สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "ดาวรุ่งแห่งอินโดจีน" กับคำถามที่ว่า เวียดนามวันนี้กำลังก้าวเดินไปในทิศทางไหน และเกี่ยวข้องกับนักลงทุนไทยอย่างไร
ทั้งผู้คน จักรยาน มอเตอร์ไซด์ หรือเสียงแตรรถยนต์ ทุกอย่าง ล้วนสร้างความคึกคักให้ท้องถนนกรุงฮานอย และเป็นเหมือนลายเซ็นต์ของเมืองที่มีการจราจร "หนาแน่นที่สุด" เมืองหนึ่งในโลกไปแล้ว
ที่ผ่านมา เคยมีการประเมินว่าฮานอยมีประชากรจักรยานยนต์มากถึง 17 ล้านคัน ขณะยอดของรถยนต์มีเพียง 7 แสนคันเท่านั้น ซึ่งทางการเวียดนามเคยระบุว่า โดยเฉลี่ย ทุกชั่วโมง ทุกระยะ 1 กิโลเมตรบนท้องถนนของฮานอยจะมีจักรยานยนต์วิ่งอยู่ราว 5,000 คัน
ไม่เพียงเท่านั้น ภาพกองทัพพาหนะ "ไซส์เล็ก" ที่กำลังวิ่งเคียงคู่ไปกับรถยนต์นานับชนิดยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามเขตชุมชนเมืองต่างๆ ของเวียดนามอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นตัวแทนความเคลื่อนไหวของผู้คน 90 ล้านชีวิตที่อยู่บนพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร ริมฝั่งทะเลจีนใต้แล้ว ยังกลายเป็น "ตลาด" ของนักลงทุนที่เข้ามาหา "ขุมทอง" แห่งอินโดจีนตะวันออกไปโดยปริยาย
ภายหลังจากการเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปีค.ศ. 2007 พร้อมกับนโยบายเปิดเสรีด้านการลงทุน การปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน ทำให้เวียดนามกลายเป็นแหล่งลงทุนอันดับต้นๆ ของอาเซียนที่มีความน่าสนใจ และการลงทุนหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง ยอดจดทะเบียน FDI (Foreign Direct Investment : การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) ของเวียดนามในปี 2008 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า มีมูลค่าสูงถึง 72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้าทั้งไทย และมาเลเซียอย่างน่าติดตาม
แม้ว่า ภายหลังจากปี 2008 การลงทุนจะถูก "แตะเบรก" จากผลกระทบของวิกฤติการเงินโลก แต่เวียดนามยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของแหล่งเงินลงทุนอาเซียนอยู่
- ทำไมต้อง...เวียดนาม
การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบาย "โด๋ยเม้ย" (Doi Moi) อันถือว่าเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ
"หลังการปฏิรูปช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก จีดีพีรวมก็มากขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา" เป็นคำยืนยันจาก โง ดึ๋ก ทัง (Ngo Duc Thang) เอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทย ถึงดอกผลหลังการปฏิรูป ในงานสัมมนา Vietnam Economic Growth ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อไม่นานมานี้
โดยทางการเวียดนามเองหมายมั่นปั้นมือจะทำให้ประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ภายในปี 2020 ซึ่งในระหว่างทางนั้น เขามองว่า โอกาสถูกแง้มให้เห็นอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพที่ตั้งของเวียดนามที่อยู่กลางภูมิภาค มีชายฝั่งติดทะเลราว 1,650 กิโลเมตร อีกทั้ง 3 ใน 4 ของพื้นที่ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ ทรัพยากรที่สำคัญอีกส่วนของเวียดนามก็คือ ประชากรทั้ง 90 ล้านคน
"เราก็มีประชากรที่อายุน้อย ฉลาด และกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้" เขาบอก
ด้วยศักยภาพเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยเองถือเป็นตลาดการลงทุนที่มีแรงดึงดูดในตัวเองค่อนข้างสูง โดยเฉพาะความผูกพันทางการค้าที่สะสมมากว่า 2 ทศวรรษระหว่าง 2 ประเทศ
วศิน ปัญญาวุฒิตระกูล รักษาการผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร เล่าถึงภูมิหลังทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศว่า ตั้งแต่อดีต บริเวณภาคเหนือตอนล่างประเทศไทย ลาว และเวียดนามต่างมีการติดต่อค้ากันอยู่อยู่ตลอดเวลา
"จุดเด่นตรงนี้ มีเสียงเล่าลือว่า ตรงนี้ เป็นศูนย์กลางการอพยบเข้ามาของคนเวียดนาม เหมือนๆ กับ มุกดาหาร อุบลราชธานี ซึ่งบางกลุ่มก็พัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น"
นอกจากตลาดภายในประเทศ กรอบความร่วมมือของอาเซียนถือเป็นอีกส่วนที่ไม่อาจมองข้าม อนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย-เวียดนามเผยถึงตัวเลขการลงทุนปัจจุบันมีสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท
"เราได้ดุลสูงมาก แสดงให้เห็นถึงความนิยมของคนเวียดที่มีต่อสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร หรือสินค้าอุปโภคบริโภค"
ที่สำคัญ การค้าของไทยในเวียดนามนั้นเป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น
"ประชาชน เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้คนของเราได้รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ที่ผ่านมาไทยชอบถาม สมัยหนึ่งเราเคยสนับสนุนคนเวียดนามใต้ เขาถือสาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ผ่านไปแล้ว ตอนนี้มองไปข้างหน้าด้วยความเป็นอาเซียนด้วยกัน เราจะร่วมมือกันได้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าในแง่การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม" ทูตอนุสนธิ์บอก
- ความท้าทายที่รออยู่
จากตัวเลขการลงทุนที่ก้าวกระโดดขึ้นมาตลอดระยะเวลาของการปฏิรูปนี้ได้ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาทิ เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เปลี่ยนสถานะจากประเทศยากจนมาก กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง และมีการเปิดกว้างทางการค้าการและการลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้น
แต่อีกด้าน เวียดนามกำลังตกอยู่ใน "กับดัก" ของการพัฒนาด้วยเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็น ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านมหภาค (Macroeconomic Indicators) หลายตัวเริ่มสะท้อนความป่วยไข้ของเศรษฐกิจเวียดนาม เช่น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องเกือบตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551-2554 เวียดนามประสบสภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในเอเชีย คือสูงถึง 16 เปอร์เซ็นต์
ทั้งหมด คือสิ่งที่ วันวลิต ธารไทรทอง จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้า และการพัฒนา (ITD) อธิบายไว้ในบทความที่ชื่อ เวียดนาม : ยุคหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจโด๋ยเม้ย โดยสรุปได้ว่า ยิ่งพยายามพัฒนา ยิ่งสร้างปัญหาในการพัฒนา ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนของเวียดนามตอนนี้คือ ต้องทำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่
"แต่สำหรับปีนี้ เศรษฐกิจเวียดนามทรงตัว และมีสัญญานว่าจะดีขึ้นแล้ว" เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยให้ความเชื่อมั่น
สอดคล้องกับรายงานของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน อาทิ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ ค่าแรงของเวียดนามที่ถูกกว่าอินโดนีเซีย จีนและไทยค่อนข้างมาก โดยถูกกว่าค่าแรงของอินโดนีเซียและจีนประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ และถูกกว่าของไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แม้ค่าแรงจะสูงกว่าพม่า กัมพูชา และลาว แต่คุณภาพของแรงงานเวียดนามจัดว่ามีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีกว่ามาก
ปัจจัยบวกเหล่านี้ล้วนดึงดูดให้การลงทุนหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง
"ตอนนี้รัฐบาลเวียดนามพยายามสนับสนุนการลงทุนในบริเวณภาคกลาง โดยศูนย์กลางที่ดานัง แต่ปัจจุบันยังมีการลงทุนค่อนข้างน้อย" เอกอัครราชทูตไทย-เวียดนามเปิดประเด็นโอกาสที่ยัง "เปิดช่อง" รอนักลงทุนอยู่ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวตอนนี้แม้จะเริ่มมีประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซียเข้าไปบ้างแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยก็ยังถือว่าเป็น "จังหวะ" ที่น่าสนใจอยู่
"ถ้ามองยุทธศาสตร์ของไทย เราก็ควรเข้าไปที่นั่นให้มากขึ้น เพราะการคมนาคมเราสามารถเดินทางได้ทางบก เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาหากยังมีอยู่ โดยเฉพาะการผ่านแดน การปรับปรุงด้านโลจิสติกต่างๆ" เขาคาดการณ์อนาคต
ทั้งหมดก็เพื่อ "สร้าง" และ "ปูทาง" สนามการค้าที่รอวันโตอยู่นั่นเอง
- เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า
นอกจากการปรับตัวของเวียดนามเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการลงทุนรวมทั้งการค้าระหว่างประเทศ ในแง่ของประเทศคู่ค้าอย่างไทยเอง การปรับตัวก็ถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จอีกดอกด้วย
"การประกาศตัวว่าเป็นฮับ (Hub) ในทางปฏิบัติมันมี 2 ความหมายนะ" ผศ.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตั้งข้อสังเกต
ทั้งในฐานะ "ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ" และ "ทางผ่านเศรษฐกิจ"
"ปัจจุบัน เรามองความหมายแรก แต่เวียดนามมองอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งทางเราไม่ทำอะไรเลยเราก็จะกลายเป็นแค่ทางผ่าน" เขาอธิบายเพิ่มเติม
ในความหมายก็คือ การพัฒนาระบบขนส่งที่มีคุณภาพก็อาจเป็นการหลั่งไหลเศรษฐกิจที่ดีไปสู่เพื่อนบ้านโดยปริยายได้เหมือนกัน หากประเทศไทยเองยังไม่สามารถ "สลัด" แนวคิดการมองเพื่อนบ้าน "ด้อยกว่า" ตัวเองออกไปได้อย่างแท้จริง
"สังคมไทยต้องเปิดใจให้กว้างมากกว่านี้ อคติทางประวัติศาสตร์ในการมองเพื่อนบ้านด้วยความแตกต่างจากการเป็นระบอบการปกครองที่่ต่างกัน ด้วยความรู้สึกว่าเป็นประเทศคู่แข่ง อาจถึงเวลา ยกความรู้สึกนี้ออกไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การค้าข้าว เราพยายามรวมเป็นสมาคมค้าข้าวกับเวียดนาม หรืออินเดียที่ขายข้าวเหมือนกัน แต่รวมไม่เคยสำเร็จ เพราะความรู้สึกที่เรามองชาติอื่นๆ ในฐานะเป็นอื่นที่แตกต่าง และด้อยกว่า หรือเปล่า" เขายกตัวอย่าง
หากถามว่า ประเทศไทยควรทำอะไร บุณยสฤษฏ์ ตอบอย่างไม่ลังเลคือ การสร้างความเข้าใจเพื่อนบ้านอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ในความรู้สึกของ เอกอัครราชทูตเวียดนาม ก็ยังคิดว่า ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศนั้น มีหลายสิ่งที่แบ่งปันกัน และร่วมมือกันได้ นั่นเท่ากับว่า โอกาสยังเปิดกว้างอยู่
"ทั้ง 2 ประเทศต่างก็เป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเราจึงมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะนำพาประเทศเพื่อนบ้านของเราไปสู่จุดหมายด้วยกัน" เขาย้ำ
"ความร่วมมือ" และ "ทัศนคติ" จึงกลายเป็น "คีย์เวิร์ด" สำคัญสำหรับวันพรุ่งนี้อย่างแท้จริง





