วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Maison & Objet เทรนด์นำโลกจากเมืองน้ำหอม

ไพโอเนียร์, เรเนซายน์, และ อาหาร, สามเทรนด์นำโลกในงานออกแบบที่ปรากฎในงาน Maison & Objet

นักออกแบบที่ประสบความสำเร็จคือนักออกแบบที่มีแนวทางของตัวเอง ขณะเดียวกันการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนหมู่มาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกปีนักออกแบบจากทั่วโลกต่างมุ่งหน้าไปที่งาน Maison & Objet ในประเทศฝรั่งเศส และ The Milan Furniture Fair หรือ Salone Internazionale del Mobile ในประเทศอิตาลี


"สองงานนี้จะแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน เพราะว่าเมซอง (Maison & Objet) คืองานของตกแต่งบ้าน จะมีของเล็กๆ น้อยๆ มีของประดับตกแต่ง แก้ว ถ้วย จาน ชามต่างๆ พวกนี้เยอะพอสมควร ขณะที่มิลาน (The Milan Furniture Fair) จะเป็นลักษณะเหมือนเฟอร์นิเจอร์เป็นหลัก อาจจะมีของตกแต่งเป็นเทรนด์อะไรนิดๆ หน่อยๆ แต่องค์ประกอบหลักของเขาคือเฟอร์นิเจอร์
เพราะฉะนั้นถ้าเราเปรียบเทียบในแง่ของกระแสความเป็นแฟชั่น แน่นอนว่าอะไรที่มันเป็นของชิ้นเล็กๆ มันมีความเป็นแฟชั่น มีเทรนด์ในการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว บางครั้งก็จับต้องได้จริง บางครั้งก็มีความสนุก บางครั้งก็เป็นเรื่องของการเกริ่นนำ (Intro) เพื่อรับรู้ในการเกิดขึ้นของกระแสอะไรบางอย่าง" คุณ รัฐพล ศักดิ์ดามพ์นุสนธิ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร room พูดถึงความแตกต่างระหว่างงาน Maison & Objet และงาน The Milan Furniture Fair


"งานเมซองเขาพยายามที่จะบอกว่าเทรนด์อะไรจะมา เขาจะไม่รอให้มันเกิดขึ้น คือเขาจะใช้ความรู้ใช้สายตาที่ดีของเขาในแบบที่มีพื้นฐานความรู้มาบอกว่าอันนี้จะดัง อันนี้จะมา อันนี้จะดีนะ แล้วเขาจะจัดนิทรรศการให้ดูเลย แต่ในส่วนของงานมิลานจะเป็นงานที่เน้นธุรกิจการส่งออก การเปิดตัวสินค้ามากกว่า แต่ทำไมนักข่าวและดีไซเนอร์ทั่วโลกต้องไปงานมิลาน เพราะว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด แต่ว่าการที่จะบอกว่าเทรนด์อะไรมาคุณต้องเดินด้วยตัวคุณเอง เห็นด้วยตาคุณเอง แล้วต้องสรุปเองถึงจะได้ ซึ่งบางอันก็เป็นจริงเหมือนกับที่งานเมซองเขาพูดไว้ตอนต้นปีเลย บางทีก็เป็นคนละเรื่องเลย บางทีสิ่งที่เมซองพูดก็ไม่มีอยู่ในมิลานเลยแม้แต่นิดเดียวหรือมีน้อยมากก็มี อย่างเราไกลปืนเที่ยงนิดหนึ่งก็เลยต้องไปทั้งสองงาน แล้วชั่งน้ำหนักดีๆ ว่าอะไรที่จะมาจริงๆ แล้วก็ต้องชั่งต่ออีกว่าอะไรที่มันเหมาะสมกับเมืองไทยและจะมีต่อในเมืองไทย เป็นเทรนด์ในเมืองไทย นั่นคือเหตุผลที่เราไปกันทุกงาน" คุณ เจรมัย พิทักษ์วงศ์ บรรณาธิการอำนวยการ กลุ่มบ้านและตกแต่ง บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริม
งาน Maison & Objet ในปีนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ


'Pioneer' ดีไซน์จากยุคบุกเบิก
"ในงานนี้มีธีม (Theme) ของเทรนด์ (Trend) อยู่ 3 เทรนด์หลักๆ อันแรกเป็นเรื่องของ 'Pioneer' เป็นเรื่องของกระแสการตกแต่งแบบย้อนยุค และมีเรื่องของการบุกเบิกในการใช้วัสดุต่างๆ ของเก่าของอะไรต่างๆ พวกนี้กลับมาใช้ใหม่ ก่อนหน้านี้กระแสวินเทจ (Vintage) มันมีมาสักระยะแล้ว แต่เขากำลังพูดถึงกระแสการออกแบบที่ใช้วัสดุ สไตล์ หรืออะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องของการใช้ของที่ดูเก่าๆ ทั้งของทำมือ หรืออะไรที่ผมอยากให้นึกภาพคาวบอย การบุกเบิกเมือง ไปล่าอาณานิคมอะไรแบบนี้ ของที่เขาใช้จะมีเรื่องของฝุ่น เรื่องของความเก่า เรื่องของการใช้แล้ว ยิ่งเก่ายิ่งสวย ซึ่งอันนี้ถ้าถามว่าคนไทยรู้สึกอย่างไร ผมว่าคนไทยก็อินเรื่องนี้มาสักระยะแล้วนะ ปัจจุบันนี้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แฟชั่นก็มีมาแล้ว ใส่เสื้อยีนส์ ใส่รองเท้าบูต.. เป็นเทรนด์ที่คนเริ่มหยิบเอาของเก่ากลับมาประยุกต์ใช้ เอาดีไซน์มาประยุกต์ใช้ เขารวบรวมกระแสพวกนี้มารวมกันว่าจริงๆ แล้วดีไซน์อะไรที่มันสามารถเคลื่อนย้ายได้ สามารถพกติดตัวไปได้ มันเป็นไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบัน มันเหมือนกลับมาอีกครั้ง.. " คุณรัฐพล เล่าให้ฟัง


"พวกงานถัก งานมือ เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเขาให้ความสำคัญกับงานหัตถศิลป์ (Craft) เพิ่มมากขึ้น.. ก่อนหน้านี้ประมาณ 5-6 ห้าหกปีที่แล้วช่วงนั้นจะเป็นเรื่องของงานหัตถศิลป์เหมือนกันมันมีมาสักระยะแล้ว ตอนนี้เหมือนตอกย้ำเทรนด์ที่มาได้สักระยะหนึ่งแล้วว่าคนให้ความสำคัญกับงานทำมือมากพอสมควร ซึ่งเหมาะกับบ้านเรามาก คนไทยถ้าจะเปรียบเทียบเทคโนโลยีจริงๆ สู้ต่างชาติไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราเอาฝีมือ เอางานดีไซน์คนไทยเข้ามาผมว่าคนไทยก็ไม่แพ้ชาติไหนเหมือนกัน"


"Pioneer หรือสไตล์บุกเบิก จริงๆ เป็นเทคนิคของฝรั่งในการที่จะเล่นต่อกับคำว่า Vintage เล่นต่อกับคำว่าของเก่าๆ แต่ก่อนคนชอบของเก่าก็จะเป็น Antique ใช่มั้ยครับ ต่อมาตอนยุค 10 ปีที่แล้วคนชอบ Retro มันก็คือของเก่า แล้วสักพักหนึ่งมา Vintage ก็ดูผู้หญิงๆ หน่อย ทีนี้มันก็ย้อนไปเวลาเดิมเพียงแต่ว่าเหมือนไปมองอีกมุมหนึ่ง Pioneer คือผู้บุกเบิกในแนวคนที่ไปบุกจริงๆ ใส่กางเกงยีนส์ ใส่กางเกงกากี มีเอี๊ยม ใส่หมวก ใช้ของที่มันถึกๆ หนาๆ เหล็กจะเป็นเหล็กทองแดง ลุคนั้นที่ฝรั่งบอกว่า Vintage มันยังไม่หมดยังมีตรงนี้ส่วนนี้ในประวัติศาสตร์ที่ไปมองแล้วดึงสไตล์ของคน การแต่งตัว การใช้ของๆ คนตรงนั้นมาเป็นสไตล์ได้ ผมมองว่ามันคือ Vintage ในแบบที่เน้นผู้ชายๆ " คุณเจรมัย เสริม


'Renaiscince' วิทยาศาสตร์จากยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของงานดีไซน์
อีกหนึ่งรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนจากงาน Maison & Objet คือเทรนด์ที่เรียกว่า 'Renaiscince'


"เป็นเรื่องของ Renaissance ผสมกับ Science คือในยุคเรเนซองส์เป็นยุคที่งานสถาปัตยกรรมเรเนซองส์ถือว่าเป็นก้าวแห่งความสำเร็จสุดๆ ในแง่การตกแต่งภายใน (Interior) ลายแกะสลักอ่อนช้อยสวยงาม แต่ว่ามันมีอีกจุดหนึ่งของที่เป็นวิทยาศาสตร์ (Science) พวกนี้มันอยู่ยุคนี้เหมือนกัน เขาเลยหยิบประเด็นนี้มาพูดถึงเรเนซองส์แต่เป็นในมุมมองที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ พวกหลอดแก้ว หลอดทดลอง ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น หรือเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุ การเอกซเรย์เห็นกระดูกคนเป็นครั้งแรกในโลกเกิดขึ้นยุคนี้เหมือนกัน ..เขาหยิบเรื่องของเรเนซองส์ในรายละเอียดของวิทยาศาสตร์ ..จริงๆ เทรนด์นี้มีมาตั้งนานแล้วแต่ว่าเขาสังเกตว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กระแสมาเยอะ อะไรที่ดูเหมือนเรามองผ่านกล้องจุลทรรศน์ อะไรที่ดูเป็นเส้นสาย เหมือนกายวิภาค (Anatomy)


..เทรนด์นี้มันสนุกกับการเล่าแต่ว่าเอามาใช้จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะเวิร์คหรือเปล่า (หัวเราะ) ..เรามองว่ามันอาจจะเป็นความสนุกในการจับประเด็น ในการเล่นของเรเนซองส์ผสมกับวิทยาศาสตร์แล้วให้เกิดมุมมองใหม่ในการนำเสนอมากกว่า ทั้งสองเทรนด์ที่เล่ามามันคือการหยิบประเด็นเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ในมุมมองอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้หาของใหม่ๆ อะไรมามากเพียงแต่หยิบประเด็นที่เคยเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยมีใครพูดมาเล่าให้ฟังใหม่" คุณรัฐพล บอก


"เรเนซองส์ฝรั่งเขาจะเรียกว่าเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงเยอะๆ ฝรั่งเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ อยู่แล้วครับ.. เพราะฉะนั้นเรเนซองส์ของฝรั่งไม่ได้มีอันเดียวนะ หลักๆ แล้วมันเป็นเรื่องของฝรั่งพอเขาผ่านมาแล้ว เหมือนเขามีหลักฐาน มีซากของเรเนซองส์อยู่ในชีวิตประจำวันจริงๆ เขาถึงได้อิน แต่ว่าเทรนด์นี้อาจจะไม่มาในเมืองไทยเพราะว่าเราเดินไปไหนมาไหนเราไม่ได้มีซากของเรเนซองส์อยู่ในบ้านเราเลย ถ้าจะมีก็คือตอนที่ฝรั่งมาสร้างบ้านสร้างวังตกแต่งวังให้เจ้าซึ่งคนทั่วไปก็ไม่ได้เห็นอยู่แล้ว หรือจะเห็นในโบสถ์คนไทยไม่ใช่คริสต์ก็ไม่ได้เห็น เพราะฉะนั้นมันเลยเหลือเรื่องของดาวินชี (Leonardo Da Vinci) เรื่องของวิทยาศาสตร์ เหลือการแต่งบ้านที่ดึงเอาเสน่ห์ของห้องทดลองวิทยาศาสตร์มา ผมว่าอาจจะเป็นอันเดียวที่คนไทยจะหยิบมาใช้ได้ การใช้รูปเลียนแบบภาพเอกซเรย์ การใช้ลวดลายกราฟฟิคของกายวิภาค การใช้แก้วสี หรือการขยายอะไรสักอย่างที่เราไม่เคยขยายออกมาแล้วมองเป็นลวดลาย (Pattern) ที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอ เช่นเอาไข่หอยเชอรีมาขยาย น้ำมันหยดในน้ำมาขยาย อะไรที่เราเกือบไม่เคยคิดค้นมาใช้ในการตกแต่ง น่าจะเป็นอันเดียวที่หลุดมาในเมืองไทยได้ ที่มิลานไม่มีพูดถึงเทรนด์นี้เท่าไรแต่ว่าที่เมซองพูดเยอะเลย" คุณเจรมัย ขยายความให้ฟัง


แรงบันดาลใจจาก 'อาหาร' อนาคตของโลกดีไซน์
'อาหาร' เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มีการพูดถึงในงาน Maison & Objet


"ผมมองว่าอันนี้เป็นก้าวแรกของคนอินทีเรียที่พูดเรื่องอาหาร ก่อนหน้านี้จะเคยพูดถึงมาครั้งหนึ่งแต่เป็นเรื่องของการทำอาหาร การเข้าครัว แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เมซองพูดถึงการใช้อาหารดิบ การใช้วัตถุดิบในการทำอาหารมาเป็นของตกแต่งบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้แรงบันดาลใจ (Inspiration) เรื่องของวัสดุ (Material) เรารู้สึกตื่นเต้นกับอันนี้แต่เราไม่ได้บอกว่ามันจะเป็นเทรนด์ที่มาในเมืองไทย มันเป็นก้าวแรกในการคิดที่จะทำให้คนเริ่มตระหนักในเรื่องของอาหารมากขึ้น ฝรั่งเขาจะพูดถึงแป้งเป็นงานแนวให้แรงบันดาลใจ เอาแป้งพาสต้ามาทำจานชาม ใช้แรงบันดาลใจจากพวกเนื้อสดมาทำเป็นที่ทับกระดาษ ที่ใส่พริกไทย ..เป็นหมอนที่ทำจากกระดูกวัว.. โคมไฟที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรังผึ้ง.. เขาทำถ้วยที่เรารู้สึกสนุกกับมัน เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ไอเดียคล้ายๆ กับขนมปัง แรงบันดาลใจของเขามาจากการเอาขนมปังมัดกับตาข่ายแล้วไปอบ เขาก็เอาเครื่องปั้นดินเผามารัดกับตาข่ายแล้วทำเป็นพวกถ้วยชามอะไรต่างๆ ก็น่ารักดี


..เหมือนเขากำลังให้ความสำคัญกับอาหาร ..เป็นการทำให้คนเริ่มคิดเรื่องของความเป็นอยู่ การกิน มาเกี่ยวข้องในการดีไซน์ ..ในอนาคตคนอาจจะพูดถึงอาหารในการดีไซน์มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตคนจะเอาเนื้อมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ (หัวเราะ) ผมว่าอันนั้นมันง่ายเกินไป ดูฉาบฉวย มันเหมือนเรื่องของการออกแบบเชิงนิเวศ (Ecological Design หรือ EcoDesign) ที่สมัยก่อนเมื่อเราพูดถึงอีโคเราจะพูดถึงการเอาขยะมาทำ จริงๆ แล้วอีโคไม่ได้หมายถึงการเอาขยะมาทำ แต่เราจะรับรู้ว่ามันเป็นเรื่องการประหยัด เอาของเหลือใช้มาทำ จริงๆ อีโคคือกระบวนการทั้งกระบวนการในการคิดการทำ เทรนด์เรื่องอาหารนี้ผมคิดว่าน่าจะคล้ายๆ กัน คือว่าคิดทั้งกระบวนการทำให้งานอาหารกับงานดีไซน์เป็นเรื่องเดียวกันมากกว่า" คุณรัฐพล บอก


"ผมว่าฝรั่งเศสเขาแค่กระตุ้นให้เราเปิดรับวัสดุใหม่ๆ เพราะตอนนี้ เหล็ก ไม้ หนัง กระจก ผ้า ปูน หิน ก็ใช้กันวนเวียนแล้วแต่เทรนด์ไปๆ มาๆ วัสดุใหม่ๆ ที่เกิดจากการสังเคราะห์ก็จะดูไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติเท่าไร แต่ถ้าอยู่ดีๆ ออกมาเป็นไม้อัดทำจากถั่วลิสงคนก็จะมองว่าเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานหรือรีไซเคิลแบบเดิมอยู่ ฝรั่งเศสเลยพยายามที่จะทำให้เรื่องนี้เท่ก่อน ในงานมิลานก็มีการเอามาต่อยอดเหมือนกัน วัสดุจากแกลบ เปลือกถั่ว แป้งหรือข้าว หรืออะไรต่างๆ ที่ปริมาณเกินกว่าที่เราจะใช้กินเขาเอามาทำเป็นวัสดุที่ใช้ในการสร้างเฟอร์นิเจอร์สร้างวัสดุก่อสร้างได้ ถ้ามันได้รับความนิยมเยอะๆ มันก็จะมีเงินไปใส่ในกระบวนการพัฒนาให้ใช้ได้จริงๆ ตัวนี้อาจจะดูเป็นเทรนด์แต่ผมว่าจะยังไม่ได้เห็นในปีสองปีนี้" คุณเจรมัย ให้ความเห็น


ทั้งหมดนี้เป็นเสมือนคำทำนายของเทรนด์การออกแบบแห่งอนาคตที่ปรากฏอยู่ในงาน Maison & Objet ประเทศฝรั่งเศส แต่อะไรคือสิ่งที่นักออกแบบกำลังให้ความสนใจอยู่ในปัจจุบัน คำตอบอยู่ในงาน The Milan Furniture Fair โปรดติดตามในตอนต่อไป

หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk