วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราต่างมี "ราก" ร่วมกัน

การอ้างสิทธิเหนือ "เขาพระวิหาร" กินเวลายาวนาน และยังไม่มีข้อสรุปที่น่าพอใจ แต่ถึงอย่างไร ไทยและกัมพูชาก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ไม่เปลี่ยนแปลง

แม้จะคุยกันคนละภาษา แต่เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ก็แสดงให้เห็นว่า มิตรภาพเล็กๆ ก่อตัวขึ้นแล้ว


เด็กๆ ชาวไทยจูงมือเพื่อนพ้องชาวกัมพูชาเดินขึ้นไปสำรวจหาร่องรอยประวัติศาสตร์ที่อาจซุกซ่อนอยู่กับก้อนหินและแผ่นศิลาบน "สะพานแม่หม้าย" สะพานที่เป็นต้นทางของถนนสาย "ราชมรรคา" จากเมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา สู่ปราสาทสด็อกก็อกธม อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย


แน่นอนว่า ช่วงเวลาเพียงชั่วครู่ อาจไม่ช่วยให้พวกเขาได้รับความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ แต่นี่ถือเป็นพื้นฐานของการเป็น "ยุววิจัย" ที่มีคุณภาพในอนาคต

ยุววิจัยสองแผ่นดิน


ดูเหมือนว่าสายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในสายตาของคนทั้งโลกจะไม่ค่อยแน่นแฟ้นเท่าไร อันเนื่องมาจากข้อพิพาทกรณี "เขาพระวิหาร" ที่ยังร้อนระอุอยู่ในศาลโลกขณะนี้ แต่ความจริงแล้ว ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ยังใช้ชีวิตและไปมาหาสู่กันได้อย่างปกติ


เช่นเดียวกับเยาวชนไทยกว่า 20 ชีวิต ที่ตั้งใจเดินทางมาเยือน "เมืองพระนคร" อดีตอาณาจักรขอมที่รุ่งเรืองเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เพราะต้องการสืบค้นประวัติศาสตร์ที่มี "ราก" แห่งวัฒนธรรมเดียวกัน


เยาวชนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนของนักเรียนจากโรงเรียนสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และโรงเรียนทัพพระยาพิทยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ที่เข้าร่วม "โครงการยุววิจัยระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา (ยุววิจัย ASEAN ไทย-กัมพูชา)" โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งก่อนหน้านี้คณะ "ยุววิจัย" มีโอกาสเพียงแค่ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านปราสาทขอมโบราณที่อยู่ในละแวกบ้าน หรือภูมิลำเนาตัวเองเท่านั้น ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นโอกาสสำคัญที่พวกเขาจะได้สัมผัสกับอาณาจักรขอมโบราณแบบถึงที่ถึงถิ่นเป็นครั้งแรก


"ตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรก อยากมาชมปราสาทนครวัดนครธม และอยากรู้ว่ามีความเป็นมายังไง จะคล้องจองกับบ้านเรามั้ย" กฤติพงศ์ ปานสูงเนิน หรือ เอ็ดดี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสูงเนิน ออกอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างอะไรกับ แยะ-วิภา พุฒทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทัพพระยาพิทยา ที่ยอมรับว่า กังวลกับการเดินทางมาครั้งนี้ เพราะเธอต้องใช้ภาษากัมพูชาที่ฝึกฝนมาจากโรงเรียนในการนำเสนอผลงานให้เพื่อนชาวกัมพูชาเข้าใจ


"เมื่อก่อนหนูไม่สนใจประวัติศาสตร์เลยนะ แต่พอครูมาเสนอหัวข้อ หนูก็คิดว่าลองทำดู จนตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจกระบวนการวิจัย แล้วก็ดีใจเพราะเราได้พบโบราณวัตถุใหม่ๆ ด้วย เป็นพวกเครื่องแต่งหน้าของคนโบราณ คือพอไปสำรวจปราสาทต่างๆ ก็พบกำไล พบหม้อเล็กๆ ซึ่งพวกหนูสันนิษฐานว่า น่าจะอยู่ในยุคสมัยใหม่แล้ว เพราะมันมีลาย" แยะ เล่า


นอกจาก 2 โรงเรียนจากฝั่งไทย ฟากกัมพูชาเองก็มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ 2 แห่ง นั่นคือ วิทยาลัยบันทายฉมาร์ จังหวัดบันเตียนเมียนเจย และวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล จังหวัดกัมปงธม ซึ่งสถาบันหลังสุดนี้อยู่ในโครงการพระราชทานช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา ด้านการศึกษา โครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พลเอกวาภิรมย์ มนัสรังษี รองสมุหราชองครักษ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการพระราชทานช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา ด้านการศึกษา กล่าวว่า จากที่ได้ดูแลการดำเนินโครงการยุววิจัยของเยาวชนที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล พบว่า การดำเนินการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเยาวชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจดีของผู้ดำเนินการทั้งไทยและกัมพูชาร่วมกัน

"ผมมีความหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาของการดำเนินการกิจกรรมนี้ขยายออกไป เพื่อเป็นพลังผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งต้องใช้พลังจากเยาวชนในวันนี้ ซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ที่รอบรู้ต่อไป" พลเอกวาภิรมย์ กล่าว

ถิ่นฐานและวัฒนธรรมร่วม


โครงการยุววิจัยอาเซียน ไทย-กัมพูชา มุ่งสร้างและใช้การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่เป็นเครื่องมือในการสานสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทำความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ต่างมีพื้นฐานมาจากรากเดียวกันในฐานะพลเมืองอาเซียน ซึ่ง พันเอก รศ.ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ หัวหน้าโครงการฯ สังกัดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เล่าว่า โครงการครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากโครงการค้นหาและพัฒนาสารสนเทศของราชมรรคา สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือ Living Angkor Road Project ที่ต้องการให้ทั้งเด็กไทยและเยาวชนกัมพูชาแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศให้กระชับแน่นแฟ้น


"จริงๆ ประเด็นหลักของเราคือการให้ความรู้กับเด็ก ให้เขาเข้าใจวิธีการ กระบวนการ เราก็จัดเตรียมอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพที่มีจีพีเอสที่เขาสามารถเก็บตำแหน่งได้ มีเครื่องบันทึกเสียงให้เก็บข้อมูลทั้งโบราณสถาน และวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา ซึ่งตั้งแต่ดำเนินโครงการมา ยุววิจัย ได้ค้บพบสิ่งน่าอัศจรรย์ใหม่ๆ มากมาย"

อาจารย์สุรัตน์หมายถึง การค้นพบเส้นทางโบราณ บริเวณเมืองเสมา จากยุววิจัยโรงเรียนสูงเนิน การค้นพบปราสาทเขมรโบราณในอำเภอตาพระยา จากยุววิจัยโรงเรียนทัพพระยาพิทยา และการค้นพบแหล่งโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่เมืองบันทายฉมาร์ จากยุววิจัยของวิทยาลัยบันทายชมาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจ ใส่ใจ ของเยาวชนที่ได้ร่วมโครงการ


"อย่างเด็กๆ ที่วิทยาลัยบันทายฉมาร์ เขาไปเจอป่าช้าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เด็กๆ เขาสนใจมากเลย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะเป็นสายสืบให้ คือมีพวกลักลอบขุด เด็กพวกนี้ก็โทรศัพท์มาแจ้งคุณ Im Sokrithy ที่เป็นหัวหน้าโครงการร่วมจากกัมพูชา บอกว่า มีคนมาขุดนะ เอาไงดี ตอนนี้เราก็เหมือนได้สายสืบไปในตัว ซึ่งเด็กไทยก็เป็นลักษณะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่งั้นก็จะไม่มีคนดูแล" หัวหน้าโครงการจากฝั่งไทยให้ข้อมูล


ด้าน H.E. Khuon Khun Neay รองผู้อำนวยการทั่วไป องค์กร APSARA องค์กรที่ทำหน้าที่ไม่ต่างไปจากกรมศิลปากรของไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่นักวิชาการกัมพูชาได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับนักวิชาการชาวไทย ก็เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง โดยเฉพาะโครงการยุววิจัยอาเซียน ไทย-กัมพูชา ที่มีเนื้อหาหลักเพื่อประโยชน์สูงสุดของชนชาติในอาเซียน โดยเป็นโครงการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการในการประชุมเยาวชนโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักนั้นก็คือ...เยาวชนจะรับผิดชอบทุกอย่างในการดูแลรักษาป้องกันสิ่งที่เป็นมรดกของเรา ที่บรรพชนของเราได้เก็บเอาไว้จนปัจจุบัน เราจะดูแลรักษาให้ดีต่อไป


"APSARA ยินดีร่วมมือมาก เพราะก่อนหน้านี้งานของเราคือเป็นได้แค่ลูกทีมของฝรั่ง เราเป็นได้แค่ผู้ช่วย แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นนักวิจัยเลย ยิ่งเป็นหัวหน้าโครงการยิ่งไม่ได้เลย แต่การที่อาจารย์สุรัตน์มาเปิดงาน ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว แล้วร่วมมือกับอาจารย์ Im Sokrithy ที่มาเป็นหัวหน้าร่วมโครงการ ก็ทำให้ APSARA เห็นว่า จริงๆ เรามีศักยภาพที่จะทำงานวิจัย และอยากทำวิจัยในเวอร์ชั่นที่เรามองตัวเอง และแสดงตัวเองเพื่อสืบค้น ไม่ใช่แบบที่ตะวันตกมองเรา นี่คือการขุดค้นจากเรา ตีความจากเรา และด้วยความที่เราเป็นเพื่อนบ้านกัน การขุดค้นที่เจอรากเดียวกันก็น่าจะเป็นการสืบสานและสร้างพื้นฐานของความร่วมมือที่มีข้อเท็จจริงยืนยัน มีวัตถุยืนยัน มีวัฒนธรรมยืนยัน"


รองผู้อำนวยการ APSARA ยังบอกอีกว่า จากการจัดโครงการในครั้งนี้ทำให้เด็กๆ ได้รู้ว่า มีเส้นทางโบราณที่เชื่อมกัมพูชากับประเทศไทยเข้าหากัน และจะก้าวต่อไปร่วมกันอย่างมีความสุขในฐานะชุมชนอาเซียน

รวมสัมพันธ์ "สุวรรณภูมิ"


ในแง่ผลการดำเนินงานของโครงการ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า เป็นความสำเร็จที่น่าพอใจมาก เพราะนอกจากเยาวชนจะสามารถใช้กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษาค้นคว้าได้ดีไม่แตกต่างจากนักวิจัยมืออาชีพแล้ว พวกเขายังตระหนักถึงความสำคัญของสมบัติชาติ ตลอดจนเกิดความรักและหวงแหนในสมบัติแผ่นดินร่วมกันด้วย


"เด็กๆ สะท้อนเรื่องของการมีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดกับสมบัติของชาติ ใกล้ชิดกับชุมชน กับคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ และได้รับความไว้ใจจากคนในพื้นที่ บางทีชาวบ้านให้เศษกระเบื้อง เศษศิลาแลง เด็กๆ ก็เอากลับมาเก็บรักษาที่โรงเรียน นี่เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะทำให้เด็กซึ่งเป็นคนรุ่นต่อไปรักษาสมบัติของชาติไว้ได้ เด็กต้องรักก่อน ต้องรู้จัก เข้าใจ แล้วถึงจะรัก และสิ่งที่ได้มากกว่าสำหรับงานยุววิจัยอาเซียน ไทย-กัมพูชาก็คือ ได้ความสัมพันธ์ของเด็ก 2 ฝั่ง แทนที่จะพูดเรื่องรบกัน กลับพูดเรื่องรากเหง้าเดียวกัน" ดร.สีลาภรณ์ ว่า


แน่นอนว่า ความรักแบบนั้นเบ่งบานอยู่ในหัวใจยุววิจัยทุกคน โดยเฉพาะยุววิจัยจากโรงเรียนสูงเนินที่ชื่อ เอ็ดดี้-กฤติพงศ์


"จากการศึกษาตามเส้นทางโบราณ มีเส้นหนึ่งออกจากพระนครตรงเข้าสู่พิมาย ซึ่งออกจากพิมายมาก็จะเป็นบ้านพวกผมแล้ว ก็เป็นเส้นทางเดียวกัน ตอนนี้พวกผมทำโครงการหาถนนโบราณอยู่ที่สูงเนิน เพราะเราไปพบเสาหลักหิน 2 เสาอยู่ในไร่ข้าวโพด ลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่ค้นพบโดยพวกเราเอง ก็ต้องศึกษาต่อว่าคือนี่อะไร บางทีอาจจะเห็นถนนโบราณที่เชื่อมต่อกันก็ได้"


นอกจากนี้เอ็ดดี้ยังเล่าอีกว่า การแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ ชาวกัมพูชา ทำให้รู้ว่า ไทยและกัมพูชามีรากวัฒนธรรมที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก นั่นจึงทำให้มีประเพณีและวัฒนธรรมหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็น การแห่นางแมวขอฝน การรำผีฟ้ารักษาโรค พิธีขอขมาดวงวิญญาณ พิธีเรียกขวัญสำหรับคนเจ็บป่วย ฯลฯ


"จริงๆ แล้วพิธีกรรมเหล่านี้ไม่แตกต่างกัน เพราะนี่คือวิถีแห่งพุทธที่จะมีการเซ่นสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ที่แตกต่างกันคงเป็นเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้เซ่นไหว้นั่นเอง" ฮวนไฮ ยุววิจัยจากวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล เพิ่มเติมข้อมูล


ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกรรมการนโยบาย สำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฯพณฯ เตช บุนนาค บอกว่า โครงการนี้ถือว่าสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของการศึกษาวิชาการ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ


"ผมไม่อยากจะพูดว่าอะไรเป็นความสำเร็จมากกว่ากัน เพราะความสำเร็จทางวิชาการก็ย่อมเป็นความสำคัญต่อนักวิชาการต่อนักประวัติศาสตร์ ความสำเร็จในแง่ที่ว่าเรามาสร้างมิตรภาพระหว่างเด็กๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ แน่นอนที่สุดถ้าพูดกันในเชิงพานิชย์ เราได้มาเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มากมาย นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก และเราก็สามารถใช้โครงการนี้เป็นตัวอย่างสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาต่างๆ รวมถึงเขาพระวิหารด้วย"


ไม่เฉพาะกัมพูชาเท่านั้น การสืบค้นรากแห่งวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันยังถูกกระจายไปในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม และล่าสุดพม่า ที่เพิ่งก่อตั้งทีมนักวิชาการขึ้นมาเพื่อร่วมศึกษาวิจัยร่วมกันด้วย


"ดิฉันคิดว่านี่คือ Truly Asian คือไม่ได้พูดเรื่อง AEC ด้านเศรษฐกิจ เราพูดถึงเรื่องสังคมวัฒนธรรม เราเห็น Route ที่เรามีร่วมกัน ตอนไปพม่าคราวก่อนก็ยังคุยกันว่า จริงๆ เราอยู่ด้วยกันบนคอนเซ็ปต์ "สุวรรณภูมิ" ซึ่งมาก่อน East West Corridor มาก่อนอาเซียน ยังคุยกับท่านเตชเลย ท่านบอกว่า ใช่


ดินแดนแถบนี้ Southeast Asia แม้กระทั่งในหลักฐานประวัติศาสตร์แอฟริกาเขาก็เรียกแถบนี้ว่า "สุวรรณภูมิ" คือดินแดนที่มีทอง และสุวรรณภูมิเป็นคำที่พม่าก็ใช้ ไทยก็ใช้ กัมพูชาก็ใช้ ลาวก็ใช้ เราอยู่ด้วยกันบนดินแดนที่ชื่อว่า "สุวรรณภูมิ" เพราะเราเคยเป็นอาณาจักรเดียวกัน" ดร.สีลาภรณ์ สรุป