ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าครูใหญ่หรือครูน้อย ต่างมีบทบาทในการหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นคนเก่ง ดี มีวิสัยทัศน์และเข้าใจผู้อื่น
เหมือนเช่น ครูตัวเล็กๆ อินทิรา ชาญวิทยา ที่ผู้บริหารการศึกษาเห็นในสิ่งที่เธอทำ เคยได้ทุนครูสอนดี ปี 2554 ของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
ปัจจุบันเธอรับราชการมานานกว่า 11 ปี เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์ในโรงเรียนเทพวิทยา สำนักงานเขตลาดพร้าว นอกจากนี้ยังแบ่งเวลาไปช่วยราชการสอนที่โรงเรียนอนุบาลทีปังกรรัศมีโชติ รวมถึงเป็นวิทยากรบรรยายให้นักศึกษานาฏศิลป์ที่มหาวิทยาลัยจันทรเกษม และเทคโนโลยีราชมงคล เทเวศร์
ก่อนที่เธอจะเป็นครูสอนดี เธอบอกว่า เพราะมีครูดีและพระอาจารย์ทางธรรมให้โอกาส ทำให้มีวันนี้
ใช่ว่า...โอกาสจะเป็นของทุกคน บางคนมีโอกาสก็ปล่อยให้หลุดไป แต่สำหรับเธอ เมื่อโอกาสมาเยือน เธอเลือกที่จะทำเต็มที่ ขยันอดทน หมั่นเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง ถ้ามีกำลังก็เป็นจิตอาสาช่วยผู้อื่น โดยมีคุณธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
อดีตเด็กยากจนคนนี้ แม้เรียนไม่เก่ง แต่สามารถผลักดันชีวิตให้เป็นครูดีๆ คนหนึ่งได้ เพราะเธอไม่เกี่ยงงาน ตอนอายุ 15 ปี แบ่งเวลาไปเรียนที่โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่วัดสุทัศน์ฯ และเป็นครูอาสาสอนวิชาสามัญ กระทั่งอายุ 18 ปี (เรียน ปี 1 มหาวิทยาลัยจันทรเกษม) พระอาจารย์ไว้วางใจให้ช่วยนาฎศิลป์ในวัด
“ตอนเป็นเด็กๆ ก็ช่วยคุมน้องๆ เวลาพระอาจารย์สอนก็ช่วยดู ทำให้เราเข้าใจวิธีการสอนเด็กที่ไม่เหมือนกัน อย่างเด็กบางกลุ่มอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เด็กบางคนเป็นออทิสติก เราก็ไปนั่งประกบช่วยสอน พอเรียนนาฏศิลป์ พระอาจารย์ก็มอบหมายให้สอนนาฏศิลป์เต็มตัว เราก็ต้องหาแนวทางสอนเพื่อให้เด็กอยากเรียน เพราะวิชานาฏศิลป์ ถ้าใจไม่รัก จะยิ่งยาก " ครูอินทิรา เล่าถึงการเรียนรู้วิธีการสอนในช่วงเยาว์วัย
แต่ใช่ว่า โอกาสจะเป็นของเธอในทุกเรื่อง ครูอินทิรา บอกว่า เพราะฐานะยากจนมาก ทำให้เสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต
“ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจความขัดสนของครอบครัวหรอก เคยสอบชิงทุนไปแสดงต่างประเทศได้ แต่ต้องออกเงินหนึ่งหมื่นบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายบางส่วน ตอนเป็นเด็กๆ เราไม่รู้หรอกกว่า เงินหมื่นบาทเยอะมาก หรือตอนพ่อมีอาชีพขับแท็กซี่ สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ พ่อหายไปสองวัน เราก็ต้องดูแลน้องๆ
หรือช่วงตอนที่ได้ทุนไปเรียนนาฏศิลป์ที่อ่างทอง ตอนนั้นพ่อไม่สนับสนุน เพราะมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่อยากให้ลูกเรียน กลัวใจแตก แต่เราชอบเพราะเป็นสิ่งที่มีความสุข จนได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย แต่เราเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น เพราะคนอื่นมีพื้นฐานจากวิทยาลัยนาฏศิลป์มาแล้วหกปี ตอนเริ่มปี 1 เราก็ต้องซ้อมมากกว่าคนอื่น เขารำกันสองเที่ยว เราเพิ่มเป็นสิบเที่ยว ต้องตามเขาให้ทัน เพราะเรารักในสิ่งที่ทำ”
"หนักเอา เบาสู้" เป็นสิ่งที่ครูอินทิราปฎิบัติมาตั้งแต่เล็กจนโต นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ครูหลายคนเห็น จึงช่วยหางานเล็กๆ น้อยๆ ให้เธอทำ แลกกับเงิน
"คุณครูที่สอนในช่วงประถม ก็ช่วยดูแลว่า ลูกศิษย์คนนี้จะมีเงินกินข้าวไหม ครูให้เราช่วยตักข้าวบริการคนอื่น แล้วให้ทานอาหารกลางวันฟรี ครูจะดูแลใกล้ชิดมาก พอเรียนมัธยม ครูรู้ว่า ยากจนก็ให้ทุนเรียนหนังสือ และฝึกอาชีพให้หารายได้เล็กๆ น้อยๆ พอเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้อาจารย์แม่ที่เป็นอาจารย์นาฎศิลป์พาไปออกงานให้มีรายได้ส่งตัวเองเรียนและเลี้ยงดูพ่อ เราได้ครูดีและเพื่อนดีมาตลอด หรือตอนที่เป็นเด็กช่วยงานวัด พอมีประกวดการเป็นนักบรรยายธรรม เขาก็ส่งเราไปประกวด ก็ต้องค้นข้อมูลจากห้องสมุด เพื่อเอามาเขียนบทพูดแล้วท่องจำ เราทำจนได้โล่ห์รางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และทำกิจกรรมตลอด เพื่อไม่ให้ใจไปคิดถึงความเจ็บปวดด้านอื่นๆ เรามีภูมิทางใจที่เข้มแข็ง"
เมื่อชีวิตมีช่วงเวลาแย่ๆ ก็มีช่วงเวลาดีๆ เสมอ เพื่อทำให้ชีวิตสมดุลและแข็งแกร่ง เธอบอกว่า ที่สามารถพูดสื่อสารกับเด็ก ทำให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จ เพราะเรารู้ว่าจะพูดให้คนเข้าใจได้อย่างไร และเห็นตัวอย่างดอกเตอร์ที่เรียนสูงๆ หลายคนพูดกับคนไม่รู้เรื่อง
"เราเอาปมแย่ๆ ตอนเด็กมาทำชีวิตให้ดีขึ้น การออกไปรำที่โน้น ที่นี่ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทำให้เราได้ต่อยอดในวันนี้ เรามองว่า การศึกษาคือสิ่งที่จะสร้างโอกาส ทำให้เราอยากช่วยเด็กๆ ให้มีโอกาสดีๆ เหมือนเรา คนเราไม่ต้องเก่งเลิศเลอ เพราะตอนเด็กๆ ครูเองก็เรียนไม่เก่ง แต่มีความใฝ่ดี เน้นคุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพ่อก็เรียนธรรมะกับพระที่วัด ดังนั้นผิดชอบชั่วดี เราแยกแยะได้ตั้งแต่เด็ก แม้จะยากจนครอบครัวไม่สมบูรณ์ แค่หัวข้อธรรมะเล็กๆ หิริโอตัปปะ “ละอายต่อความชั่วและเกรงกลัวต่อบาป” ที่พระอาจารย์สอนเราตั้งแต่เด็ก ฟังบ้าง หลับบ้าง ยังอยู่ในหัวเรา บอกตรงๆ ว่าไม่เคยไปนั่งสมาธิวิปัสสนาอะไรทั้งสิ้น แต่เรารู้ว่า เรื่องอะไรไม่ดี ก็อย่าทำ"
นั่นเป็นจุดที่ทำให้อินทิราตั้งใจว่า เมื่อมีอาชีพครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเธอเองได้ครูดี ทำให้ชีวิตเปลี่ยน
“วันที่ครูของเราช่วยเราในวันนั้น เขาไม่รู้หรอกว่า อีกสิบปีข้างหน้า เขาได้ส่งเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีแม้อาหารจะกิน ขึ้นมาเป็นข้าราชการได้ เราก็เลยมองว่า ถ้าวันนี้เราสามารถช่วยเด็กคนหนึ่งได้ ในอีกสิบปีก็คงมีความสุขกับชีวิตความเป็นครูของเรา เราไม่เคยฝันอะไรมากมาย แค่ทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด"
เพราะเป้าหมายไม่ได้สูงส่ง เกินตัว แต่เป็นสิ่งที่สามารถทำได้เลยคือ การพัฒนาเด็กๆ ในวิชาชีพที่เธอถนัด พร้อมๆ กับการสอนคุณธรรม
“การสอนในระดับประถม ไม่ได้ตั้งใจพัฒนาให้เด็กเป็นมืออาชีพ เป็นครูนาฏศิลป์ แต่เป้าหมายการสอนนาฏศิลป์เพื่อฝึกคุณธรรมและจริยธรรม เพราะมีคนชอบพูดว่า คนเรียนนาฎศิลป์โง่ ซึ่งมันไม่จริง ถามว่าการที่คนเราจะจัดระเบียบร่างกายตัวเอง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ในท่ารำท่าหนึ่ง หัว เอว ขา มือ หน้าต้องเอียงด้านนั้นด้านนี้ การฝึกแบบนั้นใช้สมาธิสูงมาก เป็นการสร้างสมาธิอย่างดีให้เด็กและคนเรียนนาฏศิลป์ต้องมีความอดทน กว่าจะรำให้คนเห็นสามนาทีห้านาที ต้องซ้อมทุกวันเป็นเดือนๆ วันละสองสามชั่วโมง"
อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ไม่ควรเอาความหวังทั้งหมดมาฝากไว้กับครู เธอ บอกว่า เด็กทุกวันนี้ถูกละเลยจากครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก แค่อ่านหนังสือให้ลูกฟังวันละ 15 นาที ก็ไม่มีเวลา ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก
"ครูก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ในความเป็นจริง ครูจะสอนเด็ก 600 คนในโรงเรียนให้ดีหมด เป็นไปไม่ได้ แต่ครูหนึ่งคน สอนแค่ปีละ 30 คน แล้วในโรงเรียนนี้มีครู 20 คน ถ้าครูดูแลเด็กอย่างเข้มข้น สนับสนุนให้เขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด บางคนเก่งเลข บางคนเรียนไม่เก่งแต่เล่นดนตรีเก่ง ฯลฯ ถ้าครูช่วยสนับสนุนเขา ย่อมเป็นเรื่องดี ส่วนพ่อแม่ก็ควรสนใจลูกมากกว่านี้"
นี่คือ เรื่องราวของครูที่มีสำนึกแห่งความเป็นครู อีกหนึ่งจิกซอในการสร้างสรรค์สังคม





