จะถูกยกให้เป็นเส้นทางเลาะเลียบชายฝั่งที่สวยที่สุดในยุโรปแล้ว ทั้ง 3 เมืองนี้ยังสวยเข้าตายูเนสโก
นอกจากจะถูกยกให้เป็นเส้นทางเลาะเลียบชายฝั่งที่สวยที่สุดในยุโรปแล้ว ทั้ง 3 เมืองนี้ยังสวยเข้าตายูเนสโก จนได้สายสะพายมรดกโลกมาครองเรียบร้อยแล้ว
ถ้าสแกนไปให้ทั่วรองเท้าบูธ จะพบว่ามีอยู่หลายมุมในอิตาลี ที่น่าเที่ยวทั้งสิ้น นอกจากโรม เวนิส ฟลอเร็นซ์ ยังมีแถวชายฝั่งอมัลฟี(Amalfi)ที่สวยเหมือนนางงาม
ที่จริงแถบชายฝั่งอมัลฟีมีเมืองสวยหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองอมัลฟี เมืองโพสิตาโน และเมืองราเวลโล
นอกจากจะถูกยกให้เป็นเส้นทางเลาะเลียบชายฝั่งที่สวยที่สุดในยุโรปแล้ว ทั้ง 3 เมืองนี้ยังสวยเข้าตายูเนสโก จนได้สายสะพายมรดกโลกมาครองเรียบร้อยแล้ว
บางคนบอกนั่งเรือเลาะเลียบชายฝั่งอมัลฟี แล้วมองเข้ามาเห็นบ้านเรือนกอดก่ายกันตรงหน้าโดยมีผืนน้ำทอดตัวอยู่เบื้องหน้า จะสวยตราตรึงใจกว่า แต่อีกหลายเสียงก็เห็นว่านั่งรถเลาะเลี้ยวไปตามถนนแคบๆของชายฝั่งอมัลฟี แล้วมองลึกลงมาตามแนวชายฝั่ง เป็นความสุนทรีย์ที่ไม่มีใครลืมลง
ขอไล่มาตั้งแต่เมืองราเวลโล ที่อยู่ถัดจากอมัลฟีไปราวๆ 5 กิโลเมตร ที่นั่นมีสวนสวยสองแห่งคือ วิลลา รูโฟโลและวิลลา ชิมโบรเน
บ้านเรือนแถวราเวลโลทอดตัวอยู่ตามริมระเบียงผา ทำให้เหล่ากวีทั้งหลาย ถึงกับประกาศก้องกันว่า จะตายไม่ได้ถ้าไม่ได้มาเอนหลังที่ราเวลโล แม้กระทั่งนักประพันธ์เพลงคลาสสิคชื่อก้องโลกชาวเยอรมันอย่างริชาร์ด วากเนอร์ ยังหลงใหลได้ปลื้มราเวลโลขนาดมาหลงหลักปักฐานที่นี่อยู่พักหนึ่ง
ส่วนที่เมืองอมัลฟีเอง ก็งามไม่น้อยหน้าราเวลโล เคยอ่านเจอว่ามีนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งหลังกลับจากเดินทางท่องเที่ยวในชายฝั่งอมัลฟี เขากลับไปเขียนในหนังสือว่า”ในโลกใบนี้ไม่มีที่ไหนงดงามเท่าอมัลฟีอีกแล้ว”
อาจจะยากเกินไปที่จะพรรณนาให้เห็นฉากอันงดงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ภาพพานอรามาของหมู่อาคารบ้านเรือนสีขาวและสีเอิร์ธโทนที่ตั้งเรียงรายอยู่บนไหล่เขา โดยมีโบสถ์ใหญ่แทรกตัวขึ้นใจกลางเมือง ด้านข้างเป็นผาสูงที่จมหายลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีคราม ไร่มะกอกเป็นขั้นบันไดสลับกับดงมะนาว ดูแล้วรื่นตาร่มใจ
ร่มสีจัดจ้านถูกกางไว้คลุมหาดทรายเม็ดหยาบ ผู้โหยหาและหิวแสงแดดกลับไม่ยอมซุกตัวอยู่ใต้ร่ม พวกเขาเลือกที่จะนอนกลางแจ้งและอนุญาติให้แสงแดดโลมเลียเรือนกายอย่างไม่ถือสาหาความ
นึกภาพไม่ออกเลยว่า ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าอันเก่าแก่ แถมยังเป็นแหล่งเดินเรือที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของชาวโรมันในอดีต การค้าและธุรกรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกเกิดขึ้นที่ท่าเรือเล็กๆแห่งนี้ นั่นทำให้กลิ่นอายของพวกแขกมัวร์ยังลอยละล่องอยู่ในอากาศเหนือท้องฟ้าแห่งอมัลฟี
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์วาตภัยครั้งร้ายแรง คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าถล่มแนวชายฝั่งอมัลฟี กลืนกินแผ่นดินให้จมหายลงไปในทะเล อมัลฟีจึงเหลือสภาพเป็นหน้าผาเว้าแหว่งอย่างทุกวันนี้ ชาวบ้านค่อยๆกลับมาอยู่อาศัยโดยปลูกบ้านเลื้อยไล่ไปบนไหล่ผา จึงเหลือเพียงเมืองเล็กๆที่อยู่ในหุบผามีชาวเมืองดั้งเดิมจริงๆไม่กี่พันคน
ไม่มีที่ไหนตั้งหลักได้ดีเท่ากับสะดือเมือง หากดูตามแผนที่ สะดือของอมัลฟีดูเหมือนจะอยู่ที่จัตุรัสดูโอโม ฉันรุดไปมุมนั้นของเมืองพร้อมกับไอติมในมือแท่งละ 1 ยูโรที่แม้ไม่ช่วยดับร้อนได้ดีเท่าผึ่งแอร์ แต่ก็ช่วยคลายร้อนได้อย่างเบาบางในยามที่แดดอมัลฟีเผ็ดร้อนอย่างไม่บันยะบันยัง
วิหารเซนต์ แอนดรูว์คอยท่าอยู่ที่นั่น เพื่อนสาวคนหนึ่งของฉันบอกว่า ถ้าจะมีอย่างหนึ่งที่ทำให้อมัลฟีเฉือนโพสิตาโน ก็เห็นจะเป็นโบสถ์นี้นี่แหละ ถือว่าเป็นวิหารที่วิจิตรอย่างไร้ข้อครหาแต่เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสมราคาคุยหรือเปล่า จึงไต่บันไดเกือบ 60 ขั้นขึ้นไปตรวจสอบภายในโบสถ์งามใจกลางเมืองแห่งนี้อย่างไม่รีรอ
ด้านในของวิหารเซนต์ แอนดรูว์ ตกแต่งด้วยศิลปะสมัยบาร็อก ที่ทำให้โบสถ์นี้มีความพิเศษ นอกจากจะมีทางเดินที่ทำด้วยหินแล้ว ประตูสำริดก็พิเศษกว่าตรงที่หล่อขึ้นจากเมืองคอนสแตนติโนเปิล ห้องสวดมนต์อันเข้มขรึมตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวและสีเลือดหมู จุดที่ผู้คนให้ความสนใจกันมากหน่อยคงเป็นไม้กางเขนที่มีรูปสลักของพระเยซูที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
เดินซอกแซกอมัลฟีซักพัก ฉันก็รีบมุ่งหน้าไปหา โพสิตาโน อีกหนึ่งเมืองสวยบนชายฝั่งอมัลฟี
โพสิตาโนไม่ใช่เมืองใหญ่โตรโหฐาน คุณสมบัติของการเป็นเมืองเล็ก ถ้าไม่สวยก็สงบ น้ำหนักของโพสิตาโนเทไปที่อย่างแรกมากกว่า ส่วนเรื่องความสงบ นั่นไม่ใช่บุคลิกของเจ้าหล่อน
เพราะโพสิตาโนไม่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ดูเหมือนจะโปรดปรานการพบปะผู้คนเสียมากกว่า
บ้านเรือนสีละมุนตาตั้งเรียงรายลดหลั่นอยู่บนหน้าผาแคบ ๆ สะกดสายตาทุกคู่ให้หยุดมอง เดิมทีชาวโรมันในยุคเก่าแก่ที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ พวกเขาคงกอดก่ายกับความสุขมากกว่าฉันหลายเท่า
ก่อนจะมาโฉบเฉี่ยวไฉไลอย่างทุกวันนี้ ค่าของโพสิตาโนยุคเริ่มแรกเป็นเพียงมุมเล็กๆในหุบเขาที่มีไว้หลบภัยของชาวโรมัน ต่อมาพอดินแดนแถบนี้กลายเป็นสาธารณะรัฐอมัลฟี่ จึงใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนทหารเรือ และเป็นแหล่งการค้าในช่วงศตวรรษที่ 16 ต่อเนื่องถึง 17
เมื่อเดือนร้อนเดินทางมาถึง โพสิตาโนจะแปลงกายเป็นแหล่งแฟชั่นฤดูร้อน ทั่วทั้งโพสิตาโนจะมีเสื้อผ้าล้ำสมัยดีไซน์แปลกตาที่ทำจากผ้าฝ้าย ผ้าไหม ลินินวางขาย ซึ่งล้วนแต่ผ่านการออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชื่อดังแทบทั้งสิ้น บรรดาร้านบูติกขายเสื้อผ้าราคาแพงจะพากันนำสินค้ามาวางจำหน่ายอย่างคึกคักในช่วงนี้ ทุกวันนี้ โพสิตาโนจึงไม่ได้มีแค่บ้านเรือนของช่างเสื้อมากประสบการณ์ แต่ยังเป็นแหล่งรวมช่างฝีมือระดับเทพเอาไว้มากมาย
จะว่าไปแล้ว ชีวิตชิล..ชิลในแถบชายฝั่งอมัลฟีช่างเคลื่อนผ่านไปไว ราวกับว่าเข็มนาฬิกาหมุนเร็วกว่าทุกวัน แต่นึกถึงทีไรสุขใจอย่างแรง
Oเส้นทางสู่อมัลฟี จากกรุงเทพไปตั้งหลักที่โรมก่อน สายการบินกาตาร์แอร์เวย์สมีเที่ยวบินไปโรมทุกวัน สอบถามที่ 02-2592701-3 หรือ www.qatarairways.com
Oจากโรมนั่งรถไฟไปลงที่เมืองนาโปลี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยนั่งรถประจำทางต่อ คลิกไปดูรายละเอียดของตารางรถไฟที่ www.raileurope.co.th





