วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

Hello Woods แคมป์เยาวชนร่วมฝัน

Hello Woods แคมป์เยาวชนร่วมฝัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นกล้าของมวลมนุษยชาติ ก็คือเหล่าบรรดาเด็กๆ และเยาวชนทั้งหลาย

ใครจะรู้ว่าการส่งเสริมความฝัน เป็นอีกทางที่ทำให้เยาวชนเติบโตมีความคิดที่สร้างสรรค์ เป็นอีกสาเหตุที่ครั้งนี้เด็กไทยได้เดินทางไปหาประสบการ์ณ แบ่งปันความฝันกับเด็กญี่ปุ่น ที่ อาณาจักร ฮอนด้า ทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น กับกิจกรรมโครงการ ฮอนด้า ซุปเปอร์ไอเดีย คอนเทสต์ ครั้งที่ 8

ซากุระในฤดูใบไม้ผลิเริ่มแข่งกันบานทั่วกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทว่า ณ เมืองโมเตกิ เขต โตจิกิ (Tochigi) ยังคงมองเห็นซากุระตูมเต็มกิ่งก้าน ก็เพราะอากาศที่นี่ยังคงหนาวเย็น ทั้งที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงแค่ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ราว 3 ชั่วโมง นั่นเป็นจุดหมายของเยาวชนผู้ชนะการประกวด Honda Super Idea Contest ทั้ง 6 คนมุ่งหน้าโดยรถยนต์ จากสนามบินนาริตะ สู่ ‘ทวินริง โมเตกิ’ แถบเทือกเขาฮักโกะ อยู่ทางทิศเหนือของกรุงโตเกียว เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกันของเด็กญี่ปุ่นและเด็กไทย


ระหว่างการเดินทาง พวกเรามองเห็นเกษตรกรกำลังเตรียมแปลงผัก บ้างก็ปลูกต้นหอมยักษ์ที่กำลังชูชันอวดใบสีเขียวสลอน ดอกไม้ริมรั้วอย่างแมกโนเลีย กำลังออกดอกสีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม บ้างก็สีขาว รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ พากันเบ่งบานต้อนรับความอุ่นของฤดูกันทั่วหน้า

เยาวชนไทยทั้งหก ประกอบด้วย ผู้ชนะเลิศระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) เริ่มจาก ด.ญ.สุชาดา วิริยะพรศรี (ชมพู่) จากโรงเรียนสุเหร่าบางมะเขือ เจ้าของผลงานก้อนเมฆส่งจดหมาย, ด.ญ. ภิญญาพัชญ์ โพธิ์พูลเงิน (แยมโรล) จากโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่ใน จากผลงาน กระเป๋ากันลืมอัจฉริยะ , ด.ญ.ทัตชา วัชโรบล (ลูกแก้ว) จากโรงเรียนฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ จากผลงานที่จับคนทำผิดกฎหมาย


ส่วนผลงานชนะเลิศระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4-ป.6) เริ่มจาก ด.ช.วริท วิจิตรวรศาสตร์ (ว่าน)จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ผลงาน ตู้รีดผ้าอัตโนมัติ ด.ญ, ณภัทรชญา อมรมานัส (ปราง) จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ เจ้าของผลงาน แว่นตื่นตัว และ ด.ญ.ภัคนันท์ อำชัยภูมิ (เดียร์) โรงเรียนศุภวรรณ จากผลงานกำแพงป้องกันการแหกคุก เดินทางมาเพื่อเรียนรู้ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนชาวอาทิตย์อุทัย อีก 6 คน หลังจากแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ โดยเด็กไทยแนะนำตัวเป็นภาษาญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นแนะนำตัวเป็นภาษาไทย อาทิ


"ผมชื่อทาคูมิครับ ชอบว่ายน้ำครับ"


"ดิฉันชื่อ ฮานาดะ ค่ะ ชอบแอปเปิ้ล..." เธอพูดตะกุกตะกัก แล้วก็ร้องไห้ เพราะจำภาษาไทยที่ท่องมาไม่ได้ เป็นความน่ารักไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ผ่านพิธีการนี้


กิจกรรมครั้งนี้ เด็กๆ มีโอกาสไปเดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของ Hello Woods ในเมืองโมเตกิ ร่วมกันและพวกเขาก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย


อะไร...อยู่ในป่า ?


ให้เด็กได้สัมผัสกับป่า ได้คิดและตั้งคำถาม นับเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อเป็นการปลูกฝังการรักษ์ธรรมชาติ โดยไม่ต้องท่องจำแค่ในตำรา


"เด็กชายทาคูมิตื่นเต้นกับกบตัวน้อยที่นอนขดตัวอยู่ในท่อระบายน้ำ เขาเอากล้องคอมแพคที่ติดตัวมาเก็บภาพกบตัวน้อย และบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา ระหว่างทางเดินที่โรยด้วยเศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เวลาเหยียบย่ำนุ่มเท้า เศษไม้เหล่านี้จะกลายเป็นปุ๋ยอย่างดีให้กับผืนป่าแห่งนี้" โคบิโตะ เจ้าหน้าที่ผู้นำชมป่าบอกอย่างนั้น


ระยะทางเดินเข้าป่า มีแต่ต้นไม้ที่ยังคงทิ้งใบในฤดูหนาว อากาศที่นี่ประมาณ 6-13 องศา ถือว่ายังไม่อุ่นพอที่พวกมันจะแตกใบอ่อน แต่ก็ใกล้แล้วล่ะ มีทั้งต้นสน ต้นซากุระป่า และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งไม้ดอกต้นใหญ่อย่าง คิบูกิ ตอนนี้มีก้านดอกเป็นเม็ดคล้ายกับพริกไท รอเวลาผลิบาน


โคบิโตะ ชี้ชวนให้ดูธรรมชาติต่างๆพร้อมคำอธิบายจนมาหยุดยืนใต้ต้นโอ๊คสูงใหญ่ที่ยังคงทิ้งใบจนหมดต้น ใต้ต้นโอ๊คมีเชือกขึงล้อมเอาไว้ ในนั้นมีป้ายเล็กๆ สีต่างๆ ปักไว้ เขาอธิบายว่า ใต้ต้นโอ๊คแห่งนี้ปีหนึ่งจะมีต้นกล้าเกิดขึ้น ป้ายสีแดงแสดงว่าเคยมีต้นกล้าหล่นและงอกแล้วก็ตาย ส่วนป้ายสีเขียวเป็นต้นโอ๊คที่แข็งแรงรอดชีวิต แต่มีปีเขียนบอกเอาไว้เป็นสถิติ ถามเด็กๆว่าทำไมต้นกล้าที่รวงลงมาแล้วไม่รอด


เด็กๆ ช่วยกันตอบ บ้างก็บอกว่า ขาดน้ำ บ้างก็บอกว่าอากาศหนาว บ้างก็บอกว่าลูกโอ๊คที่หล่นลงมาไม่สมบูรณ์ คำเฉลยก็คือเป็นไปได้ทุกข้อ นี่คือการฝึกให้เด็กได้คิด

หนุ่มผู้นำชมชี้ชวนให้เด็กดูดินดำที่ถูกขุดคุ้ยราวกับใครมาพลิกหน้าดินเตรียมหว่านเมล็ด เขาถามว่า เด็กๆ รู้หรือเปล่าว่าทำไมดินเหล่านี้จึงเป็นเช่นนั้น


เขารอให้เด็กทุกคนแสดงความคิดเห็นก่อนจะเฉลยว่า เป็นฝีมือของหมูป่า ความสมบูรณ์ของป่าทำให้สัตว์ป่ายังดำรงชีวิตอยู่ กลางคืนขณะที่เด็กๆ นอน แต่สัตว์ป่าจะออกหากิน ฤดูใบไม้ผลิหมูป่าออกมาคุ้ยเขี่ยหาแมลงและไส้เดือนที่อยู่ใต้ดินเป็นอาหาร เป็นระบบนิเวศที่ดี


เขาอธิบายทุกสิ่งในป่าให้เด็กเข้าใจวงจรชีวิตวิถีของป่าและสัตว์ป่า ให้เด็กได้เข้าใจโดยไม่ต้องกลับไปท่องจำตำรา ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีกว่า เด็กๆ ได้เห็นต้นไม้ต่างๆ เห็ดที่งอกตามตอไม้ ขอนไม้ที่ผุพัง ฯลฯ หลังจากนั้นได้ทำงานฝีมือที่เกี่ยวกับงานไม้ สร้างสรรค์ผลงานจากเศษไม้ ปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นต่อไปอย่างมีความสุข ก่อนถึงค่ำคืนนี้ที่เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมแคมป์ไฟอย่างมีความสุข

ผู้สร้างป่า


สำหรับพื้นที่ของ Hello Woods เป็นป่าท่ามกลางเมืองเล็กๆ ยังมีวิถีชีวิตชุมชน ดังนั้นจำเป็นต้องให้ความรู้กับชุมชมเช่นตัดต้นไม้ไปใช้ประโยชน์ แล้วต้องปลูกทดแทน ทำหุ่นต้นไม้ โดยนำไม้มาทำเป็นรูปคนปลูกต้นกล้าเอาไว้บนนั้น เป็นปรัชญาซ่อนไว้ว่า คนกับต้นไม้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้นไม้อยู่ได้ คนก็อยู่ได้


มร.ริวอิจิโร ซาคิโน (Mr. Ryuichiro Sakino) Forest Producer, Hello Woods ผู้สร้างป่าเฮลโลวู้ดส์ เกิดที่คิวชู จังหวัดคาโกชิมะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เขาเรียนทางด้านวนศาสตร์ และการจัดสวน เคยทำงานอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น ที่เกาะฮอกไกโด


"ที่นั่นอากาศหนาวมากแตกต่างจากบ้านเกิดของผม ฮอกไกโดหนาวสุด -30 องศา มีโอกาสศึกษางานวิจัยร่วมกับชาวสวีเดน ทำบ้านน้ำแข็ง ที่ฮอกไกโด แม้จะหนาวจนทนแทบไม่ไหวแต่ผมก็อยู่ที่นั่นได้นานถึง 20 ปี ผมทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่า มีศูนย์ธรรมชาติเรียกว่า Nature Center ทำหน้าที่ไกด์พาเดินป่า ศึกษาธรรมชาติ ทำกิจกรรมสำหรับเด็กๆ เพื่อธรรมชาติด้วย และเมื่อ 15 ปีที่แล้วผมก็มีโอกาสได้พูดถึงโครงการที่นี่ (Hello Woods ) จะเปิดเป็นป่าไม้ และแคมป์สำหรับเด็ก ผมก็มาสำรวจ เมื่อปี 1999 จนกลางปี 2000 ก็มีโอกาสได้เปิดตัวที่นี่ขึ้นมา คอนเซ็ปต์ของที่นี่ก็คือ ผู้ใหญ่แข็งแรง เด็กก็แข็งแรง ”

ผู้สร้างป่าเล่าว่า ตอนที่อยู่อุทยานแห่งชาติที่ฮอกไกโด เป็นบริเวณที่ห้ามตัดไม้ทำลายป่า อยู่ห่างไกลกับชีวิตประจำวัน ผิดจากที่นี่เป็นป่าที่อยู่ใกล้ตัว เพราะชาวบ้านอยู่กับธรรมชาติ ไม่ใช่ป่าอนุรักษ์ ใครก็ได้เข้าป่าตัดไม้เอามาทำฟืน เพื่อดำรงชีพ ไม่ถือว่าผิด เพียงแต่ตัดไปแล้วปลูกทดแทน พอเวลาผ่านไป 17 ปี ต้นไม้ก็จะมีความสูงเท่ากับต้นที่เราตัดไป


อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นห้องน้ำที่เอาท่อนไม้วางไว้เพื่อให้แมลงด้วงมาอาศัยอยู่ได้ น้ำในห้องน้ำสำหรับชักโครกมาจากบ่อบำบัด น้ำเสีย ต้องการให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้และเป็นคนลงมือสร้างป่าแห่งนี้ด้วยกัน


“ป่าแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีผู้ใหญ่มาเยี่ยมชม แต่อยากให้การปลูกป่า การรักป่าจำเป็นต้องถูกถ่ายทอดไปยังคนรุ่นหลังๆ เด็กๆ น้องๆ หรือคนรุ่นเก่าหน่อยรุ่นป้าน้าอา ที่จะถ่ายทอดไปยังเด็กรุ่นหลังต่อไป โดยเราจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่น ในโครงการเราจะมีหอแห่งชีวิต จะรวบรวมกิ่งไม้ ใบไม้ทับถมอยู่ในนั้น แมลงก็จะอาศัยอยู่ที่นั่น งูก็จะอยู่ที่นั่น จะมีสิ่งมีชิวิตต่างๆอาศัยอยู่ที่นั่น สมกับคำว่าหอแห่งชีวิต"


นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทางศูนย์นำไม้ที่ถูกตัดไปมาทำกิจกรรมเสริม จัดแคมป์ในป่า ทั้งแบบไปเช้าเย็นกับ และค้างคืน เพื่อให้คนได้มาเรียนรู้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ


หอแห่งชีวิตที่กล่าวมา สร้างขึ้นมาเพื่อให้ป่าแข็งแรง และมีการสร้างแคมป์สำหรับเด็กที่นี่ เพื่อให้เด็กสดชื่นและแข็งแรง โดยพวกเขาได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยพละศึกษา มาตรวจร่างกายเด็กทำสถิติให้เห็นชัดเจน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากเข้าแคมป์ที่นี่ ซึ่งได้ทำมาแล้ว 8 ปี


“เราจะเก็บสถิติก่อนเด็กเข้าแคมป์ 1 เดือน และหลังจากเข้าแคมป์แล้วก็เก็บอีก จะเห็นได้ว่าเด็กมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น ผมมองว่าเด็กๆ ในปัจจุบันนี้ สุขภาพไม่ค่อยดี เพราะร่างกายมนุษย์เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและถูกทำลายจนป่วยไข้เลย ถ้าธรรมชาติในร่างกายเราไม่ถูกรบกวนโดยสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น รังสีและแสงต่างๆ ที่ไม่ใช่ธรรมชาติเช่นเกมส์ จอทีวี แม้แต่แสงนีออน แสงไฟในบ้านมีผลต่อสุขภาพของเด็กโดยรวม ทำให้เขาอยากให้เด็กๆ มีโอกาสวิ่งเล่น สัมผัสแสงแดด พอตกค่ำก็รีบเข้านอนไม่สัมผัสแสงนีออนมาก ทำให้เด็กมีสุขภาพที่แข็งแรง"


ซาคิโน พบว่า เด็กๆ ที่เข้าแคมป์แล้วสุขภาพแข็งแรง แต่เมื่อกลับไปแล้ว ก็พบวงจรเดิมๆ เล่นเกมส์ ดูทีวี การเข้าแคมป์เราก็ให้เด็กเล่นเกมส์ โดยการไปหาใบไม้กิ่งไม้อะไรก็ได้จากในป่าเอามาสร้างเป็นผลงาน หรือของเล่นในจินตนาการ

"ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมี 3 อย่างที่เป็นอันตรายสำหรับเด็กก็คือ มีด ไฟ และมอเตอร์ไซด์ แต่ถ้ามาอยู่แคมป์นี้จะให้ 3 อย่างสำหรับเด็ก คือให้มีดไปทำอาหารเอง แล่เนื้อซาชิมิเองให้เด็กได้ทดลองใช้มีด ให้เด็กหัดขี่มอเตอร์ไซด์ ให้เด็กจุดไฟเอง สอนวิธีก่อไฟ ให้เด็กจุดไฟหุงหาอาหารเอง ให้เด็กคิดเอง ร้องไห้ ขอกลับบ้านก็สนใจซึ่งเป็ฯเด็กอายุประมาณ 10-12 ขวบ นี่คือกิจกรรมของแคมป์เรา ”


เจ้าป่ารายนี้สรุปว่า เด็กกับป่า มีวิธีการเลี้ยงดูที่คล้ายๆ กัน เราต้องตัดแต่งกิ่งต้นไม้บ้าง จึงจะเป็นต้นไม้และป่าที่สวยงาม

สร้างฝันให้เด็กๆ


ใครว่าความฝันนั้นไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงก็ได้ เป็นเพียงแค่ความฝัน เหนือจริงก็ได้ เพราะฝันคือสิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กลายเป็นผู้ใหญ่นักคิดในวันหน้า


Kobo Shuichiro ผู้จัดการทั่วไป สำนักกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรม บริษัทฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า คอนเซ็ปต์ของซุปเปอร์ไอเดียคอนเทสต์ที่จัดขึ้นเพราะให้ความสำคัญกับความฝันของเด็ก


จุดประสงค์ของโครงการก็คือ อยากให้เด็กคิดคอนเซ็ปต์ด้วยตัวเอง มีความฝันเกี่ยวกับสิ่งที่เราให้หัวข้อไป มุ่งไปสู่ฝันให้เป็นจริง เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนทำงาน โดยเรียนรู้ที่จะฝันและสานฝันของตัวเองให้เป็นจริง แต่ละประเทศก็น่าจะมีหัวข้อที่มีประโยชน์สูงสุดของประเทศนั้น


"แต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป ทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับความฝันของเด็กๆมากขนาดนี้ เพราะบริษัทเราก่อตั้งขึ้นมาจากแนวคิดนี้คือทำฝันให้เป็นจริง เช่นทำหุ่นยนต์ โรบอต ออกมาซึ่งเอามาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ แต่เราก็ยังทำกันอยู่เพื่อตอบสนองความฝัน อนาคตอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมก็ได้ หรืออาจจะไม่เป็นจริงเลยก็ได้ ” ‘Kobo Shuichiro’ กล่าว


การประกวด ฮอนด้า ซุปเปอร์ไอเดีย คอนเทสต์ เด็กๆ สร้างผลงานฝันออกมาล้ำยุค เช่น ไทม์แมชชีน ยานอวกาศท่องเที่ยวนอกโลก ฯลฯ อยากรู้ว่าเด็กมีความฝันขนาดไหน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝัน ไม่ผิดที่จะฝัน เป็นฝันเฉพาะตัวของแต่ละคนที่ไม่อาจนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ขายได้


“เด็กรุ่นก่อนมีไอเดียตลกๆ ชื่อผลงานว่า ‘พลังงานจากความโกรธ’ ก็คือมีเด็กคนหนึ่งถูกแม่ด่า และ เห็นว่าพ่อก็ถูกพ่อด่าด้วย จึงคิดว่าตอนที่แม่กำลังโมโหน่าจะมีพลังความร้อนออกมา เขาน่าจะคิดเครื่องมือแปลงพลังงานความร้อนจากการที่แม่โมโหมาทำประโยชน์ได้ เด็กมองโลกต่างจากเรา มีความฝันอีกแบบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเด็ก เราอยากส่งเสริมให้เด็กรู้จักฝัน มีสิทธิ์ฝัน และไม่ผิดที่จะฝัน ก็เลยเกิดโครงการประกวดอันนี้ขึ้นมา ”


สิ่งหนึ่งต้องการให้ผู้ใหญ่ ก็คือพนักงานในบริษัทได้เข้าไปอ่านเพื่อคัดเลือกหาผู้เข้ารอบที่ส่งไอเดียความฝันเข้ามา จะได้เรียนรู้จากเด็กว่าเด็กมีความฝัน จินตนาการอย่างไร เพราะวัยผู้ใหญ่นั้นช่างห่างไกลจากความฝันเหล่านี้ ใครจะไปรู้ว่า ความฝันบริสุทธิ์แบบเด็กๆ นั้นสามารถสร้างแรงจูงใจการทำงานให้กับผู้ใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


“ การเป็นผู้ใหญ่จะคิดในกรอบมากเกินไป เราควรคิดนอกกรอบบ้างเหมือนอย่างเด็กๆ หากได้ดูชิ้นงานของเด็กๆแล้วเราก็รู้สึกประทับใจ ซึ่งวัยเด็กเราเองก็เคยมีความฝันเช่นนี้มาก่อน พอโตขึ้นเราก็ลืมสิ่งเหล่านี้ไป เป็นแรงจูงใจที่อยู่ภายในไม่สามารถมองเห็น เหมือนเป็นจิตวิทยาไม่สามารถวัดออกมาชัดเจนได้ พนักงานอาสาสมัครที่ไปพิจารณาชิ้นงาน ต่างก็ประทับใจ ก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน ”


ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะทำประโยชน์ให้กับสังคมญี่ปุ่น หรือให้กับสังคมโลก เพียงแต่หวังว่า เด็กจะได้เรียนรู้ถึงการมีความฝัน จินตนาการ เรียนรู้ขบวนการคิดให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างก็พอ บางสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไม่จริง แต่เด็กคิดว่ามันต้องเป็นจริงได้ด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ความพยายามตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งมีค่า ไม่ได้เรียนสังคม วิทยาศาสตร์ ไม่มีความรู้พื้นฐานว่าสิ่งที่คิดขึ้นมาเป็นจริงได้หรือเปล่า การพยายามทำความฝันให้เป็นจริงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ขั้นตอนสำคัญคือฝันและพยายามทำให้ความฝันเป็นรูปเป็นร่าง มีความฝัน มีเป้าหมายไม่ท้อถอย เด็กแบบนี้เติบโตขึ้นมีจำนวนมากขึ้น ทำให้สังคมที่เราอยู่ก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้มาก กลายเป็นสังคมที่น่าอยู่


การเข้าค่ายระหว่างเด็กไทยและเด็กญี่ปุ่นคราวนี้ สิ่งที่ผู้จัดหวังจะได้เห็นก็คือ หลังจากนี้ในอนาคตการทำงานระหว่างประเทศ ให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันกับเด็กที่อยู่ต่างชาติ ส่งผลดีต่อการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต่อประเทศได้ดีในอนาคต เป็นการปูพื้นฐานเรียนรู้ความแตกต่าง มีจุดร่วมความฝันระหว่างสองประเทศ