วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Joe Riis จุดรัก(ษ์)จากภาพ

เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติผ่านแรงบันดาลใจในภาพถ่ายเพื่อเปิดสำนึกอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นกับผู้คนที่ได้ชมผลงาน

ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไม่ว่าจะปรากฏในท่วงทำนองแบบไหนก็ยังคงเป็นความมหัศจรรย์อยู่เสมอ เพียงแต่วิธีการเลือกหยิบขึ้นมาถ่ายทอดต่างหาก ที่ทำให้เฉดสีของความมหัศจรรย์เหล่านั้นแตกต่างกันไป

เพราะความผูกพันกับสรรพชีวิตกลางแจ้งในบริเวณที่ราบ "เกรท เพลน" อันกว้างใหญ่ รัฐเซาท์ดาโคตา ประเทศสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่เด็ก ทำให้ โจ รีส์ (Joe Riis) เลือกใช้ชีวิตในฐานะนักชีววิทยา และบอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ป่าผ่านภาพถ่าย

ช่างภาพหนุ่มวัย 28 ปีคนนี้สร้างผลงานบนพื้นฐานชีววิทยา และอนุรักษ์นิยม โดยแรงบันดาลใจก็คือ สัตว์ป่า รีส์เชื่อว่าภาพแต่ละภาพจะเป็นเสียงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าและธรรมชาติเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัญหา และสร้างกระแสอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้คน

"ถ่ายภาพนั้นเป็นภาษาเดียวที่สามารถสื่อสาร และรู้เรื่องกันได้โดยสัญชาตญาณ" เขาให้เหตุผล

เขาเริ่มถ่ายทอดเสน่ห์ของธรรมชาติผ่านชีวิตเหล่านี้เมื่อปี ค.ศ.2008 - 2009 กับภาพสารคดีชุดการอพยพของ ละมั่งพรองฮอร์น (Pronghorn) ให้กับนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในบริเวณอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน (Grand Teton National Park) รัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเก็บภาพการอพยพของสัตว์ชนิดนี้ จนทำให้เกิดการรณรงค์ให้มีการสร้างทางเชื่อมต่อผืนป่าแบบผสมผสาน (Wildlife Overpass and Underpass Crossing) จำนวน 6 เส้นทาง ที่จะช่วยให้พรองฮอร์นสามารถอพยพผ่านผืนป่าและเขตอยู่อาศัยของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย โดยเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วในปี 2012 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ รีส์เคยเดินทางมาเมืองไทยเมื่อปี 2010 ด้วยโครงการถ่ายภาพเสือโคร่ง ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชาวไทยที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และกลับมาอีกครั้งในฐานะวิทยากรในโครงการ "EOS Young Photographer Awards" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวการถ่ายภาพสัตว์ป่าให้กับเยาวชนได้รับรู้ เมื่อไม่นานมานี้

สัตว์อาจไม่ได้สื่อสารกับมนุษย์ผ่านภาพ แต่เราต่างหากที่เป็นฝ่ายรับรู้ "บางประโยค" เหล่านั้น และนั่นถือเป็นหน้าที่ในมุมของช่างภาพอย่างเขา

แรงบันดาลใจในการถ่ายภาพของคุณคืออะไร

มีอยู่ 2 อย่างหลักๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของผม อย่างแรกก็คือ ผมชอบไปอยู่ในที่ไกลๆ อยู่ในป่า หรือที่ๆ ผู้คนเดินทางไปไม่ถึง ไปยากๆ ชอบไปดูสัตว์ป่า ซึ่งตรงนี้เอง การไปดูสัตว์ป่าทำให้ผมเดินมาสู่สิ่งที่สองที่จุดประกายตัวผม ก็คือ ผมเชื่อว่าการถ่ายภาพนั้นเป็นภาษาเดียวที่สามารถสื่อสาร และรู้เรื่องกันได้โดยสัญชาตญาณ ทุกคนมองเห็น ดูภาพและสามารถเข้าใจได้เลย และการที่คนมองเห็นภาพ ก็ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ในกรณีของผมก็คือ สัตว์ป่า และภาพที่ผมถ่ายออกมาก็ทำให้ไปเชื่อมโยงกับผู้คนได้ในหลายๆ ที่ ทั่วโลก

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมรู้สึกว่า ผู้คนก็พยายามจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสิ่งที่พวกเขาได้มองเห็น ได้สัมผัส ดังนั้น การถ่ายภาพสำหรับผม มันจึงเป็นเหมือนกับการถ่ายทอดสิ่งที่ผมได้เห็น สิ่งที่ผมได้รู้ และสิ่งที่ผมได้สัมผัส ให้กับคนดูภาพ ซึ่งภาพสัตว์ป่าที่ผมถ่ายได้ก็เป็นสัตว์ป่าที่หายาก มันก็ทำให้พวกเขาเห็นภาพตรงนั้น และทำให้เกิดความรู้สึกอยากปกป้อง รักษาหรืออนุรักษ์พวกมันเอาไว้ให้คงอยู่ และโดยส่วนตัวเองผมก็ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว ดังนั้น ภาพของผมก็จะมีส่วนในการช่วยให้การทำงานอนุรักษ์เดินไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยส่วนตัวคุณเชื่อว่า 'สาร' หรือ 'พลัง' ของภาพถ่ายเองจะสามารถ สื่อสาร และโน้มน้าวใจคนได้ ?

ใช่ครับ (ตอบทันที) การที่คนเราเห็นภาพของสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ได้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้มันมีวิถีชีวิต การเอาตัวรอดในป่ายังไงบ้าง ผ่านภาพถ่ายเหล่านี้ ผมเชื่อว่า คนที่ได้เห็นก็จะเริ่มเชื่อ และเกิดสำนึกอนุรักษ์ภายในจิตใจ จนในที่สุดเขาก็อยากจะอนุรักษ์สัตว์เหล่านั้นเอาไว้

ถ้าอย่างนั้น โดยส่วนตัวแล้ว คุณชอบเล่าเรื่องแบบไหน เป็นภาพเดียว หรือเป็นภาพชุด

จริงๆ แล้วในการถ่ายภาพจาก assignment หนึ่งๆ ผมจะใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร กว่าที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้ บางงานต้องใช้เวลา 1-2 ปี กว่าจะสามารถเก็บภาพที่เล่าเรื่องได้ครอบคลุมที่สุด อย่างงานแสดงภาพตามนิทรรศการก็จะใช้ภาพประมาณ 10-15 ภาพในการเล่าเรื่อง จาก 20,000 กว่าภาพที่กดชัตเตอร์ระหว่างการทำงานใน assignment นึง ต้องนั่งดู เฝ้าดู บางครั้งเป็นวัน บางครั้งเป็นสัปดาห์ เพื่อให้ได้ภาพเหล่านั้นมา

เท่าที่ฟังมา จริงๆ การถ่ายภาพสัตว์ป่านั้นค่อนข้างต้องใช้เวลา จังหวะ และโอกาสในการเก็บภาพแต่ละภาพ สำหรับคุณเอง มองเรื่องโชคลาง หรือเรื่องพระผู้เป็นเจ้ากับการทำงานของตัวเองอย่างไร

เอ่อ... (ยิ้ม) จริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) เพราะทุกครั้งที่เข้าไปทำงาน ผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ ผมแค่สะพายกล้อง เข้าไปในป่า เฝ้ารอ กดชัตเตอร์ แล้วเอาเรื่องราวออกมาถ่ายทอดสู่สาธารณะ ถ้าจะพูดถึงของขวัญ ก็น่าจะเป็นของขวัญที่พวกสัตว์ต่างๆ ในพื้นที่ที่ผมเข้าไปทำงานปรากฏตัวออกมาให้ผมได้ถ่ายทอดเรื่องราวของพวกมันมากกว่า

ที่สำคัญก็คือ ผมคิดว่า สัตว์ป่าหล่านั้นน่าจะอยากให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์พวกมันเอาไว้ เพราะโดยส่วนตัว เป้าหมายของผมจริงๆ ก็คือ การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเอาไว้ ผมไม่ได้ถ่ายภาพเพื่อที่จะได้ภาพสวยๆ ของพวกมัน แต่ภาพถ่ายที่ออกไป หากมันก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ หรือสามารถกระตุ้นกระแสการอนุรักษ์ของผู้คนได้... ผมว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า

เพราะส่วนหนึ่งคุณเป็นนักชีววิทยา ?

ใช่ครับ

พื้นความรู้ด้านชีววิทยาเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการทำงานของคุณหรือเปล่า

มีส่วนมากเลยล่ะครับ (พยักหน้า) เพราะตัวผมเองก็ถ่ายภาพในแง่มุมของความเป็นนักชีววิทยา และผมก็คิดว่างานของผมก็คือการทำวิจัยอย่างนึง ในการที่ไปถ่ายภาพออกมา เพียงแต่ว่า รายงานวิจัยที่ผมทำไม่ได้เต็มไปด้วยตัวเลขสถิติ หรือข้อมูลเส้นกราฟเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ป่า งานวิจัยที่อยู่ในแฟ้มของผมเมื่อเปิดออกรายงานก็คือ ภาพถ่ายเหล่านี้

ถ้าอย่างนั้น ในการลงพื้นที่เข้าไปทำงานแต่ละครั้ง คุณมีความคาดหวังแค่ไหน

การลงพื้นที่แต่ละครั้ง จริงๆ ผมก็ต้องคิดค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ก่อนจะออกไปถ่ายภาพ ต้องวางโครงเรื่อง เนื้อหา เก็บข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ คิดถึงภาพที่ออกมา หรือภาพที่เราอยากจะได้เอาไว้คร่าวๆ ผมก็จะมีภาพอยู่ในหัวเยอะแยะไปหมดเลย จนบางทีผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า (ยิ้ม) ต้องใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นผมก็จะทำลิสต์รายชื่อภาพเอาไว้เป็นไกด์ไลน์ ประมาณ 25 ไอเดียที่อยากจะได้ และเมื่อไปถึงหน้างานแล้ว ผมก็ต้องพยายามเก็บช็อตพวกนั้นให้ได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้

แต่กฎข้อหนึ่งของธรรมชาติที่คนถ่ายภาพจะต้องคิดถึงเสมอ คือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ เวลาคุณอยู่ในพื้นที่ ทุกอย่างมันสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ทั้งหมด ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย (เน้นเสียง) ตรงหน้างาน มันก็เป็นส่วนหนึ่งของช่างภาพสารคดีด้วยนะครับว่า คุณจะต้องจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าเพื่อให้ได้ภาพตามที่ตัวเองหวังไว้ ไม่ว่าปัจจัยแวดล้อมจะเป็นใจหรือไม่ก็ตาม และนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่คนถ่ายภาพน่าจะระลึกเอาไว้เสมอด้วยเหมือนกัน

มีสัตว์ชนิดไหนที่ชอบถ่ายเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า

(นิ่ง...คิด) อันที่จริง ทุกที่ที่ผมไป ก็มีผู้คนก็พยายามบอกอยู่ตลอดเวลาว่า ครั้งหนึ่ง ที่ที่เขาอยู่ตรงนี้ก็เคยมีสัตว์ป่าอยู่ แต่ทุกวันนี้มันไม่มีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนสัตว์เหล่านั้นในปัจจุบันก็มีจำนวนลดน้อยลงไปมาก ผมคิดว่านั่นคือหน้าที่ และเป็นคุณค่าในงานถ่ายภาพของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมา หรือสิ่งที่ชิ้นงานมีส่วนในการช่วยเหลือเอาไว้

ผมมองว่างานของตัวเองไม่ได้มีอะไรที่เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างนึง แต่ว่า สิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดก็คือ สัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงมาก แต่สิ่งที่เพิ่มมาก็คือ จำนวนผู้คน และความต้องการของพวกเขาที่มีมากขึ้นตลอดเวลา และทุกอย่างก็มาปะทะกัน ทุกอย่างสวนทางกันหมด ทั่วโลกวันนี้มีการแข่งขันกันตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ธรรมชาติ และสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่า ตัวเทคโนโลยี หรือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เรามีนั้นก็ไม่ได้ช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์ได้มากสักเท่าไหร่

สำหรับตัวผมเองมองว่า จริงๆ แล้วมันช่วยได้ในระดับนึงเท่านั้น เพราะด้วยความที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้ทำงานคู่กับนักอนุรักษ์ นั่นก็เลยทำให้การถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ออกมาไม่ได้ไปถึงผู้คน ดังนั้นภาพของผมก็จะเป็นเหมือนสื่อกลางที่ไปถึงผู้คนว่าให้ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติไว้

อย่างที่ไวโอมิ่ง ผมถ่ายภาพ พรองฮอร์น ขณะอพยพในบริเวณอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน ผมใช้เวลาศึกษาพฤติกรรม และเส้นทางการเดินทางอยู่นานเกือบ 2 ปี โดยใช้วิธีติดตั้งกล้องไว้ตามจุดต่างๆ ของเส้นทางที่พวกมันเดินผ่าน เพราะบางครั้งช่างภาพไม่สามารถไปอยู่ตรงจุดนั้นได้ จึงต้องเซ็ตอุปกรณ์ ดูทิศทาง องศา และติดเซ็นเซอร์ เมื่อพวกมันวิ่งผ่าน กล้องก็ถ่ายภาพอัตโนมัติ ก็ทดสอบไปเรื่อยๆ กว่าจะได้ภาพออกมา ซึ่งภาพชุดนี้ได้มาใช้ไม่ถึง 20 ใบด้วยซ้ำ

แต่ภาพเหล่านี้ก็ทำให้คนเห็นเส้นทางการอพยพของพวกมัน กระโดดไปกระโดดมาบนไฮเวย์ ซึ่งอันตรายมาก ทั้งกับตัวพวกมัน และคนขับรถเอง หลายตัวถูกรถชนตายระหว่างทาง หลายตัวติดตามรั้วลวดหนามแกะไม่ออก ต้องตายอยู่ตรงนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ หลังจากภาพเหล่านี้เผยแพร่ออกไป 3 ปีต่อมาก็มีการสร้างทางข้ามให้พวกมัน ก็ปลอดภัยขึ้นทั้งตัวมัน และรถที่วิ่งผ่านไปผ่านมาด้วย

สำหรับตัวคุณเอง อุปสรรคที่สำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าคืออะไร

อุปสรรคของการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างแรกก็คือ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปของโลกใบนี้ ตอนนี้ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่วันนี้เราก็จะเห็นว่า สภาพภูมิอากาศเดี๋ยวมันก็จะร้อนเดี๋ยวมันก็จะหนาว ที่ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อไปยังทะเล วันนี้อุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อน ตลอดจนมลพิษที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น และกินพื้นที่กว้างขึ้น

สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิถีการดำรงชีวิต แหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งส่งผลต่อจำนวนของสัตว์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบมาก เราต้องไม่ลืมว่า ความสามารถในการปรับตัวของสัตว์มีไม่เท่ากับมนุษย์เรา

จากกระแสการรณรงค์ ความตื่นตัวในการอนุรักษ์ ทั้งในระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับนานาชาติวันนี้ ต้องถือว่าเป็นภาพที่ปรากฏค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับการหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และสัตว์ป่า แต่ในขณะเดียวกันพฤติกรรมการล่าของคนก็ยังคงถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปริมาณสัตว์ลดลงด้วย

จริงๆ แต่ละสถานที่ของโลกก็จะมีปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สัตว์ป่าลดลง อย่างเสือเอง สาเหตุที่ทำให้จำนวนพวกมันลดลงส่วนหนึ่งก็คือ เหยื่อที่มันกินถูกล่าไปหมดโดยมนุษย์ นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกมันต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต ออกไปตามล่าหาเหยื่อที่เป็นสัตว์บ้าน และนั่นก็เป็นต้นทางที่อย่างหนึ่งที่ทำให้มันถูกฆ่า ซึ่งประเด็นเรื่องการล่าสัตว์นี่ จริงๆ แล้วมันก็มีสถานที่ๆ มีการดูแลรักษาพันธุ์สัตว์ ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็มีการจัดนักอนุรักษ์ หรือเจ้าหน้าที่ออกไปลาดตระเวณ ไปดูแลสัตว์ป่า นี่ก็ถือเป็นการป้องกันอีกอย่างหนึ่ง มันก็ทำให้สัตว์ป่ายังไม่สูญหายไปมาก ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าก็ยังมีอยู่

สิ่งเหล่านี้ก็ต่างช่วยอุ้มชูดูแลพวกมันร่วมกันไป ขณะที่ในแอฟริกา ที่นั่นไม่ได้มีหน่วยงานที่จะมาดูแล หรือลาดตระเวณ แน่นอนว่า มันก้ทำให้เกิดกรณีคนที่ออกไปลักลอบล่าช้างป่าเพื่อที่จะเอางาของมันมา นั่นก็เป็นผลจากการที่คนไม่ได้ออกไปดูแลตรงนั้น

อยากให้ช่วยเล่าเหตุการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับสัตว์ที่ยังติดอยู่ในใจของคุณให้ฟังหน่อย

ถ้าให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในการทำงานของผม ก็น่าจะเป็นเรื่องแรกในการทำงานที่ได้รับ Assign มาเมื่อปี 2008 - 2009 ก็คือเรื่องของพรองฮอร์นนั่นแหละครับ สำหรับผม โปรเจคนี้มันไม่ใช่เพราะว่าที่นั่นเป็นบ้านเกิดของผม แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผมก็คือ ผมต้องการเห็นสัตว์ป่ามันอยู่ใกล้กับตัวผม อยู่ใกล้กับที่ผมอยู่ คือหมายความว่า ทั้งคนและสัตว์สามารถแบ่งปันพื้นที่การอยู่อาศัยร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า เป็นมนุษย์ฝ่ายเดียวที่เข้าไปรุกล้ำพื้นที่ เข้าไปทำลาย และไล่ที่สัตว์ป่าให้หดแคบลง ตรงนี้ผมคิดว่ามันสำคัญกับผมมาก ในการที่จะตระโกนบอกอะไรให้สักอย่างเกี่ยวกับการอนุรักษ์ให้คนอื่นๆ ได้ร่วมรับรู้ และเกิดความรู้สึกอนุรักษ์อย่างน้อยที่สุด เพียงแค่เห็นว่าการค้าสัตว์ที่ผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ถือว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมแล้ว

ครอบครัวของคุณว่าอะไรไหม ในการที่คุณเลือกเส้นทางเดินแบบนี้

ไม่มีใครว่าอะไรนะ เพราะผมยังไม่มีแฟน (หัวเราะ) แต่สำหรับครอบครัว พ่อแม่ผมก็ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด พวกเขาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากเหมือนกัน และนั่นยังถือเป็นเป็นต้นทุนที่สำคัญในการช่วยให้ผมเกิดมุมมองต่อธรรมชาติ และการอนุรักษ์ในเวลาต่อมา ผมถูกเลี้ยงดูมากับชีวิตที่อยู่กลางแจ้งตลอด วัยรุ่นอเมริกันทั่วไป พอคุณอายุ 18- 19 ปี ก็จะสามารถออกไปหาประสบการณ์ชีวิต ออกไปเปิดมุมมองให้กับตัวเองได้ แต่สำหรับตัวผม ผมไม่ได้ออกไปไหนเลยจนกระทั่งอายุ 24 ซึ่งต้องถือว่าช้านะสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง (ยิ้ม) แต่พอเริ่ม จนถึงวันนี้ผมก็ได้เดินทางออกไปตามสถานที่ต่างๆ เต็มไปหมด และการออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบนี้นั่นแหละ ที่ทำให้ผมสามารถเข้าถึง และทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญพ่อแม่ของผมก็ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

แล้วกับเพื่อนๆ คุณล่ะ ด้วยอาชีพ และลักษณะการใช้ชีวิตทำให้คุณรู้สึกแปลกแยกจากพวกเขาไหม

อืม... (นิ่งคิด) ผมว่าเพื่อนๆ ของผมก็เข้าใจนะที่ผมไม่ได้ใช้เวลากับพวกเขามาก แต่ผมกลับรู้สึกโชคดีมากกว่าที่ได้มาทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้มีโอกาสได้เดินทางไปทั่วโลก เวลาเดินทางไปที่ไหนผู้คนที่ผมได้พบก็จะค่อนข้างจะเป็นมิตร ให้การช่วยเหลือตลอด ทั้งหมดถือว่าเป็นความโชคดีของผมได้ใช่ไหม (ยิ้ม)

แสดงว่าคนที่จะมาเป็นแฟนคุณก็ต้องค่อนข้างเปิดกว้างพอสมควรกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ?

ใช่มั้งครับ (หัวเราะ) คนที่ผมเลือกก็อาจจะเป็นนักเขียน ที่จะได้ไปทำงานด้วยกันได้ เดินทางด้วยกัน อะไรแบบนั้น (ยิ้ม)

โปรเจคถ่ายภาพที่คุณกำลังจะทำต่อจากนี้คืออะไร

ตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจคอยู่ที่มองโกเลีย ไปทำงานเกี่ยวกับหมีโกบี้ที่กำลังใกล้สูญพันธุ์ในขณะนี้ ตอนนี้เหลือแค่ 22 ตัวบนโลก สาเหตุมาจากโลกร้อนที่ทำให้น้ำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของพวกมันลดน้อยลง ซึ่งผมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการทำงานนี้ ต่อจากนั้นผมอยากจะหาอะไรทำที่ใกล้ๆ บ้านมากขึ้น ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล (ยิ้ม) แต่อีกโปรเจคหนึ่งที่อยู่ในใจของผมมานานแล้วก็คือ อีก 2-3 ปี ผมอยากจะไปที่อาเจนติน่า เพราะที่นั่นมีการทำเหมืองทองอยู่ และการทำเหมือนทองที่ขยายตัวขึ้น ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และสัตว์ป่าในพื้นที่แถบนั้นค่อยๆ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ถ่ายภาพมา คุณประทับใจสัตว์ชนิดไหนเป็นพิเศษ

ก็น่าจะเป็น พรองฮอร์น ที่ไวโอมิ่งนั่นแหละครับ ไม่ใช่เพราะเป็นงานแรกของผมนะ แต่เหมือนกับพวกมันเป็นสิ่งที่คนแถวนั้นคุ้นชิน จนอาจจะมองเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไม่มีอะไร ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันก็มีความสำคัญอยู่กับระบบนิเวศ ซึ่งส่วนตัวของผมเองนั้น ยังมีสัตว์ที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจ หรือไม่ได้รับการดูแลอยู่มากมายในโลกนี้ อีกทั้งงานนี้ยังใช้เวลาในการทำงานนานมาก ก็เลยเป็นสัตว์ที่ประทับใจที่สุดสำหรับผม แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคิดว่า สัตว์ป่าทุกประเภทล้วนแล้วแต่มีความพิเศษอยู่ในตัวมันเองไม่ได้หมายความว่ามีสัตว์ตัวไหนสำคัญเป็นพิเศษ

คุณมีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มถ่ายภาพประเภทนี้ ?

จริงๆ แล้ว โดยธรรมชาติของการเป็นช่างภาพสารคดีก็คือความอยากรู้อยากเห็นว่า สิ่งต่างๆ มันทำงานยังไง โลกทำงานยังไง โลกหมุนไปยังไง การถ่ายภาพสัตว์ป่า ก็คือ การอดทน รอคอยจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสม เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสัตว์เหล่านั้นออกมาบนภาพถ่าย ซึ่งเป็นการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น สำหรับคนที่อยากถ่ายภาพ คำแนะนำสั้นๆ ก็คือ เริ่มจากเก็บภาพ หรือถ่ายภาพสิ่งต่างๆ รอบตัวที่มันใกล้ตัวเรา ใกล้บ้านเราให้ได้มากที่สุด แล้วให้เวลากับมันให้เยอะที่สุด เพราะว่าการที่จะได้ภาพที่ดีที่สุด หรือภาพที่ตรงตามความต้องการของเรานั้นไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆ แต่มันใช้เวลานานเหมือนกัน ดังนั้นควรให้ความใส่ใจ ให้รายละเอียดกับมันเหมือนกัน