนุ่มละมุนเท้า ขณะก้าววิ่ง และมีทีท่าว่าเจ้ารองเท้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวกับเทคโนโลยีมากมายหลายสรรพคุณจะถูกตาต้องใจนักวิ่งกันไม่น้อยทีเดียว

ทว่าจากอดีตที่รองเท้ายี่ห้อดังทั้งหลายถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังหนุนส่งให้การวิ่งกลายเป็นกีฬาที่เรียบง่ายแต่แฝงสไตล์ไว้ จนบัดนี้เทคโนโลยีก็ยังถูกคิดค้นกันไม่สิ้นสุด คำถามคือเมื่อไรจะเพียงพอสำหรับกีฬาที่แสนสมถะนี้ และทำไมนักวิ่งมากมายจึงยังบาดเจ็บ แม้จะใช้อุปกรณ์ซึ่งอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีระดับเทพราคาแพง

วิ่งเป็นเล่น

ลองย้อนกลับไปนึกภาพเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หากคุณไม่ใช่เด็กเรียบร้อยชนิดผ้าพับไว้แถมยังเก็บใส่ในหีบเลี่ยมทองแล้วล่ะก็ คงเคยได้วิ่งเล่นกับเพื่อนบ้างจริงไหม? หากไม่นับสะดุด หกล้ม ลื่นไถล เหยียบ หรือชนอะไร แทบจะไม่มีครั้งใดเลยที่พวกเราในวัยเด็กจะบาดเจ็บจากการวิ่งเล่น 'ด้วยเท้าเปล่า'

แตกต่างจากปัจจุบันหากใครเคยหรือกำลังวิ่งออกกำลังกาย อาการปวดเมื่อยมักจะมาเยือน หากโชคร้ายสักหน่อยก็อาจถึงขั้นข้อเสีย เอ็นเสื่อม กล้ามเนื้อฉีกกันทีเดียว ทั้งที่ยุคสมัยนี้หลายคนมีเงินทองซื้อรองเท้ากีฬาราคาแพงมาสวมกันทั้งสวยโก้ ทั้ง (น่าจะ) ดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ใช่ทั้งหมด

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมเด็กที่ไม่สวมรองเท้าจึงวิ่งได้อย่างอิสระ ไม่บาดเจ็บ นี่อาจเป็นคำถามที่แม้จะไปถามเด็ก ก็คงไม่ได้คำตอบเชิงวิชาการเป็นแน่ แต่ อภิชาต ปิยะสกุลชัยชาญ เจ้าของแฟนเพจ 'วิ่ง ตีน เปล่า' มีข้อสังเกตที่อาจพาไปสู่คำตอบก็ได้

"อยากให้สังเกตเด็กๆ เวลาวิ่ง ถ้าเขาถอดรองเท้าจะลงเท้าท่านี้เลย และเขาไม่ได้มานั่งนึกว่าต้องเอาอะไรลง"

"ท่านี้" ที่อภิชาตพูดถึงคือการวิ่งโดยให้กระดูกฝ่าเท้า (Ball of foot) ลงพื้นก่อนซึ่งถือเป็นท่าทางที่ธรรมชาติมอบติดตัวมนุษย์มาอยู่แล้ว แต่เขาบอกว่ารองเท้าวิ่งนั่นละคือตัวแปรเปลี่ยนพฤติกรรมการวิ่งจนเสียจริตกันไปหมด

"ตามที่ผมอ่านงานวิจัยของ Dr. Daniel Lieberman ศาสตราจารย์จาก Harvard University เกี่ยวกับการวิ่งเท้าเปล่า บอกว่า รองเท้าวิ่งแบรนด์ใหญ่ๆ เกิดมาช่วงปี 80 ก็ไม่กี่สิบปีที่เขาสร้างความเชื่อว่าถ้าคุณจะวิ่ง คุณต้องมีรองเท้าวิ่งที่หนาๆ มี Cushioning รองรับ ก็แทนที่จะให้คุณก็กลายเป็นให้โทษ"

นอกจากนี้เขายังชวนคิดต่อว่า ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานของนักวิ่งมาราธอนระดับแชมป์ โดยเฉพาะชาวเคนย่าหรือเอธิโอเปีย ล้วนเริ่มต้นวิ่งด้วยเท้าเปล่าแทบทั้งสิ้น บางคนถึงกับได้แชมป์โอลิมปิกด้วย 'ตีนเปล่า' มาแล้ว อาทิ Dr. Mark Cucuzzella, Ken Bob Saxton, Meb Keflezighi

แต่ประเด็นนี้ ทนงศักดิ์ ศุภการ ดารานักวิ่งกลับชวนคิดไปอีกทางหนึ่งว่าเราจำเป็นต้องมองหลายมิติ เพราะบางปัจจัยเอื้ออำนวยให้นักวิ่งแถบแอฟริกาวิ่งตีนเปล่าได้อย่างสบายเท้า

"ก็จริงที่นักวิ่งพวกนั้นวิ่งด้วยเท้าเปล่า แต่อย่าลืมว่าสภาพภูมิประเทศบ้านเขาไม่เหมือนกับบ้านเรา เขาวิ่งกันบนดินบนหญ้า แต่เราวิ่งกันบนถนนคอนกรีต แถมยังมีเศษแก้วแตกอีกด้วย"

เจ็บ-จำ-นำไปใช้

อภิชาต เล่าที่มาที่ไปก่อนจะกระโดดลงมาทำเพจ 'วิ่ง ตีน เปล่า' ว่าเขาวิ่งมาร่วมสิบปีแล้ว แต่ในปีที่ห้าอาการเจ็บเข่าเริ่มรุมเร้าทั้งที่เขาวิ่งเพียงสี่กิโลเมตรเท่านั้น จากเข่าขวาลามมาเข่าซ้าย พอพักก็หายแต่วิ่งใหม่ก็เจ็บอีก ระยะสี่กิโลเมตรจึงค้างเติ่งอย่างนั้นร่วมเก้าปี

"เริ่มมีคำถามในใจแล้วว่า ร่างกายเราไม่สมบูรณ์เหรอ ไม่แข็งแรงเหรอ จึงเริ่มหาคำตอบว่า ทำไมเราวิ่งไม่ได้เหมือนนักวิ่ง จนเจอ Barefoot running รู้สึกว่าน่าลองจึงลองวิ่งด้วยระยะทางที่เคยวิ่งได้สี่กิโล ปรากฏว่าวิ่งเสร็จไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนที่เคยวิ่ง หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปีจากสี่กิโลก็เป็นสิบจุดห้ากิโล"

จากประสบการณ์วิ่งเป๋ๆ ตลอดเก้าปีมาพลิกโฉมเพียงปีเดียวเขาจึงอยากแบ่งปันความรู้เรื่องการวิ่งเท้าเปล่า (Barefoot running) ผ่านเพจเฟซบุ๊ค เพราะไม่อยากให้ใครต้องเจ็บเหมือนเขาอีก

"พอเปลี่ยนวิธีวิ่งช่วงสั้นๆ เราวิ่งได้นานขึ้น ไกลขึ้น เหนื่อยน้อยลง ไม่บาดเจ็บเลย โดยเฉพาะเข่า ผมเคยเจ็บเข่า วิ่งอย่างไรให้ไม่เจ็บเข่าเราจะเลือกอันนั้น"

อภิชาตอธิบายว่า การวิ่งเท้าเปล่านั้นคือการวิ่งธรรมชาติ ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่และไม่ใช่การล้มล้างทฤษฎีเก่า ดังสโลแกนเพจ วิ่ง ตีน เปล่า ที่ว่า "ไม่ใช่การถอดรองเท้าวิ่ง แต่วิ่งให้เหมือนถอดรองเท้า" เป็นการวิ่งที่เกิดมาพร้อมกับมนุษย์แต่ถูกลืมเลือนไป จนกระทั่งมีคนให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ โดยสาเหตุหลักๆ คือ วิ่งแล้วเจ็บกันถ้วนหน้า และก็เป็นที่มาของบรรดายี่ห้อรองเท้าสำหรับวิ่งเท้าเปล่าที่กำลังนิยมในต่างประเทศ

"พวกที่ทำรองเท้า Barefoot เจ็บมาทั้งนั้น พอวิ่งแล้วเจ็บ เขาก็เริ่มค้นหาว่าทำไมวิ่งแล้วเจ็บ พอเขาค้นไปปุ๊บก็พบว่าเขาลงเท้าผิด พอสืบต่อไปว่าทำไมลงเท้าผิดเขาก็โทษรองเท้า พอเขาวิ่งแบบถอดรองเท้าวิ่งเขารู้สึกว่าได้ลงหน้าเท้า แต่พอใส่รองเท้าวิ่งเหมือนรองเท้าไปบังคับเขาให้เอาส้นลง ทฤษฎี Barefoot จึงเกิดขึ้นมาทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันคือการวิ่งแบบดั้งเดิมของมนุษย์"

และดูเหมือนว่ากระแสการวิ่งเท้าเปล่าที่เคยเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ช่วงหลายปีมานี้กำลังขยับขยายเป็นกระแสใหม่ที่น่าจับตามอง สังเกตได้จากยี่ห้อรองเท้ากีฬาชื่อดังเกือบทุกยี่ห้อหันมาผลิตรองเท้าสำหรับ Barefoot running กันอย่างแพร่หลาย ที่สำคัญกระแสตอบรับก็ดีมากด้วย นี่อาจสะท้อนว่าแม้ผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งเคยเปลี่ยนพฤติกรรม รวมไปถึงรูปทรงเท้าของคนทั่วโลก ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองการวิ่งรูปแบบธรรมชาตินี้

แม้ไม่มีคำตอบแน่ชัดว่า รองเท้าวิ่งแบบเดิมๆ ที่บังคับให้วิ่งลงส้นเท้าจะเป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเปลี่ยน 'ธรรมชาติ' การวิ่งจนกลายเป็นเรื่อง 'ธรรมชาติ' และนับเป็นเรื่องแปลกที่เรื่องธรรมชาติแบบนี้กลับต้องถูกพูดถึงและต้องอธิบายกันยกใหญ่

"เป็นเรื่องตลกมากเลยนะ ฝรั่งเรียกว่า Re-learn เราเกิดมาวิ่งแบบนี้อยู่แล้วแต่เขาก็โทษรองเท้านั่นแหละว่าทำให้วิ่งเปลี่ยนไป เราเลยต้องมาเรียนรู้สิ่งที่ born to be กันใหม่" อภิชาตกล่าว

วิ่งบนทางสายกลาง

สำหรับนักวิ่งส่วนมากซึ่งสวมรองเท้าวิ่งอาจมองว่าการวิ่งเท้าเปล่า อาจก่อให้เกิดอันตรายจากสิ่งมีคมและพื้นผิวถนน ทว่า ทนงศักดิ์ ซึ่งสวมรองเท้าวิ่งตลอด ยกเว้นถอดรองเท้าวิ่งบนพื้นทรายพื้นหญ้าเพื่อนวดเท้าเท่านั้น แสดงความคิดเห็นอย่างเข้าใจว่า ต้องมีนักวิ่งกลุ่มหนึ่งบาดเจ็บเพราะสวมรองเท้าวิ่ง จึงเลือกวิ่งด้วยท่าทางธรรมชาติ อีกทั้งยังสอดรับกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ว่าการถอดรองเท้าวิ่งทำให้วิ่งได้ดี ประสิทธิภาพมากกว่าสวมรองเท้าด้วยซ้ำไป เขาอธิบายเปรียบเทียบกับศาสนาอย่างน่าสนใจว่า

"มันเป็นความเชื่อ เพราะฉะนั้นหากมองทางศาสนาก็เป็นอีกลัทธิหนึ่ง ศาสนาหนึ่ง ซึ่งก็คงบอกไม่ได้ว่าอันไหนดีกว่ากัน ถ้าคุณศรัทธาตรงนั้นเชื่อตรงนั้นคุณก็ทำไป กลับกันถ้าคนที่เขาใส่รองเท้าวิ่งศรัทธาการใส่รองเท้าวิ่งเขาก็ทำไป เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาวิ่งใหม่ๆ ก็ลองศึกษาดูว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน แต่ประเด็นของการถอดรองเท้าวิ่งคือมันทำให้เรามีสติ เพราะต้องระวังเศษหิน เศษปูน เศษแก้วที่จะมาทิ่มแทงเท้าเราได้"

ถึงแม้ ทนงศักดิ์ คล้ายยอมรับการวิ่งแบบเท้าเปล่า แต่ด้วยข้อมูลทางการแพทย์บางส่วน ก็ชวนให้สะดุดคิดอีกครั้งว่า แม้กระทั่งการถอดรองเท้าเดินในบ้าน หรือสวมรองเท้าที่พื้นแข็งกระด้างอาจทำให้เป็นรองช้ำได้ ซึ่ง ทนงศักดิ์ เองก็เป็น แล้วการวิ่งเท้าเปล่าล่ะ?

จากโรครองช้ำซึ่งเกิดขึ้นบริเวณส้นเท้า ถัดขึ้นมาที่กล้ามเนื้อขาด้านบน อภิชาต กล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่ชี้ว่าการวิ่งเท้าเปล่าคือท่าทางที่ไม่ผิดธรรมชาติ คือ กล้ามเนื้อที่ใช้นั้นเป็นมัดที่ถูกสร้างเพื่อวิ่งจริงๆ

"กล้ามเนื้อเหล่านั้นมีมาเพื่อรองรับการวิ่งอยู่แล้ว ก้น ต้นขา น่อง ช่วงนี้จะได้ออกแรงหมด มันมีกล้ามเนื้อ แต่ถ้าเราเอาส้นลงกล้ามเนื้อเหล่านี้จะไม่ได้ใช้ เราจะใช้กระดูกซึ่งไม่ใช่กล้าม ถ้าเราใช้บ่อยๆ เราอาจจะปวด และเสื่อมลงเรื่อยๆ"

เชื่อว่านักวิ่งและนักอยากวิ่ง ทั้งหลายกำลังเกิดคำถามในหัวแล้วว่า วิ่งแบบใดดีกว่ากัน ถ้าจะให้ตอบกันอย่างฟันธงคงไม่ได้

"คุณศรัทธาอะไรก็เชื่อตรงนั้น แต่พื้นฐานทุกศาสนาคือสอนให้เป็นคนดี การจะเป็น Barefoot running หรือจะใส่รองเท้าวิ่ง มันก็สอนให้เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและชอบออกกำลังกายมากกว่า" ทนงศักดิ์ กล่าว