คอลัมน์สนามวิจารณ์เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็น ส่งบทความของคุณมาได้ที่ [email protected]
-เกริ่นนำ-
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2556 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีการแสดงคอนเสิร์ตเพื่อแสดงหมุดหมายแห่งกาลเวลา 30 ปีของวงบีเอสโอ รายการแสดงมีการคัดเลือกเพลงอย่างพิถีพิถันโดยมีวาทยกร Michel Tilkin ชาวเบลเยี่ยมเป็นผู้อำนวยเพลง การคัดเลือกเพลงในรายการแสดงครั้งนี้มีนัยยะทางประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์แห่งอนาคตของวงบีเอสโอ
รายการเปิดด้วยการบรรเลง Overture to Egmont, Op.84 ของ Beethoven (ค.ศ.1770-1827) โหมโรงของเบโธเฟนบทนี้แสดงออกถึงความฮึกเหิมทรงพลัง เบโธเฟนประพันธ์ขึ้นจากบทละครของ Goethe ตอนที่เบโธเฟนประพันธ์โหมโรงบทนี้จัดว่าอยู่ในช่วงกลางชีวิตของเขา นั่นคือประพันธ์ประมาณค.ศ.1809-1810
กล่าวกันว่าโหมโรงนี้มีลักษณะเป็นการทบทวนถึงอดีต (ดังจะเห็นร่องรอยของซิมโฟนีบทที่ 3 Eroica แฝงอยู่) แต่ก็ฉายความหวังเรืองรองแห่งอนาคต และบีเอสโอก็ได้บรรเลงบทเพลงนี้ได้อย่างมีจิตวิญญาณแห่งความฮึกเหิมคงสปิริตแห่งวัย การเลือกเพลงบทนี้ที่นักประพันธ์ตอนนั้นก็อยู่ในช่วง 30-40 ปี ประกอบกับวงบีเอสโอที่ก้าวย่างมาถึง 30 ปี จึงเป็นความจงใจที่จะบอกกับสังคมทั้งด้วยตัวบทของงานประพันธ์และด้วยตัวบทแห่งการบรรเลง และทั้งด้วยบริบทของงานประพันธ์และบริบทของวงบีเอสโอ
จากนั้นเป็นไฮไลท์ของครึ่งแรก บีเอสโอนำ Violin Concerto No.1 in G minor, Op.26 ของ Max Bruch (ค.ศ.1838-1920) มาบรรเลง แสดงเดี่ยวไวโอลินโดย ศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ Concert Master ประจำวงบีเอสโอ ไวโอลินคอนแชร์โต้บทนี้นอกจากจะเป็นการย้อนรอยการแสดงรอบปฐมทัศน์ของบีเอสโอเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ได้นำบทเพลงนี้มาบรรเลงเช่นกัน ซึ่งศิริพงษ์สามารถตรึงผู้ฟังทั้งมวลไว้ได้ด้วยเสียงไวโอลินที่ผ่านเทคนิคความช่ำชองในการบรรเลงของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเลงในท่อนที่สองที่ทั้งหวานปนเศร้าเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทางดนตรีเต็มเปี่ยม
การแสดงไวโอลินบทนี้นอกจากจะเป็นการถวิลหาอดีตของประวัติศาสตร์ของวงบีเอสโอและหลายๆ ครั้งบีเอสโอมักเชิญโซโลอีสท์นานาประเทศมาบรรเลงร่วมกับวง แต่ในครั้งนี้เลือกที่จะให้ศิลปินไทยเป็นผู้สื่อสารพลังเพลงคลาสสิกในวาระโอกาสสำคัญเช่นนี้ จึงคล้ายๆ กับจะสื่อสารถึงสาธารณชนว่า บีเอสโอในห้วงก้าวต่อไปพร้อมแล้วที่จะเปิดโอกาสให้แก่ศิลปินชาวไทยที่ได้เจริญวัยทางดนตรีในห้วงสองทศวรรษก่อนหน้า
(ผู้เขียนอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับไวโอลินคอนแชร์โต้ของแม็กซ์ บรู๊คบทนี้เพิ่มเติม เพราะนอกจากจะเป็นอีกบทเพลงยอดนิยมสำหรับนักไวโอลินแล้ว และเชื่อหรือไม่ว่าในการสำรวจเก็บสถิติการขอเพลงและการเปิดเพลงทางสถานีวิทยุเพลงคลาสสิค(Classic Fm) จากผู้ฟังดนตรีในประเทศอังกฤษ จากเพลงคลาสสิคยอดนิยม 300 อันดับ ผลสำรวจปรากฏว่าไวโอลิน คอนแชร์โต้ของ Max Bruch เป็นเพลงคลาสสิคยอดนิยมอันดับที่ 1 ประจำปีค.ศ. 1996 ของชาวอังกฤษ และก็ติดอยู่ 1 ใน 10 ของตารางการสำรวจมาตลอด ดังปีล่าสุดค.ศ.2011ได้อันดับที่ 3 ไวโอลินคอนแชร์โต้บทนี้จึงบทเพลงในดวงใจของคอเพลงคลาสสิคชาวอังกฤษนั่นเอง)
หลังจากพักครึ่ง บีเอสโอ เลือกบรรเลงเพลง Symphony No.2 ของ Rachmaninov (ค.ศ.1873-1943) ซึ่งมี 4 กระบวน แม้จะใช้เวลาบรรเลงประมาณ 60 นาทีในการฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แต่บีเอสโอก็สามารถตรึงคนฟังไว้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น จนนำมาสู่กระบวนที่สามอันแสนไพเราะจับใจ
และปิดท้ายด้วยท่อนที่สี่ อันนักดนตรีทั้งหมดต้องรีบสะบัดอารมณ์ที่อาจตกค้างจากความรัญจวนในท่อนก่อนหน้า เข้าสู่ลีลาแห่งความคึกคัก เต็มไปด้วยความตื่นเต้น อย่างฉับพลัน การบรรเลงทั้งสี่ท่อน บีเอสโอบรรเลงด้วยความสามารถอย่างยิ่ง จนไม่รู้สึกว่าเวลาได้ล่วงเลยถึงหนึ่งชั่วโมงแล้ว นี่เป็นความสำเร็จของบีเอสโอและเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นบทเพลงซิมโฟนีอมตะยอดนิยมมากที่สุดบทหนึ่งที่รัคมานินอฟได้เคยประพันธ์ขึ้น
-บทตาม-
สำหรับสังคมไทยวงดนตรีที่มีอายุยืนยาวเกิน 30 ปี ซึ่งยังคงบรรเลงนำเสนอผลงานอยู่อย่างสม่ำเสมอต่อสาธารณชนนับแต่วันก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ตามความรับรู้ของผู้เขียนน่าจะมีอยู่สองวง หนึ่งคือ วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ที่บรรเลงดนตรีแนวไทยสากล ซึ่งเป็นวงดนตรีในสังกัดหน่วยงานรัฐ ส่วนวงที่สองก็คือ วงบางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา หรือ บีเอสโอ ที่บรรเลงแนวดนตรีคลาสสิกนั่นเอง และเป็นวงเอกชนที่ไม่ใช่รัฐ อันอยู่ภายใต้การบริหารของ “มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”
ความยืนยาวของวงออร์เคสตรา นอกจากจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการวงแล้ว อาจมีความได้เปรียบของวงดนตรีประเภทออร์เคสตรา เมื่อเปรียบกับวงดนตรีประเภท ป๊อบร๊อค หรือวงดนตรีสากลประเภทอื่นอยู่บ้าง ตรงที่ความเลื่อนไหลของการประกอบกันเป็นวงดนตรี กล่าวคือวงบีเอสโอมิใช่เป็นแค่ที่รวมของปัจเจกบุคคลที่มีความสามารถในการเล่นดนตรีมารวมตัวกันเท่านั้น หากแต่บีเอสโอ เป็นชีวิตทางสังคมอีกแห่งหนึ่งที่ตัวตนของความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนจำต้องสลายเพื่อสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในการบรรเลงเพลงเพื่อสร้างเสียงออกมาพอเหมาะพอเจาะ กลมกล่อม มีสีสันตามแต่วาทยกรแต่ละท่านจะอำนวยตีความเพลง
เมื่อวงเป็นชีวิตทางสังคมเช่นนี้แล้ว ชีวิตทางสังคมของบีเอสโอจึงมิได้หยุดนิ่ง กล่าวคือวงจึงสามารถปรับเปลี่ยนถ่ายนักดนตรีตลอดจนเปิดโอกาสให้นักดนตรีรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในวงได้เป็นครั้งคราวเพื่อจรรโลงสภาพสังคมดนตรีของบีเอสโอเอาไว้ นอกจากนี้ การที่มีวาทยกรรับเชิญผู้เป็นเสมือนศูนย์กลางในการควบคุมวงที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามากหน้าหลายตา
สิ่งเหล่านี้ทำให้บีเอสโอนั้นดูเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะศูนย์กลางของการบรรเลงออร์เคสตรา มิได้มีจุดเน้นอยู่ที่จุดเดียว หากแต่ มีทั้งวาทยกร นักดนตรีรับเชิญที่มาร่วมเล่นกับวงในฐานะศิลปินเดี่ยว และตลอดจนการปราศจากข้อจำกัดในการนำเสนอผลงานดนตรีจากบทประพันธ์หลากยุคสมัยที่จะนำมาบรรเลงกันสดแก่ผู้ฟัง ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้วงบีเอสโอเป็นระบบสังคมแบบเปิด
หากเป็นวงดนตรีประเภทป๊อบร๊อคนั้น อายุที่สั้นกว่านั้น มีหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกลายเป็นวงยอดนิยมที่เร็วเกินไปในขณะที่นักดนตรีประจำวงอาจจะยังไม่ชัดเจนหรือตกผลึกในเส้นทางดนตรีพอ หรือปัญหาของเรื่องสุขภาพของนักร้องประจำวงที่เป็นสิ่งที่นักร้องส่วนใหญ่เผชิญ ปัญหาการไม่ประสบความสำเร็จในงานดนตรีต่อๆ มา หรือการเสื่อมความนิยม ตลอดจนปัญหาชราวัย เป็นต้น
ต้องยอมรับว่ากำเนิดวงดนตรีคลาสสิกในเมืองไทย โดยเฉพาะวงบีเอสโอที่สืบสายธารมาจากวง โปรมิวสิคา ในปลายปีพ.ศ. 2525 ถือเป็นการกำเนิดในยุคที่การบันทึกเสียงกำลังปฏิวัติเปลี่ยนผ่านรูปแบบของสื่อบันทึกเสียงจากยุคของเทปคาสเซทเข้าสู่ยุคระบบดิจิตอล เป็นการมาถึงของแผ่นคอมแพคดิสก์ หรือซีดี โดยความร่วมมือของบริษัทฟิลลิปส์ และบริษัทโซนี่ ที่ได้กำหนดมาตรฐานของแผ่นซีดีขึ้น โดยแผ่นซีดีหนึ่งแผ่นสามารถบรรจุเพลงได้ 74 นาทีตามข้อเสนอของโซนี่ ที่ยึดเอาซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น มาเป็นเกณฑ์ เพื่อจะได้รับฟังอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเปลี่ยนแผ่น
การมาถึงของยุคแผ่นซีดีในเมืองไทยพร้อมกับร้านจำหน่ายซีดี อย่างร้านทาวเวอร์เรคคอร์ด ที่สยามเซ็นเตอร์ในยุคนั้น จึงได้ช่วยเอื้ออำนวยให้ทั้งนักดนตรีและผู้ฟังผู้มีใจรักดนตรีคลาสสิกได้ศึกษา และฟังเพลงคลาสสิกเพิ่มมากขึ้น และไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่เป็นที่มาของการเตรียมกลุ่มผู้ฟังรุ่นใหม่ให้กับบีเอสโอในเวลาต่อมา เพราะในยุคที่การฟังดนตรีอยู่กับบ้านผ่านแผ่นบันทีกเสียงอย่างซีดี แม้จะให้ความรื่นรมย์ได้ก็จริง หากแต่การไปฟังดนตรีบรรเลงกันสดๆ นั้นเป็นสุนทรียะประสบการณ์รับฟังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในวาระครบ 30 ปีบีเอสโอ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวาทะยอดนิยมทางปรัชญาประโยคหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นของนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสนาม เรอเน เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes) จากในหนังสือ Meditations on First Philosophy เดส์การ์ตส์ อธิบายทำนองว่า การที่เราจะรับรู้การดำรงอยู่ของพระเจ้า ก็เป็นเพราะมนุษย์จำต้องมีความคิดและมโนทัศน์ที่ชัดเจนและแจ่มชัดเสียก่อน เพื่อที่จะยืนยันว่า พระเจ้ามีอยู่จริง และเกิดวรรคทองที่ว่า “ I think, therefore I am” หรือแปลงเป็นไทยว่า “ฉันคิด ฉันจึงดำรงอยู่”
เมื่อมองมาที่บีเอสโอ สำหรับผู้เขียนแล้วอยากกล่าวว่า “เพราะฉันบรรเลง ฉันจึงดำรงอยู่” (I perform, therefore I am) กล่าวคือ หากในรอบ 30 ปีนี้ หากบีเอสโอไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ในฐานะของวงดนตรีที่บรรเลงเพลงคลาสสิกอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว บีเอสโอก็คงไม่มีตัวตน และไม่มีที่ยืนอยู่ในสังคมไทยได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญของการดำรงอยู่ของวงดนตรี เกิดจากการทำหน้าที่ในการบรรเลง นำเสนอผลงานประพันธ์ของคีตกวี อันเป็นการแสดงตัวตนของการเป็นวงดนตรีคลาสสิกให้ปรากฏ ด้วยการบรรเลงสดเท่านั้นที่จะเป็นช่องทางให้เกิดความงามของดนตรีคลาสสิก
เพราะเราต้องตระหนักว่าทันที่ที่นักประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเบโธเฟนก็ดี แม็กซ์ บรู๊คก็ดี หรือ รัค มานินอฟก็ดี ทันทีที่ได้ประพันธ์ดนตรีเสร็จ สำหรับสาธารณชนทั่วไป งานประพันธ์ก็เป็นเพียงแผ่นบันทึกโน้ต (Music Sheets) หรือถูกจัดประเภทเป็นวัตถุธรรมทางดนตรี (Musical Materials) เท่านั้น ยังไม่ได้กลายเป็นดนตรีของผู้ฟัง และดนตรีเพื่อการฟัง จวบจนต้องรอกระทั่งมีวงดนตรีหรือนักดนตรีที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นสื่อกลางหยิบมาบรรเลง สังคมจึงจักได้รับรู้ รับฟัง และยืนยันความงามของบทประพันธ์ชิ้นนั้นๆ ตลอดจนเป็นการยืนยันถึงความเป็นอัจฉริยภาพของคีตกวีทั้งหลาย ซึ่งหน้าที่นี้ในสังคมไทยบีเอสโอได้พิสูจน์ว่าได้ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันและอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่บีเอสโอทำการแสดง นั่นคือการกำลังนำบทประพันธ์ในประวัติศาสตร์อันเป็นสมบัติของมนุษยชาติมาทำให้มีชีวิต ดังนั้น ในแง่นี้การบรรเลงดนตรีคลาสสิกของวงบีเอสโอ จึงเป็นการทำหน้าที่ในทางประวัติศาสตร์อีกอันหนึ่ง นั่นคือ การทำให้ประวัติศาสตร์ดนตรีมีชีวิต (Living Music History) และเช่นกัน การรับชมรับฟังการบรรเลงดนตรีคลาสสิกจึงเปรียบเสมือน กำลังพาผู้ชม ผู้ฟังเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่มีชีวิต (Living Music Museum)
30 ปีของวงดนตรีอย่างบีเอสโอ นอกจากจะเป็นการบรรเลงดนตรีเพื่อดนตรีคลาสสิกแล้ว นี่ยังเป็นการสร้างบทสนทนาในภาษาดนตรีที่เป็นภาษาสากลของโลกยิ่งกว่าภาษาสากลใดๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีนักดนตรีจากหลากหลายประเทศมาร่วมบรรเลงสังสรรค์ในฐานะโซโลอิสท์บ้าง ในฐานะวาทยกรบ้าง กับวงบีเอสโอเรื่อยมา
อาจจะมีอีกหลายวงดนตรีในสังคมไทย ที่กำลังช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีที่มีชีวิต แต่จะมีวงดนตรีใดเล่าที่ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันมาถึง 30 ปี ความเก่าแก่และความเก๋านี่เอง เป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีวงดนตรีคลาสสิกใดในสังคมไทยจะเสมอเหมือนได้ ตราบใดที่ วงบีเอสโอ ยังคงบรรเลง นั่นแหละ วงบีเอสโอจึงดำรงอยู่.
------------------------
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่นจุดประกาย ฉบับวันอังคารที่ 16 เมษายน 2556 ,
ธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์ ปัจจุบันเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีสยามกลการ รัชดาภิเษก





