บันทึกรัตนโกสินทร์ในสายตาฝรั่ง

ภาพวาดลงสีด้วยมือใช้แม่พิมพ์ทองแดงที่เห็นนี้ ปัจจุบันมีการค้นพบในสภาพสมบูรณ์แบบเพียงหนึ่งเดียวในโลก ทำให้เรามองเห็นบรรยากาศเกาะรัตนโกสินทร์ที่ย้อนกลับไปเกือบ 200 ปี ได้เป็นครั้งแรก
เมษายนที่ผ่านมาถือเป็นเดือนแห่งการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 231 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยผืนนี้ ผ่านกาลเวลาและดำรงความเป็นเอกราชยืนยาวมาจนถึง 231 ปี
แต่ถ้าให้จินตนาการกลับไปถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือกว่าสองร้อยปีก่อน ว่าราชธานีแห่งนี้มีบรรยากาศหรือรูปแบบเมืองเป็นเช่นไร ก็คงยากเกินไปที่จะจินตนาการ ยิ่งเมื่อพูดถึงครั้งการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ใหม่ๆ นับจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาและสร้างกรุงเทพเป็นราชธานีในปีพ.ศ. 2325 ก็ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะชี้ชัดว่ารูปแบบเมืองในครั้งนั้นจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร คงเป็นเพียงการคาดคะเนและทึกทักกันเอาเอง ส่วนเรื่องภาพถ่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามายังกรุงสยามก็ล่วงเลยจนกระทั่งขึ้นรัชกาลที่ 3 แล้ว โดยมีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ "ยัง บัปติส ฟรังซัว หลุยส์ ลาร์โนดี" (Larnaudie) นำกล้องถ่ายรูปพกติดตัวขึ้นเรือมาบางกอกตามคำขอของสังฆราชปาเลอกัวที่ประจำในสยามก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ความโชคร้ายของสยามที่แม้ว่าเทคโนโลยีการถ่ายภาพจะเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ก็ยังไม่มีการถ่ายภาพบรรยากาศและทิวทัศน์เมืองบางกอกเลย เนื่องจากในยุคสมัยนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคาค่างวดสูงมาก การถ่ายภาพคงเน้นไปที่การถ่ายตัวบุคคลเสียมากกว่า เพราะสามารถเก็บเงินเก็บทองทำกำไรได้ ครั้นจะเอากล้องไปถ่ายรูปวิวรูปเมืองก็ไม่รู้จะไปเก็บเงินกับใคร สิ้นเปลืองเปล่าๆ
ในเมื่อไม่มีภาพถ่ายเมืองบางกอกแล้ว และหลักฐานที่กล่าวถึงการสร้างกรุงในยุคแรกๆ เล่า จะพอมีให้อ้างอิงบ้างไหม เท่าที่สืบค้นหลักฐาน ก็ค้นพบว่ามีเพียงรายละเอียดที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ซึ่งถือว่าเป็นการบรรยายถึงบรรยากาศการสมโภชพระนครได้ชัดเจนที่สุดดังนี้...
“ครั้นการฐาปนาพระนครใหม่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองสมโภชพระนคร ให้นิมนต์พระสงฆ์ทุกอารามทั้งในกรุงนอกกรุง ขึ้นสวดพระพุทธมนต์บนเชิงเทินทุกใบเสมาๆ ละองค์ๆ รอบพระนคร พระราชทานเงินเกณฑ์ให้ข้าราชการทำกับข้าวกระทงมาเลี้ยงพระสงฆ์ทั่วทั้งสิ้น แล้วให้ตั้งโรงทานรายรอยพระนคร พระราชทานเลี้ยงยาจกวรรณิพกทั้งปวง แล้วให้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์รายรอบกำแพงเมือง ทิ้งทานต้นละชั่งทั้งสามวัน สิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ให้มีการมหรสพต่างๆ กับทั้งละครผู้หญิงโรงใหญ่ เงินโรงวันละสิบชั่ง สมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดารามกับทั้งพระนครด้วยครบสามวันเป็นกำหนด”
และบันทึกของกรมหลวงนรินทรเทวี พระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ 1 ได้ทรงจดหมายเหตุไว้ว่า “ณ เดือน 8 ปีมะเสง พระโองการรับสั่งให้มีงาน ละครผู้หญิงโรงใหญ่สมโภชพระแก้ว ประทานเงินโรงวันละ 10 สามวัน สำรับพระสงฆ์ทรงประเคน แล้วทรงถวายน้ำผึ้งไม้ท้าว ศาลาฉ้อทานตั้งรายรอบพระนคร ทิ้งต้นกัลปพฤกษ์สามวันต้น มีการมหรศพสมโภชพร้อมเถลิ่งพระนครด้วย”
นอกเหนือจากหลักฐานที่เป็นบันทึกดังกล่าว ก็ยากที่จะจินตนาการว่ารูปแบบเมืองบางกอกเมื่อครั้งสร้างกรุงใหม่ๆ เป็นเช่นไร เพราะชาวสยามไม่นิยมบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นประจำวันไว้เป็นจดหมายเหตุให้คนรุ่นหลังได้สืบค้น ดังนั้นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระนครจึงพยายามสืบเสาะค้นหาว่าในโลกนี้มีใครหรือผู้ใดเคยวาดภาพกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งสร้างบ้านแปงเมืองไว้บ้าง
ความพยายามค้นคว้าดังกล่าวใช้เวลานานมากกว่าทศวรรษ กระทั่งได้ค้นพบภาพวาดสำคัญภาพหนึ่งซึ่งเป็นการวาดและลงสีด้วยมือ เป็นผลงานการพิมพ์ของ Bertuch ในชุดสารานุกรมชื่อ Bilderbuch fur Kinder ของเยอรมัน ซึ่งตำราดังกล่าวถูกพิมพ์ขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2333 - 2363 โดยภาพลายเส้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือเมืองบางกอกชิ้นนี้อยู่ในกลุ่มงานสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งเป็น 1 ใน 14 กลุ่มที่ Bertuch พิมพ์ขึ้น
และที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทยก็คือ ภาพวาดลงสีด้วยมือใช้แม่พิมพ์ทองแดงที่เห็นนี้ ปัจจุบันมีการค้นพบในสภาพสมบูรณ์แบบเพียงหนึ่งเดียวในโลก ทำให้เรามองเห็นบรรยากาศเกาะรัตนโกสินทร์ที่ย้อนกลับไปเกือบ 200 ปี ได้เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นภาพร่างง่ายๆ ของพระบรมมหาราชวัง หรือบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงกำปั่นจากยุโรปที่เข้ามาค้าขายยังกรุงสยาม แต่สิ่งที่สะดุดตาเมื่อได้เห็นภาพวาดชิ้นนี้ก็คือ อาคารก่อปูนขนาดย่อมแลดูคล้ายคูหาห้องแถวเล็กๆ เรียงรายริมตลิ่งฝั่งเกาะรัตนโกสินทร์ ที่คาดว่าน่าจะเป็นจุดแวะพักรับส่งสินค้าของกำปั่นต่างเมืองที่เริ่มเข้ามาค้าขายในกรุงสยามเวลานั้น
ส่วนอีกภาพหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกันในรายละเอียด แต่สังเกตเห็นการวาดพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น นั่นคือภาพวาดจากงานพิมพ์ชื่อ Temple Siamois a Banckok (and) Vue de Banckok พิมพ์ในเป็นฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2373 โดย Tenre for Dumont D'Urville "Voyage Pittoresque Autour du Monde" ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าสิ่งที่คล้ายคลึงกันและไม่เปลี่ยนแปลงก็คือคูหาที่เรียงรายริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีลักษณะหนาแน่นเช่นเดียวกับภาพของ Bertuch และคาดว่าเป็นจุดรับส่งสินค้าของเรือกำปั่นต่างๆ ที่เข้ามาเจริญสัมพันธ์ไมตรีและทำการค้ากับกรุงรัตนโกสินทร์สืบเนื่องกันมา
ดังนั้นจากอดีตถึงปัจจุบันภาพ เมืองบางกอกหรือในอดีตถูกเรียกขานในนามว่า Bancock ราชธานีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คูหาขนาดย่อมที่เห็นในภาพวาดหรือแม้แต่บ้านเรือนที่สร้างอย่างง่ายๆ ด้วยไม้ไผ่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้ถูกกลืนหายไป แปรเปลี่ยนเป็นภาพตลิ่งปูนซิเมนต์ที่ป้องกันน้ำเซาะกร่อนพัง และถ้าเราจ้องมองภาพวาดของ Bertuch ก็จะได้ยินเสียงกุลีชาวจีนส่งเสียงกันโหวกเหวกแบกกระสอบข้าว ยางพารา ตับผ้าไหม เกลือ พริกไทย ไม้ฟืน บ้างก็แบกดีบุก ตะกั่ว งาช้าง ไม้ฝาง ขนนก และไม้กฤษณา ลงเรือเล็กเพื่อส่งไปขึ้นกำปั่นใหญ่ที่จอดรอกลางแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ที่หนักหนาและคงต้องร้องกันอึกทึกก็คงเป็นกุลีผู้โชคร้ายที่ต้องทนแบกตุ๊กตาจีนหรือเครื่องอับเฉาที่หนักเกินกว่าหนึ่งคนจะทานทนได้
สุดท้ายแล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป 231 ปี ณ จุดเดิม บริเวณเดิมเราก็ยังคงได้ยินเสียงเซ็งแซ่ แต่เป็นเสียงจากผู้คนที่โหวกเหวกขายของมือสองและโต๊ะพระที่วางเรียงราย รวมไปถึงเสียงรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งกันขวักไขว่ ส่วนฝรั่งจากที่เคยคอยกำกับกุลีจีนขนสินค้าขึ้นกำปั่นใหญ่ ก็กลายเป็นฝรั่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของ ธ ผู้ทรงสร้างเมืองและแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง







