ติดตามก้าวต่อไปของสถานีโทรทัศน์เพื่อคนหูหนวกที่สะท้อนถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทุกคน
แม้ความเคลื่อนไหวของผู้คนใต้แสงไฟนวลตา ภายในสตูดิโอที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์บันทึกรายการโทรทัศน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากไม้อัดแผ่นโต โต๊ะ เก้าอี้ สายระโยงระยาง กล้องวิดีโอ ดูจะเป็นภาพปกติไปแล้วในความรู้สึกของเธอ
แต่เมื่อลองนึกถึงอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ที่จะต้องออกไปยืนอยู่หน้ากล้อง และทีมผลิตรายการ เจ้าของร่างบอบบางนั้นก็ออกอาการตื่นเต้นอยู่
ถึงอย่างนั้น หลังสัญญาณการบันทึกรายการโทรทัศน์ บทสนทนาต่างๆ ระหว่าง เฟิรสท์ - ธัญชนก จิตตกุล กับผู้ชมที่อยู่หลังเลนส์ ก็ถูกส่งเสียงผ่าน "ภาษามือ" อย่างคล่องแคล่ว
"ต้องให้ทีมงานส่งข้อมูลให้อ่านเพื่อทำความเข้าใจก่อนสัก 2-3 วันค่ะ ไม่อย่างนั้นจะจำไม่ได้ และทำให้เราใช้ภาษามือไม่ได้อย่างเต็มที่" เธอเล่าผ่านล่ามภาษามือถึงทำงานในฐานะพิธีกรของ Thai Deaf TV สถานีโทรทัศน์สำหรับคนหูหนวกแห่งแรกของประเทศไทย
จากความต้องการเข้าถึงสื่อสำหรับคนหูหนวก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของรายการทดลองออกอากาศผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างยูทูบว์ ถึงวันนี้ Thai Deaf TV มีโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ตากล้อง ล่าม พิธีกร กว่า 20 ชีวิตช่วยกันทำงานหมุนเวียนกันในสตูดิโอขนาดกระทัดรัดใต้ชายคาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ล่าสุด พวกเขากำลังก้าวขึ้นไปสู่การออกอากาศในเคเบิ้ลทีวี รวมทั้งความร่วมมือจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
นอกจากจะเป็นความท้าทายในวิชาชีพบนเวทีมืออาชีพ ยังน่าจะถือเป็นอีกก้าวที่สะท้อนความหมายมากกว่าการเติบโตของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งด้วย
- เติบโตอย่างแตกต่าง
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน การได้เข้าไปร่วมงานกับมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย ทำให้ ศิวนารถ หงษ์ประยูร หรือ อ.เอ หัวหน้าภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองเห็นถึงปัญหา และอุปสรรคในการเข้าถึงสื่อของผู้พิการทางการได้ยิน หรือคนหูหนวก จนกลายมาเป็นการทดลองผลิตรายงานข่าวภาษามือในรายการหัตถภาษานานาข่าว และเกิดสถานีโทรทัศน์ Thai Deaf TV ขึ้นตามมาในที่สุด
ปัจจุบัน สถานีโทรทัศน์แห่งนี้มีรายการอยู่ในการดูแลรวมกว่า 20 รายการ ครอบคลุมทั้งแง่มุมของข่าวสาร และความบันเทิง
"ถือว่าเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไว้เยอะครับ" เขายอมรับ
โดยรายละเอียดของการทำงานนั้น กวาง - ณภัทร แก้วได้หนู ครีเอทีฟลูกหม้อประจำสถานีที่เพิ่งคว้าใบปริญญามาหมาดๆ มองว่า ไม่ได้ต่างจากระบบการทำงานของฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ทั่วไป ตั้งแต่ตอนคิดรูปแบบรายการ กำหนดเนื้อหา ถ่ายทำ ตัดต่อ หรือออกอากาศ
เพียงแต่ว่ากระบวนการทั้งหมด จะต้องตัด "เสียง" ทิ้งไปเท่านั้น
ช่วงแรกของการทำรายการ สิ่งที่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจระหว่างทีมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่สนใจในการทำสื่อ กับบรรดาพิธีกรคนหูหนวกก็คือ "การสื่อสาร"
"คุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ" การ์ฟิลด์ - ฐณปกรณ์ สุดใจดี โค-โปรดิวเซอร์ประจำช่องพูดถึง "ครั้งแรก" ของเขากับเพื่อนหูหนวกที่เข้าค่ายเวิร์กชอปเพื่อเรียนรู้วิธีการทำสื่อร่วมกัน
เพราะการใช้คำที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หลักไวยกรณ์ที่เรียงไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ศัพท์เฉพาะบางคำที่คนหูหนวกไม่เคยได้ยินมาก่อน ทำให้ไม่เฉพาะการสื่อสารภายในทีมงานเท่านั้่น แต่ภาษาที่ต้องเลือกนำมาใช้กับผู้ประกาศเพื่อถ่ายทอดไปสู่ผู้ชมก็ยังต้องให้ "ง่าย" เข้าไว้ด้วย
"หลายคนคิดว่าคนหูหนวกอาจจะอ่านหนังสือได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ เพราะการอ่านของเขาก็จะต่างกับเรา เขาจะเอาไวยกรณ์ไปสลับกัน เอากรรมขึ้นมาไว้ก่อน เช่น เราจะกินกล้วย ถ้าเป็นเขาพูดจะเข้าใจว่า กล้วยจะถูกเรากิน ดังนั้นภาษาที่ใช้ต้องเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย อย่างคำว่า กรมอุตุนิยมวิทยา เขาก็อาจจะไม่เข้าใจ เราก็ต้องอธิบายว่า กรมอุตตุนิยมวิทยาคืออะไร ลมฟ้าอากาศ เวลาพยากรณ์อากาศ อะไรอย่างนั้น ให้เขาเข้าใจมากขึ้น และสามารถถ่ายทอดต่อได้" ครีเอทีฟคนเดิมอธิบาย
ตามวิธีคิดของนักนิเทศศาสตร์ หัวหน้าภาควิชาวิทยุโทรทัศน์ฯ คาดหวังว่า นี่จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเน้นย้ำให้สังคมได้รู้ว่าคนหูหนวกมีปัญหาเรื่องสื่อ
"รายการที่คนได้ดูเขาก็จะเกิดคำถาม และได้หาคำตอบว่า จริงๆ แล้วคนหูหนวกก็มีปัญหาเรื่องสื่อ เพราะเขาอ่านหนังสือไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์"
นั่นกลายเป็นดอกผลที่ผลักดันให้ Thai Deaf TV เข้าไปอยู่ในความสนใจของเคเบิ้ลทีวี รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวพันกับสื่ออย่าง กสทช. และ สสส. ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงทำให้ทีวีสำหรับคนหูหนวกวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดความหมายอย่างเดิมอีกต่อไป
- เสียงที่ไม่ได้ยิน
จากประสบการณ์การทำงานในฐานะพิธีกรหลักคนหนึ่งของช่องมาตลอดเกือบปียิ่งทำให้ ตั๊ด - ดุจวัสสา บุณยประเวศ เข้าใจถึงความจำเป็นในการรับรู้ข่าวสารไม่เฉพาะคนหูหนวกเท่านั้น แต่ยังรวมไปยังคนทุกคนในสังคมด้วย
"จริงๆ ในฟรีทีวีเราอยากให้มีสักช่วงหนึ่งเป็นข่าวสำหรับคนหูหนวกจริงๆ หรือไม่ก็เพิ่มช่องล่ามให้ใหญ่ขึ้น เพราะวันนี้ เวลาดูข่าวไปได้สักระยะก็จ้องพักสายตาเพราะปวดตา" เธอส่งภาษามือบอก
เหมือนกับ เฟิรสท์ ที่ตัดพ้อถึงการนำเสนอเรื่องราวในช่องล่ามของฟรีทีวีนั้น บางครั้งไม่ได้ตรงกับเนื้อหาที่พูดคุยกันอย่างแท้จริง และบ่อยครั้งเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของคนแปลเอง ซึ่งผู้ชมอย่างเธอหรือคนอื่นๆ ก็จะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น และน่าเสียดายอย่างยิ่ง
"แม้กระทั่งกับคนปกติสื่อก็สำคัญอยู่แล้ว และคนพิการบางประเภทยิ่งไม่สามารถเปิดรับได้เท่ากับคนปกติ ยิ่งประโยคยาวๆ ในหนังสือพิมพ์เขาก็อ่านไม่เข้าใจ แค่นี้มันก็สื่อได้แล้วว่าเขาไม่สามารถรับสื่อได้อย่างเต็มที่ การสื่อสารจึงค่อนข้างสำคัญมาก" ป๊อป - ภัทรพล วิรัตน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ หนึ่งในนักศึกษาที่เข้ามาช่วยงานย้ำถึงความสำคัญดังกล่าว
หรือความเห็นของ ลุกซ์ - ชาญวิทย์ ทวีสิน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 อีกคนที่เข้ามาทำงานในสถานี และได้สัมผัสกับคนหูหนวก เขาเชื่อว่า ประเทศไทยละเลยกับปัญหาของคนพิการ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้
"เราได้เห็นความอ่อนไหวของคนพิการ อย่างคนหูหนวก ถ้าเราเผลอเรียกเขาว่าคนใบ้ เขาก็จะสีหน้าไม่ดี ไม่พอใจ และถ้าเป็นไปได้เขาโอเคกับคำว่า คนหูหนวกมากกว่า ตั้งแต่เราเข้ามาเรารับรู้ปัญหาเขาเยอะมาก จิตใจของคน คนปัจจุบันก็ยังเหยียดหยามคนพิการ ไม่ให้เกียรติ แม้กระทั่งญาติพี่น้องของตัวเองก็ตาม บางคนก็พาไปทิ้งไว้สถานสงเคราะห์ หรือที่ดูแลคนพิการโดยเฉพาะ เราก็ต้องทำให้เห็น เราอยากให้เขารู้ว่า คนพิการจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เจอเคสที่แรงๆ คือ พี่คนหนึ่งเขาไปไหนไม่ได้เลย เขาก็บอกเลย ต้องรอวันตายอย่างเดียว"
ในมุมนี้ แน่นอนว่า ไม่เฉพาะฟากคนพิการที่ถือเป็นผู้รับสารอย่างเดียวเท่านั้น แต่ฝ่ายผลิตเองก็ได้รับ "สาร" ที่มี "คุณค่า" เช่นเดียวกัน
อย่างตัวของลุกซ์เอง เขายอมรับว่า ตัวเองเปลี่ยนไปเยอะ
"ทำให้เราใจเย็นลงมาก จากที่เราเป็นคนใจร้อนมาก ไม่ชอบรอ แต่พอมาทำงานกับคนพิการ ทำให้เรามองโลกเย็นลง และเป็นแง่ดี คนพิการเขาจะคิดร้ายไม่เป็น ดูจากตาเขาแล้วรู้เลย ทำให้เรารับฟังคนอื่นมากขึ้น เพราะเราอยากเข้าใจเขา คนพิการมีความตรงต่อเวลามาก สอนเราเรื่องวินัยไปด้วย"
สำหรับ ดาริน ชัยวงศ์ สาวนิเทศศาสตร์ปี 4 ที่ได้เข้ามาช่วยเขียนบท ถ่ายทำ และดูแลประสานงาน จากการทำงานที่ผ่านมาทำให้เธอรู้ว่า การเปิดโอกาสกับคนพิการนั้นเท่ากับเปิดโอกาสให้ตัวเองไปด้วย
- ทีวีเพื่อทุกคน
ข้อเรียกร้องความประณีตในการทำงาน ตลอดจนมาตรฐานของเนื้อหาสาระที่ถูกยกระดับขึ้นถือเป็นสิ่งที่ทุกคนในทีมงานตระหนักร่วมกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ หรือนักศึกษาจิตอาสา ซึ่งวันนี้ ต่างคนต่างเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
"ส่วนใหญ่คนที่มาทำงานกับเราก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และเขาจะสมาธิดี แล้วเขาจะสนใจมาก" อ.เอ พูดถึงพิธีกรที่มาร่วมงานด้วย
ไม่ต่างจากนักศึกษาที่อยู่ในหลักสูตรการผลิตสื่อเพื่อคนพิการ โดยถูกบรรจุอยู่ในการเรียนการสอนของคณะมาได้ระยะหนึ่งนั้น ลึกๆ เขาหวังว่า เมื่อทีมงานผ่านจากจุดนี้ไปอยู่ในสังคม เมื่อพูดถึงคนพิการพวกเขาจะสามารถเข้าใจในมิติเหล่านี้มากขึ้น
"คุณจะทำรายการไม่ให้คนพิการดูน่าสงสาร ไม่ทำให้พวกเขาดูว่าต้องรับเงินบริจาคตลอด เขาก็จะเป็นนักนิเทศศาสตร์ที่เข้าใจมิตินี้มากขึ้น หรืออนาคตอย่างที่ กสทช. ก็จะมีทีวีดิจิทัลเพิ่มอีกหลายช่อง ซึ่งก็จะมีทีวีสำหรับคนพิการ ก็จะเป็นโอกาสของเด็กกลุ่มนี้ ที่เคยได้ฝึกมาแล้วในระดับหนึ่งจะสามารถไปเปิดโอกาสทางวิชาชีพได้กว้างขึ้นตามไปด้วย"
หรือในจุดหมายปลายทาง ม.ล.ณิชอิสรีย์ จักรพันธุ์ อีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้าง Thai Deaf TV คาดหวังว่า จะสามารถเป็นจุดที่ย้ำให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง โดยช่องทางการรับชมเฉพาะทางเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการบอกเล่า
"ที่ฝันตั้งแต่เริ่ม การทำให้คนหูหนวกนั้น ได้มีอาชีพเป็นของตัวเอง แล้วมีการเท่าเทียมกันไม่เฉพาะการเข้าถึงสื่อเท่านั้น แต่รวมถึงอาชีพด้วย และทุกๆ อย่างให้เห็นถึงสังคม มีความภาคภูมิใจ ได้เห็นตัวเอง"
การจินตนาการไปถึงความเท่าเทียมกันในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารของคนทุกคนในสังคมจึงเหมือนเป็น "เส้นชัย" สุดท้ายหากเกิดขึ้นได้จริงไปในตัว
แต่หากถามถึงตัวคนทำงานเอง สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า...
"เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องการให้คนมองว่า เขาด้อยความสามารถกว่า หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือว่าเขาต้องเข้าไปช่วยเหลือตลอดเวลา" ป๊อป ออกความเห็นในฐานะกระบอกเสียงแทนคนพิการ
ขณะที่ กวางคิดว่า ต้องสลัดความคิด "สูงกว่า" ออกไปให้ได้
"ถ้ามองว่าเราสูงกว่า แล้วลงไปช่วย อย่างนั้นแสดงว่า เราเห็นเขาเท่าเทียมกับเราไม่ได้ เรายังมองข้ามตรงนั้นไม่ได้" เขาย้ำ
ที่สุดแล้ว ไม่ว่าก้าวต่อไป บนเส้นทางสถานีโทรทัศน์ที่ผลิตสื่อสำหรับคนพิการป้อนออกอากาศทางเคเบิ้ลทีวี หรืออินเตอร์เน็ตทีวีในฐานะมืออาชีพกลุ่มหนึ่งในสังคมสื่อ จะสามารถตอกย้ำความเชื่อของพวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดกับตัวคนทำสื่อรุ่นใหม่ ความบกพร่องทางร่างกาย หรือความพิการก็จะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงสื่ออีกต่อไป
"เพราะเขาก็มีสิทธิ์ในความเป็นคนเหมือนกับเราทุกคนน่ะค่ะ" ดารินยืนยันจุดยืนด้วยรอยยิ้่ม

