วัยรุ่นที่กล้าคิดในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเพื่อผืนโลกและการดำเนินชีวิต เมื่อเครียดก็ปรับเปลี่ยนให้ลงตัวได้
แม้จะอายุแค่ 19 ปี แต่ แซมสุดา เข้มงวด เป็นคนที่ใส่ใจกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เธอไม่ใช้กล่องโฟมใส่อาหาร ไม่ใช้ถุงพลาสติก ไม่สร้างขยะที่ย่อยสลายยาก นอกจากนี้ยังซื้อเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น ไม่ซื้อเสื้อผ้ามานานกว่า 3 ปี รวมถึงเป็นมังสวิรัติ
เพราะเลือกวิถีเช่นนั้น และยังคงเลือกต่อไป เพียงแต่เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกับบางอย่างมากขึ้น ลดความกดดันตัวเอง และเรียนรู้ที่จะมีความสุข
แซมกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ Cornell University สาขา International Agriculture and Rural Development โดยก่อนหน้านี้เธอได้ทุนเรียนต่อมัธยมปลายเรียนที่ Li Po Chun United World College of Hong Kong แต่นั่นก็ไม่เหมือนเข้าไปเรียนรู้กับนักบวชที่หมู่บ้านพลัม นครราชสีมา หนึ่งเดือนเต็ม และในงานภาวนาจริยธรรมประยุกต์ ที่นำโดย หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เธอได้นำประสบการณ์การรักษาศีลข้อ 1 มาเล่าให้ฟัง
เหมือนเช่นที่กล่าวมา แม้เธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี แต่ด้วยวิธีการใช้ชีวิตที่ตระหนักรู้ต่อผืนโลก และเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง พร้อมๆ กับการทำงานเพื่อสังคมกับพ่อและแม่ในบางเรื่อง พ่อของแซม (วิทยา เข้มงวด) เคยมีบริษัทโฆษณาของตัวเอง (Khem Communications) ปัจจุบันเกษียณ หันมาเป็นอาสาสมัครทำงานอนุรักษ์ช้างไทย ส่วนคุณแม่(ปวลี เลิศศุภานนท์) เคยทำบริษัทแนะแนวการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ ปัจจุบันเป็นแม่บ้านและทำโครงการศิลปะกับเด็กๆ ประถมในชนบท ชื่อ Strong Seeds ซึ่งครอบครัวของเธอช่วยกันทำ
และนี่คือ เรื่องราวของเยาวชนที่รู้จักการค้นหาตัวเอง จนพบว่า ความสุขอยู่ที่ไหน
ได้ชีวิตในชนบท แซมรู้สึกอย่างไรบ้าง
ตอนอายุ 13 ปีครอบครัวย้ายไปเชียงใหม่ ก็ได้เห็นว่า ผักที่เรากินผลิตยังไง ทำให้เรามีสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตมากขึ้น คนขายผักในตลาดก็เป็นคนปลูกผักจริงๆ ครอบครัวของเราชอบขับรถไปโน้นนี่ ไปหมู่บ้านกะเหรี่ยง โรงเรียนในชนบท หรือมีคนอยากเอาช้างกลับบ้าน คุณพ่อก็เข้าไปดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง
คุณพ่อสอนแซมอย่างไรบ้าง
สอนให้คิดนอกกรอบ เพราะเขาเคยเป็นนักโฆษณา ชอบสอนให้ตั้งคำถาม อีกอย่างเราเรียนที่โรงเรียนเพื่อสันติภาพที่ฮ่องกง ก็ไม่ต่างจากเพื่อนๆ ที่นั่น แต่ถ้าเทียบกับวัยรุ่น ต่างมาก แต่ไม่แปลก
ต่างจากวัยรุ่นทั่วไปอย่างไร ?
เป็นคนคิดมากกว่าคนอื่น ไม่กินอาหารที่ใส่กล่องโฟม คนอื่นอาจจะคิดว่า อาหารก็อยู่ในกล่องโฟมแล้ว ก็กินๆ ไปเถอะ แต่เราคิดว่า ถ้าเราเลือกกินแบบนั้่นจะเป็นการสนับสนุน เราคิดว่าทุกการกระทำของเรามีผลต่อสิ่งรอบตัว
ไม่กินอาหารที่อยู่ในกล่องโฟมตั้งแต่เมื่อไหร่
5 ปีแล้ว เคยดูสารคดีเกี่ยวกับขยะ พอได้เห็นที่มาที่ไปของขยะ เราก็ไม่อยากเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนขยะ นอกจากไม่ใช้โฟม เราก็พยายามไม่ใช้ถุงพลาสติก เวลาไปกินอาหารนอกบ้าน ก็เอาถุงไปเอง และจะคิดมากเวลากิน บางอย่าง ถ้าใส่ถุงพลาสติก เราก็ถามตัวเองว่า เราอยากกินจริงๆ หรือเปล่า
ไม่กินเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่อไหร่
ค่อยๆ ไม่กินเนื้อสัตว์น้อยลงเรื่อยๆ พอไปอยู่ในชุมชนมังสวิรัติก็ได้เห็นว่า ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็กินโปรตีนจากพืชได้ ในครอบครัว มีหนูคนเดียวที่กินมังสวิรัติ จริงๆ แล้วไอเดียนี้มาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่รักสุขภาพ แต่ไม่มีใครตั้งตัวเป็นมังสวิรัติเหมือนเรา แม้คุณแม่จะกินมังสวิรัติเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็กินหมูย่างบ้าง
แซมยังเป็นวัยรุ่น แล้วทำไมไม่ค่อยอยากซื้อเสื้อผ้า ?
มีอยู่วันหนึ่งเห็นโฆษณาในสารคดีว่า มีผู้ชายคนหนึ่งไม่ซื้อเสื้อผ้าเลย 10 ปีแล้วยังอยู่ได้ ก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นไปได้ ก็เลยอยากลอง เราก็มีเสื้อผ้าเยอะแล้วทำไมต้องอยากอีก นอกจากเสื้อกันหนาว เพราะกำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา มันจำเป็นต้องซื้อ แต่อะไรที่ใส่แล้วสวยจะเลิกซื้อ
ไม่ซื้อเสื้อผ้ามากี่ปีแล้ว
ก่อนไปเรียนฮ่องกง ประมาณ 1-2 ปี หลังจากไปฮ่องกงก็ซื้อบ้าง เพราะเปลี่ยนสถานที่ พอกลับจากฮ่องกงก็ไม่ซื้อเสื้อผ้าอีก รวมๆ แล้วไม่ซื้อเสื้อผ้ามาสามปีแล้ว ก็เอาเสื้อผ้าคุณแม่ ลูกพี่ ลูกน้องมาใส่ เหมือนตอนเด็กๆ พี่ก็ให้น้อง และไม่ได้รู้สึกขาดแคลน เราไม่ได้ต้องการเสื้อผ้าเยอะอย่างที่เราคิด พยายามซื้อเสื้อผ้าที่ใส่ได้หลายโอกาสและทำให้เราอยู่ในสังคมได้ ถ้าเราซื้อแบบนี้ก็จะลดปริมาณเสื้อผ้าได้
ทำไมคิดอย่างนั้น
คุณพ่อเสื้อผ้าเยอะมาก เยอะกว่าคุณแม่และของเรารวมกัน ก็เลยคิดว่า ลดหนึ่งคนเพื่อให้เกิดความสมดุล
แล้วตำหนิคุณพ่อไหม
ก็ตำหนิ เมื่อก่อนบ่อยกว่านี้ เขาก็รู้ว่า สิ่งที่เขาทำ มันไม่สมเหตุสมผล เขาก็ซื้อเพราะคุณภาพดี และส่วนใหญ่ซื้อจากคลองถม เขาบอกว่า มันถูกและดี แต่เราบอกว่ามีอยู่ห้าสิบตัวแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อไม่ได้แปลกอะไรหรอก
แล้วแซมแปลกแยกจากคนทั่วไปไหม
เมื่อก่อนคงเป็นมาก ถ้าไม่สนิทกัน ก็ไม่มีใครรู้เราไม่กินอาหารในกล่องโฟม ทำให้เราเป็นคนเรื่องมาก เมื่อก่อนเราก็คิดว่า ทำไมคนพวกนี้คิดไม่ได้ แค่อยากกิน แล้วต้องใส่ถุงพลาสติกที่ใช้แค่สิบนาที แต่ถุงพวกนี้อยู่อีก 150 ปี มันไม่มีเหตุผลเลย
กดดันตัวเองเกินไปไหม
เราก็มีปัญหาเมื่อเราทำมากๆ และกดดันตัวเอง ก็คิดว่าเราดีกว่าคนอื่น นั่นเป็นความคิดแบ่งแยก โดยไม่รู้ตัว เราเองก็ฆ่าคนอื่นด้วยความคิด เวลาที่เราเห็นใครทำแบบนี้ เราก็จะคิดในใจว่า คนนี้ไม่ผ่าน ฆ่าเขาด้วยความคิดในหัวของเรา และคงจะฆ่าด้วยสายตาหรือคำพูดอะไรแบบนี้ หรือถ้ามีใครที่มีแนวทางการดำเนินชีวิคคล้ายๆ กับ เราก็จะชอบ จนกระทั่งเราเจอสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ เราก็จะฆ่าเขาด้วยความคิดของเราอีก แต่สิ่งที่ไม่ดีมากที่สุดคือ คนรอบข้างที่ต้องอยู่กับเรา โดยเฉพาะคุณพ่อที่ชอบกินเนื้อ ถ้าเทียบกับผู้ชายคนอื่นก็ไม่มาก แต่สำหรับมาตรฐานของเราไม่ผ่าน
นอกจากคนรอบข้างแล้ว คนที่ทุกข์มากที่สุดคือ เราเอง เพราะคนอื่นไม่รู้ว่า เราคิดอะไรอยู่ในใจ หรือผิดหวังที่เห็นคนซื้อเสื้อหนึ่งตัว แม้เขาจะคิดว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย แต่เรารู้สึกว่า เกี่ยวมาก เราก็คิดว่า ทำไมเขาซื้อเสื้อผ้าฟุ่มเฟือย ในที่สุดสิ่งที่เราคิดก็กลับมาทำร้ายเรา และทำให้เราไม่มีความสุข แม้เราจะไม่ฆ่าสัตว์ แต่เราฆ่าคนอื่นในความคิด เชื่อว่าทุกวันมีการฆ่าแบบนี้เกิดขึ้นในโลกนี้เยอะมาก มากกว่าการฆ่าที่เป็นรูปธรรม ก็เลยซาบซึ้งมากกับการสอนภาวนาของหมู่บ้านพลัม เราได้เรียนรู้ว่า การที่เราไปฆ่าเขาแบบนี้ เราใช้ความรุนแรงแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้น การบังคับให้เขาทำเหมือนเรา มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากเอาความแค้นของเราไปใส่ในตัวเขา พอเรามีความสุขกับตัวเองมากขึ้น ก็เริ่มเมตตากับคนอื่นมากขึ้น
เรื่องการเรียนเป็นอย่างไร
ปกติไม่ใช่คนฉลาด ไม่ใช่คนประเภทอ่านหนังสือนิดเดียวเข้าใจหมด ตอนที่ย้ายไปเรียนที่ฮ่องกง เป็นระบบใหม่ คนที่มาเรียนก็เป็นคนเก่งมากของประเทศเขา เราก็ทำงานหนัก แต่เราไม่คุ้นเคยกับระบบ ก็เลยเป็นการทำงานหนักไม่ตรงประเด็นกับที่เขาอยากสอน เป็นการทำงานหนักแบบไม่ฉลาด กดดันตัวเอง ตอนนั้นมีเพื่อน 90 ประเทศ ใครบ้างในโลกนี้มีโอกาสมีเพื่อนขนาดนี้ เราก็พยายามรู้จักคนให้มากที่สุด คือคงจะเป็นเพราะเมื่อก่อนครอบครัวทำธุรกิจ ก็เลยคิดว่าผลกำไรต้องสุดสูง เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ก็ทำเยอะๆจะได้ประสบการณ์ แต่มันใช้ไม่ได้กับชีวิต
เมื่อทำงานหนักแล้วไม่ได้อย่างที่ต้องการ แซมเปลี่ยนวิธีการเรียนอย่างไร
ในปีที่สอง เราก็ปรับ ทำงานหนักแบบเข้าใจมากขึ้น เพราะระบบการเรียนที่นั่น นอกจากความรู้ ยังต้องเขียนเพื่อถ่ายทอดความคิดออกมาให้ได้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เปลี่ยน ยังมีความสุดโต่ง อยากทำกิจกรรมดีๆ ให้คนยอมรับ อาจเปลี่ยนวิธีการ แต่ไม่ได้เปลี่ยนความคิด
ปรับเปลี่ยนตัวเองให้มีความสุขอย่างไร
เมื่อก่อนรู้สึกว่า ความคิดแบบนี้ถูกต้องแล้ว ถ้าเราไม่คิดแบบนี้โลกจะเจริญได้อย่างไร คนอื่นไม่แคร์ แต่เราต้องแคร์ จนได้มาอยู่กับหลวงพี่ที่หมู่บ้านพลัมหนึ่งเดือน เขาก็คิดแบบเดียวกับเรา แต่ไม่เครียด หรือว่ากล่าวตำหนิคนอื่น เพราะหลวงพี่มีเมตตามาก เขาไม่เคยกดดันใคร เขาก็ปฏิบัติของเขา ไม่เคยไปสั่งใครให้ทำแบบเขา เขาก็มีความสุข ตอนที่ไปหมู่บ้านพลัมเพราะรู้สึกว่าเรากดดันตัวเอง แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราใส่ใจโลก กดดันเรื่องอื่นมากกว่า
จากที่ไม่เคยเห็นตัวเอง ก็เห็นตัวเอง ได้เห็นว่า เรามีความระแวงที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เห็นว่า หลวงพี่ให้ความสนใจจิตใจคนอื่นมาก เมตตากับคนรอบข้าง ปกติเวลาทำงาน เราจะไม่ขอบคุณ เพราะคิดว่านี่คือหน้าที่ คุณเลือกแล้วเพราะอยากทำเอง จะขอบคุณทำไม เมื่อก่อนคิดว่า ถ้าใส่ใจเรื่องจิตใจจะเสียเวลาทำงาน แต่เราได้เห็นวิธีการทำงานของหลวงพี่ที่มีประสิทธิภาพ ราบรื่น แม้จะไม่ราบรื่น แต่สงบ เพราะทุกคนดูแลจิตใจตัวเอง
นั่นเป็นจุดให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ?
ทำให้เราเมตตาตัวเองมากขึ้น เพราะเวลาหลวงพี่ถามทุกข์สุข เขาถามด้วยความจริงใจ ถ้าเป็นคนทั่วไป เป็นการถามตามมารยาท เราก็ตอบเป็นมารยาท มันไม่มีความลึกซึ้ง เราสัมผัสได้ว่า เขาห่วงใยจริงๆ ทำให้เราเห็นความสำคัญของการดูแล
คำสอนใดของหมู่บ้านพลัมที่นำมาใช้กับชีวิต ?
คำสอนที่ว่า "ปล่อยวาง" ตอนอยู่หมู่บ้านพลัม มีหลวงพี่องค์หนึ่งชวนให้ไปนั่งเล่นที่พักของเขา ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักกัน หลวงพี่น่ารักมาก เขาก็คุยนั่นโน้น ทำนองบ่น แต่ไม่ได้บ่นจริงๆ หลวงพี่เล่าว่า "กำลังจะจัดภาวนาให้หมอ เราก็สอนไปแล้วว่า อย่าไปยึดติดมาก เราไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคนพวกนี้ไปยึดติด มันก็ผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยๆ มันไปบ้างสิ ไม่เข้าใจเลยทำไมคนพวกนี้ต้องไปคิดย้อนหลัง หรือคิดเรื่องอนาคต” ในอารมณ์ช่วงนั้น เราก็รู้สึกว่า จริงๆ ด้วย มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะยึดติด
เราควรปล่อยวางอดีตและอนาคต ปล่อยวางความคิดของเรา ปล่อยวางจากอุดมคติ อุดมการณ์ ปล่อยวางจากการมีตัวตน ปล่อยวางจากการตัดสิน และไม่ใช่แค่ปล่อยวางจากอดีตและอนาคต แต่ยังเชื่อมกับคำสอนอีกอย่าง คือ เราเป็นดั่งกันและกัน เราทุกคนมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ในตัว ชีวิตเราไม่ใช่แค่เรา


