วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้อนเพาะปลูก...เป็นมิตรกับโลก

ภูมิปัญญาจากการสังเกตและทดลองจนได้ก้อนที่ปลูกต้นไม้ได้สารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ถ้าช่างคิดซะอย่าง ก็ไม่มีอะไรยากเกินไป เหมือนเช่นที่ อรชุน แก้วกังวาล ปราชญ์ชุมชนจังหวัดปทุมธานี คิดและทำสิ่งประดิษฐ์มากมาย โดยใช้ภูมิปัญญาผสมผสานความรู้ที่มีอยู่มาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย อย่างก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์ แม้จะเผยแพร่มาหลายปี แต่ในฐานะคนริเริ่ม เขาได้จดเป็นสิทธิบัตรทางปัญญา

เพราะตอนที่เขาคิดค้นมาจากความรำคาญในการปลูกต้นไม้ เจอปัญหาสารพัดอย่าง ทั้งดินหลวม ดินแน่น ต้องใส่ปุ๋ย ย้ายกล้าและเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ และรดน้ำทุกวัน เขาก็เลยคิดว่า ถ้ามีก้อนเพาะปลูกที่ทำได้ทุกอย่างเสร็จสรรพก็คงจะดี เพื่อเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด หลายแบบ จะจับตะแคงหรือตั้งขึ้นที่ไหนก็ได้

กว่าจะได้ก้อนเพาะปลูกที่เขาเรียกว่า ก้อนมหัศจรรย์ เขาก็ต้องใช้เวลาทดลองซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เพื่อหาความลงตัวกว่า 3 ปีปลูกต้นไม้ประมาณ 600 ต้น เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเพาะปลูก เขาทำการเกษตรรูปแบบนี้ตอนที่ยังทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

เมื่อเห็นผลดังที่ตั้งใจ อรชุนจึงลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรและสิ่งประดิษฐ์อีกหลายอย่างที่คิดได้
"ตอนนั้นผมมองว่า ผืนดินที่ซื้อไว้ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ ผมก็เลยทำการเกษตรผสมผสาน ขุดบ่อเลี้่ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงวัว เป็ด ไก่และปลูกไม้ผล โดยเฉพาะมะม่วงมีกว่า 30 สายพันธุ์ เมื่อทาบกิ่งไม้ผลหลายชนิดที่อยู่บนคันบ่อปลา ก็พบปัญหาในการขยายพันธุ์ เพราะผมก็ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน พอทำการทาบกิ่ง เราก็พบปัญหาการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ถ่ายกระถาง ก็รู้สึกว่ายุ่งยาก จึงคิดว่าอยากปลูกต้นไม้โดยไม่ต้องทำหลายๆ อย่างที่กล่าวมา"

ก้อนเพาะปลูกที่เขาคิดขึ้น ก็ไม่ได้มีหลักการใดที่ซับซ้อน เขาบอกว่า พืชต้องการธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม อย่างน้อย 16 ธาตุ และพืชแต่ละชนิดก็ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน ประกอบกับต้นไม้จะเติบโตได้ดีต้องได้น้ำที่มีคุณภาพ ปริมาณเหมาะสม วิธีการและเวลาให้น้ำที่ดี นอกจากนี้ดินต้องดี ช่วงที่รับแสงสว่างก็มีความสำคัญ ปริมาณออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน ความชื้นในอากาศและความเร็วของลมก็สำคัญ ส่วนพันธุ์พืช ความต้านทานโรค อัตราการเติบโต ความเหมาะกับแหล่งเพาะปลูก ก็สำคัญไม่ต่างกัน

โดยใช้หลักคิดจากธรรมชาติ เมื่อเห็นว่า ต้นไม้ในป่าหลายพันธุ์ชนิด สามารถแพร่พันธุ์มานานหลายร้อยล้านปีบนพื้นดินเดียวกัน นั่นหมายถึงวัสดุที่ใช้ปลูกชนิดเดียวกัน ปลูกพืชได้หลายชนิด และปลูกพืชได้ทุกช่วงการเจริญเติบโต นั่นเป็นความเป็นจริงที่มีอยู่

อรชุนเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีที่ละลายเร็วตามช่วงเวลาต่างๆ เหมือนเช่นที่คนส่วนใหญ่ใช้ แต่อยากให้ต้นไม้ที่เพาะเลี้ยงเติบโตเหมือนต้นไม้ในป่า สามารถออกดอกผลตามฤดูกาล นั่นแสดงว่าพืชเลือกดูดแร่ธาตุชนิดที่ต้องการในแต่ละช่วงเวลาด้วยตนเอง แม้กระทั่งต้นไม้บนหิน กรวด ทราย หรือตามหน้าผา ก็สามารถดำรงอยู่ได้ ทั้งๆที่แทบจะไม่มีอินทรียวัตถุเลย แสดงว่า รากพืชย่อยสลายแร่ธาตุที่เป็นหินเป็นอาหารเองได้

เมื่อทำก้อนเพาะปลูกดังกล่าวออกมาได้เหมือนที่เขาคิด เขาก็เลยทำเป็นธุรกิจ เพราะไม่อยากทิ้งที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า

“ ผมพบปัญหามากมายในการทำเกษตร ก้อนเพาะปลูกที่ทำขึ้นมา ทำจากขุยมะพร้าว ส่วนแร่ธาตุสารอาหารผมก็ลองทำ การขึ้นรูปจะทำอย่างไรไม่ให้บวม ไม่แตก แช่น้ำไม่ละลาย ไม่หักพัง จะทำให้ต้นไม้เติบโตได้อย่างไร นื่คือ สิ่งที่เราทดสอบทดลองอยู่ เมื่อลงตัว ผมก็เลยผลิตออกจำหน่ายในอเมริกา ปีกว่าๆ ก็มีคนสนใจขายในประเทศไทย"

ก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์ของเขาจึงมีคุณประโยชน์ใช้เพาะปลูกได้หลายแบบ ไม่ว่าจะไม้ดอก ไม้กลางแจ้ง ไม้ในร่ม พืชผักสมุนไพร และปลูกได้ทุกสถานที่ ไม่ว่าเมืองหนาวหรือเมืองร้อน เมื่อได้รับลิขสิทธิตั้งแต่ปี 2535 เขาก็ค่อยๆ เผยแพร่ และเป็นที่ยอมรับ ในเรื่องการคิดค้นจากภูมิปัญญาไทย

"เคยไปดูงานที่ญี่ปุ่น ที่โน้นเวลาทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมามีหีบห่อสวยงามเพื่อส่งออก แต่ไทยเราก็ได้แต่นำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่มีหนี้สินขาดดุลการค้า เมื่อเราทำอะไรได้ ทำไมต้องขายในประเทศ เราหยิบเงินข้างนอกใส่กระเป๋าเราน่าจะดีกว่า" นั่นเป็นความคิดของเขา กับการทำงานสร้างสรรค์นวัตกรรมจากภูมิปัญญาไทย เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีสิ่งประดิษฐ์หลายอย่างที่คิดขึ้น ทั้งการหล่อรูปหัวโขน การทำเครื่องสกัดน้ำมันเมล็ดสบู่ดำ ฯลฯ

ปัจจุบันเขาก็ยังคิดค้นต่อไปเรื่อยๆ เขาบอกว่า คนเราถ้าว่าง ไม่ทำอะไรเลย ก็จะดูแย่
"คนส่วนใหญ่เกษียณมาปี สองปี เหงา ว้าเหว่ ว่างก็คิดมาก แต่เราทำงาน ในความเป็นจริงเราเชื่อว่า โลกที่แย่ที่สุด เพราะคนเราว่างไม่ทำอะไรเลย แต่เมื่อเราไม่ว่าง ก็ไม่ต้องคิดมาก ไม่มีเวลาป่วย สิ่งที่ผมทำ ก็ทำก่อนเกษียณทั้งนั้น และผมก็ลาออกก่อนเกษียณ ไม่มีเงิน ไม่มีเออร์รี่รีไทร์ ก็ออกมาเฉยๆ ผมก็ไม่ได้วางแผนอะไรในชีวิต ทำงานไปเรื่อยๆ ผมคงทำงานจนอายุ 90 ทำทุกวัน ตอนนี้ผมอายุ 67 ปี ผมคงทำงานจนวันตาย ไม่มีการเกษียณ ทำไมต้องเกษียณ มีเครื่องอะไรในโลกนี้ที่ธรรมชาติสั่งว่า ต้องเกษียณล่ะ"

ก่อนหน้านี้ เขาก็เคยนำสบู่ดำมาทำผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เขาบอกว่า เป็นบริษัทแรกของประเทศไทย ส่งเสริมการปลูกและการใช้ประโยชน์จากสบู่ดำ ตั้งแต่คนยังไม่พูดถึงและไม่เชื่อว่าสบู่ดำใช้ได้จริง

"ผมเคยทำโครงการนำร่องตั้งแต่ปี 2548 เพื่อทำสบู่ดำเชิงพาณิชย์ ตอนนี้หลายคนปิดกิจการ แต่เรายังทำต่อไปเรื่อยๆ ทำเรื่องสบู่ดำอย่างครบวงจร เพราะเห็นว่ามีประโยชน์และผมจดสิทธิบัตรเครื่องบีบน้ำมันจากสบู่ดำ ขณะที่คนอื่นทำแค่บางส่วนและฉาบฉวย เมื่อเราคิดว่า มีประโยชน์และมีความจำเป็นก็ทำ วันนี้เราไม่ถือว่าเป็นธุรกิจที่ดี และไม่ต้องยึดตำราอะไร ถ้าคิดอย่างเดียวไม่ลงมือทำ ก็เป็นไปไม่ได้" นั่นเป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอด โดยใช้หลักว่า เมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำ

"ถ้าไม่ทำ ก็ไม่แหกกฎทั้งหมดของการเพาะปลูก ถ้าเราไปคิดเรื่องธุรกิจก่อนว่า ใครคือลูกค้า จะขายอย่างไร ก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น อย่างสบู่ดำเราเห็นว่ามันดี ก็ทำ คนอื่นจะว่าไม่ดีก็ช่างมัน ผมไม่ต้องรอให้ตกผลึกทางความคิดใดๆ วิธีการคือลงมือทำ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องค้นคว้า ปัจจุบันก้อนเพาะปลูกที่ทำในนามบริษัทรุ้งสวรรค์มีกว่าสามสิบขนาด เครื่องบีบน้ำมันจากสบู่ดำ คนญี่ปุ่นก็ใช้เครื่องมือของเรา เพราะใช้พลังงานต่ำค่อนข้างได้ผล แต่ผมไม่เก่งการตลาด ผมเห็นว่า ก้อนเพาะปลูกมหัศจรรย์เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เราไม่ชอบสารเคมีก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี"

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าก้อนเพาะปลูกหรือสบู่ดำที่เขาทำ ยังเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เขาอยากทำให้สังคมอีกหลายเรื่อง เขามองว่า ชีวิตคนเราจะสมบูรณ์แบบต้องมี 4 อย่างคือ 1. การศึกษา เป็นขั้นแรกของการมีชีวิตอยู่ คนเราต้องหาความรู้ เรียนหนังสือ หรือหาวิธีการเรียนรู้ 2. การแสวงหาในเรื่องงานอาชีพ ครอบครัว ทรัพย์สิน ชื่อเสียง บางคนหมดเวลาไปกับการศึกษาและการแสวงหา แค่นี้ก็จบแล้ว ซึ่งน่าเสียดายว่า เขาจะไม่รู้ว่าชีวิตที่เหลือต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง เมื่อเราศึกษาแสวงหาได้แล้ว ก็ต้อง 3. ใช้คืน เมื่อเราเกิดมาตัวเปล่า ธรรมชาติให้สิ่งเหล่านี้มาชั่วคราว เมื่อตายไป ก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง ก็ควรทำประโยชน์ โดยใช้แรงงานหรือสติปัญญา และ4. คือ การยกระดับ ถ้าเกิดมาแล้วยกระดับตัวเองก็ย่อมดีกว่าเดิม เมื่อมีความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราก็สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้โลก และยกระดับจิตใจ

"เหมือนที่ผมคิดแล้วจดสิทธิบัตร ไม่เคยมีใครในโลกทำมาก่อน ที่โลกก้าวหน้าเพราะมีคนบ้าๆ บอๆ พันธุ์แบบนี้ 2 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นคนกลุ่มน้อย แต่การที่เราช่วยยกระดับความรู้และความคิด ย่อมเป็นเรื่องที่ดี นอกจากนี้ยังมีเรื่องจิตใจ ซึ่งผมมองว่า ธรรมะเป็นเรื่องจำเป็นมาก ต้องศึกษา เราก็ต้องหาเหตุผลว่า เราเกิดมาเพราะอะไร ทำไมจึงมีความแตกต่าง คำสอนทางพุทธศาสนาบอกไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้อง เราก็ศึกษาให้ครบ" อรชุน เล่าเพื่อจะบอกว่า ความเป็นพุทธที่แท้จริงอยู่ที่การกระทำ

"ผมนับถือพุทธศาสนา บ้านผมไม่มีศาลพระภูมิ ผมไม่แขวนพระ และผมก็ไม่ได้สอนใคร แต่เวลามีใครถามก็ตอบ อีกงานหนึ่งที่ผมต้องทำคือ การเขียนหนังสือ มีเรื่องที่ต้องเขียนเยอะมาก แต่ก็ยังยุ่งกับการทำมาหากิน หรืออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นสิ่งติดขัดที่เราทำอยู่ เราก็ต้องพยายามแก้ไข หนังสือที่ผมจะเขียนก็เป็นเรื่องช่างหล่อพระ ชาวบ้านช่างหล่อรุ่นสุดท้าย และกำเนิดของสรรพสิ่ง เพราะเทคโนโลยีดั้งเดิมกำลังจะสูญพันธุ์ เหมือนการสร้างปิรามิดที่ไม่มีใครรู้จักวิธีแล้ว เราต้องเขียนภูมิปัญญาเอาไว้ ก่อนที่จะไม่มีใครรู้"