background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เซเลบบิวตี้ สวยสั่ง (ไม่) ได้

เซเลบบิวตี้ สวยสั่ง (ไม่) ได้

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าที่ (เกือบ) โหด มัน ฮา และดราม่า น้ำตาทั่วจอ ในโลกของเหล่าเซเลบบิวตี้บล็อกตัวแม่

หลังจากโลกแฟชั่นถูกสั่นคลอน ด้วยกองทัพแฟชั่นบล็อกเกอร์ที่ขึ้นมานั่งแถวหน้าเทียบเคียง แอนนา วินทัวร์ แห่งนิตยสารโว้ค ไบเบิลของโลกแฟชั่น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถึงวันนี้ บรรดาบล็อกเกอร์ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกส่วนที่คอยขับเคลื่อนวงการไปแล้ว

นิวเจเนอเรชั่นที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับวัฒนธรรมการสื่อสารบนโลกอินเตอร์เน็ตผ่านชุมชนออนไลน์ (Online community) ในทางการตลาด ถือเป็น Online Influencer อีกกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ

สำหรับประเทศไทยเอง ตามรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ความงามถือเป็นกิจกรรมสาคัญของคนในยุคปัจจุบัน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง (ราวร้อยละ 10 ต่อปี และมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท) ซึ่งคำแนะนำจากเหล่ากูรูออนไลน์เหล่านั้นจะยิ่งเพิ่ม "ความเชื่อมั่น" และ "ยอดขาย" ของผลิตภัณฑ์ไปด้วย อย่างที่เริ่มมีการติดป้าย "Bloggers Recommend" เอาไว้ตามเชลฟ์สินค้าเพื่อจูงใจให้ควักกระเป๋าจ่ายง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะ การแลกเปลี่ยนมุมมอง (แบบเพื่อนกับเพื่อน) หรือเครือข่ายสังคมประเภทต่างๆ จะช่วยให้เหล่าบล็อกเกอร์ทำตัวให้ต่างออกไปเป็น "ผู้สร้างรสนิยม - Tastemakers" แต่เส้นทางของ "เซเลบออนไลน์" ก็ไม่ได้สวยงาม และราบรื่นเหมือนอย่างที่เห็นในหน้าเพจ

แทงข้างหลัง... บล็อกเกอร์

อย่างแรก...

"บิวตี้บล็อกเกอร์ไม่ได้ดูดีตลอดเวลาค่ะ" นั่นน่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ ดวงกมล ถิระวัฒน์ หรือ มด บล็อกเกอร์สาวเจ้าของชื่อ Cinnamongal นึกถึง เมื่อถูกถามถึงความ "เป๊ะ" ของบิวตี้บล็อกเกอร์

คำตอบของบรรณาธิการความงามประจำเว็บไซต์ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และเซเลบบล็อกเกอร์ขาประจำของงานเกี่ยวกับความงาม ไม่ได้ต่างจาก "เดอะ แก๊งค์" ของเธออย่าง เอิ๊กเอิ๊ก-พีรญา ป้อมอาษา บล็อกเกอร์อันดับ 1 ของไทยจาก Thailand Blog Awards 2012 ประเภท Shopping & Beauty Blog และ ปูเป้ - ศักรัช เปี่ยมวรนันท์ หรือ Pupe_so_Sweet ไซเบอร์กูรูที่ถูกยกให้เป็น หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ด้านความสวยความงาม ด้วยจำนวนแฟนคลับล้นหลามทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก และเว็บไซต์

ทั้ง 3 คนเล่าว่า กาลเทศะ ถือเป็นปัจจัยแรกที่กำหนด "ความเป๊ะ" ของเหล่าบล็อกเกอร์ เพราะจากภาพที่ทุกคนเห็นผ่านเว็บไซต์จะหมายความว่า ไอดอลความงามของพวกเธอ (หรือเขา) จะต้องสวย เริ่ด เชิด เป๊ะ อยู่ตลอด ดังนั้นการออกไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ ก็ไม่ควร "เสียลุค"

"ถ้าอยู่ในวงบิวตี้บล็อกเกอร์ จะเป็นเหมือนนกหงส์หยก แม่นกันทุกคน" สาวเอิ๊กยืนยันด้วยรอยยิ้ม

แต่ก็อย่างว่า บางครั้งคนเราก็อาจจะ "เป๋" ไปบ้าง

"เวลาที่ไม่ใช่งาน เราก็จะเป็นสภาพที่ยุ่งเหยิงมาก ซึ่งมันก็จะมีคนมาเจอ ก็จะ เอ๊ย นี่คืออะไร แต่มันก็คือเรา มันก็เป็นชีวิตปกติของคน เพราะเราเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ เราไม่ใช่คนที่ต้องสวยตลอดเวลา แต่ชีวิตของเราเราก็ยังมีชีวิตของเราอยู่ดี" มดบอก

อย่างที่สอง...

ไม่ใช่ว่าบิวตี้บล็อกเกอร์จะพลาดไม่เป็น เพราะอย่างน้อยในการเป็นกูรูออนไลน์ด้านนี้ ต้องมีสักครั้งที่สะดุดยอดหญ้าหน้าคะมำ

"เราพลาดครั้งเดียวนะ วันนั้นต้องแต่งหน้าเร็วมาก และเรารองพื้นเยอะมาก ประมาณ 20-30 ขวด ก็หยิบสีผิด แถมยังแต่งในห้องที่แสงธรรมชาติไม่เปิดไฟ ผลปรากฏว่า หน้าเข้มกว่าตัวเยอะมาก (เน้นเสียง) เรารู้นะว่าพลาด แต่ถ้าใครทักเราก็บอกว่า มันเป็นเทรนด์น่ะ (ยิ้ม) บลอนด์แบบเจนนี่ เข้าใจป่ะ แต่จริงๆ ฉันลืมทา และตอนนั้นหน้าดำไปแล้ว" มดเผยประสบการณ์

สำหรับ สกินแคร์กูรูอย่างปูเป้ ถ้าไม่นับการแต่งตัวสีโดดจากโทนที่คนร่วมงานใส่ ปัญหาเรื่องการทดลองผลิตภัณฑ์ออกใหม่ไปออกงานทำให้หน้าเยิ้มจนเละก็ทำให้เจ้าตัวออกอาการเซ็งเหมือนกัน

หรือเอิ๊กที่นึกสนุกอยากแต่งตามความชอบส่วนตัวแต่ภาพที่ออกไปปรากฏต่อสาธารณะดันไปพ้องกับลุคของ "ดาราเอวี" เสียอย่างนั้น

"วันนั้นนึกคึกอะไรก็ไม่รู้ อยากแต่งแบบที่ตัวเองชอบ ก็ซื้อชุดทหารเรือมาชุดหนึ่ง ซึ่งน่ารักมากในความรู้สึกเรา แต่พอโพสต์ลงไปบนหน้าแฟนเพจปุ๊ป ทุกคนก็จะบอกว่า น่ารัก ๆ ๆ ๆ ๆ พี่เอิ๊กมันก็น่ารักดีนะ แต่ดูเหมือนนางเอกหนัง ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เลย พอมีคนทัก กลายเป็นว่า ตายไปเลย ทุกคนบอกว่า ไม่ไหวนะ อย่างนี มาผิดงานหรือเปล่า เสียเซล์ฟไปเลย แล้วงานนั้นหรูมากจริงๆ หลังจากนั้น เราก็เลยต้องเช็คเรื่องแต่งตัวก่อนตลอด"

อย่างที่สาม...

ก็มีบ้างที่บรรดาบล็อกเกอร์จะสุ่มหัวกันเพื่ออัพเดทเทรนด์แฟชั่น หรือเทคนิคเสริมความงามตามที่แต่ละคนได้ไปทดลองมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่จะออกแนว "เม้าท์มอย" กันมากกว่า

"สมมติถ้าเรานั่งจับกลุ่มอยู่อย่างนี้ ถ้ามีผู้ชายหล่อเดินมาเราก็จะคอยโฟกัสนะ" มดเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

"จริงๆ มันเป็นแฟชั่นนะ อย่างถ้าผู้หญิงสวยเดินมาเราก็จะ เฮ้ย... เออ... อะไรอย่างนี้ เราว่ามันเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ที่เราอยู่ด้วยกัน เราก็คุยทุกเรื่อง" เอิ๊กเสริม

ดราม่า... หน้าแหก... แลกได้

นอกจาก รายละเอียดของ "รีวิว" แล้ว "ตัวตน" ของเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ความสำเร็จ" ในสังคมออนไลน์ด้วย ความน่าเชื่อถือตรงนี้ ไม่ได้จำกัดวงแค่นักอ่านเท่านั้น แม้แต่บล็อกเกอร์ด้วยกันก็ถือว่า "ทรงอิทธิพล" ด้วย

"พอได้ยินจากปากพี่ๆ เขามันก็หนักแน่นขึ้น เขาก็มีอิทธิพลกับเรา อย่างเรื่องออกกำลังกาย เฮ้ย เจอออกกำลังกาย เราก็อยากออกบ้าง" เอิ๊กยกตัวอย่างความสนใจล่าสุดของเธอที่มีจุดเริ่มต้นมาจากรุ่นพี่ในวงการ

ด้วยกลุ่มก้อนของสังคมความงามออนไลน์ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน ทำให้ฟากนักการตลาดหัวใสนำมาใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารระหว่าง "แบรนด์" กับ "กลุ่มเป้าหมาย" โดยผู้ส่งสารเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นบล็อกเกอร์ซึ่งมี "ปริมาณ" ผู้ติดตามอยู่ในมือ

การเข้ามาของแบรนด์ หรือตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญไปออกงาน ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้รีวิว ตลอดจนว่าจ้างให้เขียนถึงตัวสินค้านั้นๆ แง่หนึ่งนั่นคือการยกระดับของ "บล็อกเกอร์" ในฐานะของ "ผู้รีวิวมืออาชีพ" ซึ่งสามารถเลี้ยงชีพได้ แต่อีกด้านยังถือเป็นบททดสอบ "ความเป็นกลาง" ของตัวบล็อกเกอร์แต่ละคนเหมือนกัน

เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ...ยากไหม

"ไม่รู้สึกยากเพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นใคร เราเริ่มต้นจากความชอบ โดยที่ไม่ได้คาดหวังอะไร แล้วเราเป็นตัวเราตั้งแต่ต้น ดังนั้นเราจะอยู่ได้อย่างสบายมาก ไม่มีอะไรยากกับชีวิตเลย" Cinnamongal พี่ใหญ่ของกลุ่มให้คำตอบ

ปูเป้มองว่า สิ่งที่ยากก็คือ การทำความเข้าใจ เพราะความหมายของบล็อกเกอร์สำหรับแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเข้าใจแล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้น

แน่นอนว่า บิวตี้บล็อกเกอร์ ก็ไม่ได้มีแต่ "โลกสวย" ทุกคนล้วนต้องผ่าน "มุมมืด" มาด้วยกันทั้งนั้น

อย่างที่มด หรือปูเป้ เคยโดนตั้งคำถามถึง "โฆษณาแฝง" ในรีวิวหลายๆ ชิ้น ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ยืนยันชัดเจนว่า ที่ผ่านมาจะมีการเขียนบอกเอาไว้ตลอดว่า ชิ้นไหนที่ซื้อมารีวิวเอง ชิ้นไหนที่ได้รับการสนับสนุน ไม่ก็ข่าวลือถึงความเปลี่ยนไปของตัวบล็อกเกอร์ ซึ่ง "ดราม่า" ประเภทนี้ก็จะมาเป็นพักๆ

"โดนถึงขนาดว่าได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ จะซื้อบ้านย้ายบ้านหนีแฟนคลับเลยน่ะค่ะ" เอิ๊กเปิดประเด็นที่ตัวเองรู้สึกแย่ที่สุด ที่สำคัญเรื่องราวยังไปเชื่อมโยงกับแฟนคลับซึ่งเธอยอมไม่ได้จึงต้องออกโรงชี้แจงรายละเอียดด้วยตัวเอง

"พอมีคนเริ่มก็มักจะมีคนมาต่อ ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เราเขียนมา 7 ปีแล้ว เราเขียนจากการซื้อ โอเค ปัจจุบันเราไปงานแล้วได้ของมา แต่เราซื้อของมากกว่าปริมาณที่ได้จากงานอีก คือ เราซื้อตลอดเวลาจริงๆ" มดเอ่ยถึงบางกรณีที่เกิดกับตัวเอง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วระหว่างของที่ได้ กับของที่ซื้อ เธอหมดเงินไปอย่างหลังเป็นตัวเลขกว่า 7 หลักแล้ว

รวมทั้งค่าอุปกรณ์เสริมอย่าง กล้องวีดิโอ กล้องถ่ายภาพ หรือแม้แต่ไฟประกอบฉาก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ทั้ง 3 คนยืนยันว่า ต้องลงทุนเองทั้งนั้น เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพ และคนอ่านจะได้ประโยชน์

"เราต้องไปค้นหาข้อมูลในเว็บต่างประเทศ หาTextBook มาอ่านประกอบเพื่อเขียนด้วย เพราะเราอยากให้มันมีประโยชน์จริงๆ" ปูเป้ยกตัวอย่าง

ยังไม่นับความเสี่ยงที่ต้องเอาร่างกายตัวเองไปทดลองกับผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้จาก "หน้าแหก" มานักต่อนัก

"มีช่วงหนึ่งที่เอิ๊กหายไปเลย นั่นน่ะค่ะ หลบไปซ่อมหน้าอยู่" ไม่เฉพาะเอิ๊กเท่านั้น ทั้งมด และปูเป้ก็ต่างยอมรับว่า ตัวเองผ่านการ "หน้าพัง" มานักต่อนัก แต่ที่ยังทำก็เพราะใจรัก เมื่อย้อนกลับไปมองเรื่องค่าตอบแทน เป้ตั้งข้อสังเกตในแง่ของ "ค่าเสียเวลา" กับ "ค่าประกันความเสี่ยง" มากกว่าค่าเขียนด้วยซ้ำ

เมื่อกลับมามองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มดรู้สึกว่าการผ่านมาได้นอกจากจะเป็นการยืนยันถึงความเชื่อ และความเป็นมืออาชีพในวงการแล้ว ส่วนหนึ่งยังทำให้เธอและเพื่อนๆ เติบโตขึ้น

...ที่สำคัญ

ยังได้เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ให้คนที่เอาใจใส่ดูแลตัวเองด้วย.