"ไปมั้ย...พี่" ?

ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนับวันมีเพิ่มขึ้น แต่ยังมีรถแท็กซี่สีเขียวที่พยายามสร้างมาตรฐานเพิ่มทางเลือกใหม่
ปัญหาอะไรบ้าง...ที่ผู้โดยสารแท็กซี่เคยประสบ ? แน่นอนว่าปัญหาอันดับหนึ่งก็คือ ปฏิเสธผู้โดยสาร โดยให้เหตุผลว่า ส่งรถไม่ทัน, ก๊าซหมด, ก๊าซ ไม่พอ หรือ บอกกันตรงๆว่า รถติดไม่ไป ส่งผลให้เกิดอาการหงุดหงิด บางคนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่บางคนโทรแจ้ง 1584 เพื่อร้องเรียนปัญหาแท็กซี่กับกรมการขนส่งทางบก แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ถัาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร แล้วจะทำอย่างไร...
ลองตามอ่านเหตุผลของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีแท็กซี่ทางเลือก ที่มีนโยบายไม่ปฏิเสธลูกค้า สุภาพ สะอาด ปลอดภัย สมกับเป็นแท็กซี่ในฝัน
สารพัดปัญหาแท็กซี่
ปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร เป็นอีกเรื่องที่หลายคนไม่อาจปฎิเสธได้ว่า ทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯยากลำบากมากขึ้น เพราะรัฐยังไม่มีมาตรการในการควบคุมแท็กซี่
สวนีย์ ฉ่ำเฉลียว เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยอมรับว่า เป็นปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด ก็คือ การปฏิเสธผู้โดยสาร ทางมูลนิธิฯ เคยทดลองออกไปสำรวจ โดยการโบกรถแท็กซี่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อจะไปวัดเสมียนนารี ปรากฎว่าปฏิเสธไปทั้งหมด 13 คัน พอคันที่ 14 รับผู้โดยสาร จึงถามว่าทำไมไม่ปฏิเสธ คำตอบก็คือ เขาสามารถวิ่งไปได้ทุกที่ เพราะเป็นรถส่วนตัว ไม่มีปัญหาเรื่องค่าเช่ารถ ไม่ต้องจำกัดเวลาเหมือนแท็กซี่เช่าทั่วไป
“อีกปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด ก็คือ แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ บังคับให้เหมาจ่าย หรือไม่ก็ปัญหามิเตอร์ราคาสูงเกินจริง อย่างรายหนึ่ง เขานั่งจากอนุสาวรีย์ไปหมอชิต ปกติค่ามิเตอร์ไม่ถึงร้อยบาท หรือไม่ก็ร้อยกว่าๆ แต่วันนั้นรถไม่ติดเลย มิเตอร์พุ่งขึ้นไป 300 กว่าบาท ผู้โดยสารทักท้วง เขาก็บอกว่าก็ราคานี้แหละ ผู้โดยสายก็เลยจดชื่อคนขับรถ จดทะเบียนรถ ร้องเรียนไปที่กรมการขนส่งทางบก ”
สวนีย์ เล่าต่อว่า เรื่องร้องเรียนอื่นๆ ก็มี อย่างเช่น ขับรถไป โทรศัพท์ไป , พูดจาลวนลาม, จีบผู้โดยสารสาวๆ, ขับรถเร็วเกินไป น่าหวาดเสียว ฯลฯ จากคำบอกเล่าของผู้โดยสารรายหนึ่งที่ใช้บริการรถแท็กซี่ทุกวัน เจอปัญหาปฏิเสธผู้โดยสารด้วยอาการส่ายหัวไม่รับ จนถึงคันที่10 เขาให้เหตุผลว่า "ผมจะไปกินข้าวตรงนั้น" ชี้มือไปยังร้านอาหารริมถนนที่ตั้งแผงอยู่ราว 10 เมตรข้างหน้า คันที่ 11 รับเธอขึ้นรถ พร้อมกับหัวเราะแล้วถามว่าโบกถึงคันที่ 20 หรือยัง นี่เป็นคันที่เท่าไหร่
"แท็กซี่คันดังกล่าวขับรถไป เลี้ยงลูกชายวัยขวบกว่าๆ ไป ผู้โดยสารนั่งไปเหมือนไร้ตัวตน ในใจก็คิดว่าน่าเห็นใจ เขาคงไม่มีใครช่วยดูแลลูก แต่ขณะที่การเดินทางยังห่างไกลจากจุดหมาย พลันได้รับกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมา สงสัยไม่ลูก ก็พ่อ คงผายลม ทว่ากลิ่นไม่ยอมจางหาย ครั้นเปิดกระจกเพื่อระบายกลิ่น คนขับหันมามอง ด้วยเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียว จึงปิดกระจกเหมือนเดิม แต่กลิ่นยังอยู่ วิธีเดียวที่ทำได้ก็คือ ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกไปจนถึงปลายทาง "
นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัดปัญหา อาทิ แท็กซี่กลิ่นตัวแรง หาวไม่ปิดปาก กลิ่นปากแรง โทรศัพท์ทะเลาะกับคนที่บ้าน ฯลฯ นี่เป็นเพียงตัวอย่างปัญหาเล็กๆ ไม่รวมปัญหารุนแรงอื่นๆ แม้กรมการขนส่งทางบก จะเปิดสายให้ร้องเรียนทางเบอร์ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ทว่าปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสายหาได้ลดลงไม่ เนื่องจากเมื่อว่ากล่าวตักเตือนไป กว่าจะตรวจสอบได้ว่าใครขับก็เปลี่ยนกะไปแล้ว เพราะอู่รถแท็กซี่ ส่วนใหญ่เปิดให้เช่ารายวัน "อย่างมาก เถ้าแก่ก็ว่ากล่าวตักเตือน รอลงโทษตอนไปต่อทะเบียน บางทีก็ล่าช้า" สวนีย์ ย้ำถึงปัญหา
ผู้โดยสารก็ใช่ว่า...ดีทุกคน
หากลองคิดในมุมของคนขับแท็กซี่ บางทีผู้โดยสารก็ต้องเข้าใจ เพราะเช่ารถมาขับต้องทำเวลา หารอบวิ่งให้ได้เงินมาจ่ายค่าเช่ารถ และค่าก๊าซ ที่เหลือจึงเป็นรายได้ประจำวันที่ต้องนำไปจุนเจือครอบครัว ผู้ขับรถหลายรายมองว่า ปัจจุบันหาเงินลำบาก เพราะมีแท็กซี่คู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ วิ่งนอกเมืองไม่ได้คน วิ่งในเมืองรถก็ติด เวลาที่เช่ารถมาและเวลาจำกัด คนขับแท็กซี่ก็ต้องปฏิเสธผู้โดยสาร หากสภาพการจราจรมีปัญหารถติด บางครั้งปฏิเสธลูกค้า เพราะเส้นทางที่ไปเปลี่ยว เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม
เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคคนเดิม เล่าว่า เคยไปปรึกษาหารือร่วมประชุมกับกรมการขนส่งทางบก เรื่องปรับขึ้นค่าโดยสารในเวลารถติด จาก 1.50 บาท เป็น 3 บาทต่อนาที หากเป็นเช่นนั้น เวลารถติดผู้โดยสารทิ้งแท็กซี่หนีขึ้นมอเตอร์ไซด์ ก็ยังอยู่ได้
"ต่างฝ่ายก็ต่างรับเรื่องร้องเรียนเยอะมาก เราต้องหาทางออกร่วมกัน ทางผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก ก็เคยเล่าให้ฟังว่า เคยไปตรวจสอบ โดยลองโบกรถแท็กซี่แถวๆ ถนนสีลม พอถูกปฏิเสธ เจ้าหน้าที่แสดงตัว เขาก็บอกว่าขอจ่ายเงินค่าปรับเลย เพราะรถติดมาก ไปไม่ได้จริงๆ คงต้องปรับทั้งระบบการเช่ารถ และระบบการคิดอัตราค่าโดยสาร เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ถ้าจะแก้ไขปัญหากันจริงๆ คงต้องเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ด้วย
แต่มีเรื่องหนึ่งที่คนขับแท็กซี่ฝากบอกว่า เวลาที่กรมการขนส่งทางบก รับเรื่องร้องเรียนมา ควรตรวจสอบก่อนว่า ผู้ร้องเรียนเป็นใคร มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับไหม บางทีก็ต้องกลั่นกรองค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่ปรับคนขับแท็กซี่อย่างเดียว น่าจะมีเวทีเพื่อให้คนขับแท็กซี่กับผู้ร้องเรียนมีโอกาสได้เจอกันบ้างไหม คนขับแท็กซี่บางคันไม่อยากมีปัญหา ก็ปิดไฟวิ่ง ไม่รับผู้โดยสาร ก็มีเหมือนกัน ความจริงมีกฏหมายพรบ.รถยนตร์ ปี พ.ศ. 2535 และกฏหมายขนส่งมวลชน พ.ศ. 2522 ว่าด้วยเรื่องควบคุมแท็กซี่ จะมีข้อห้ามสำหรับแท็กซี่หลายเรื่อง"
กฏหมายดังกล่าว ระบุข้อห้ามไว้ว่า ห้ามปฏิเสธลูกค้า, ห้ามโทรศัพท์, ห้ามขับรถเร็วเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้, ห้ามใช้วาจาไม่สุภาพ-เสียดสี-ดูหมิ่น, ห้ามสูบบุหรี่, ห้ามดื่มของมึนเมา สารเสพติด, ห้ามขับรถในขณะที่หย่อนสมรรถภาพ เช่น ง่วง หาว ,ห้ามฝ่าฝืนกฏจราจร , ถ้าร่างกายพิการ วิกลจริต ฟั่นเฟือน ก็ห้ามขับรถ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม จำต้องมองในมุมของคนขับแท็กซี่ด้วย บ่อยครั้งที่พวกเขาต้องอดทนกับผู้โดยสาร บางคนทะเลาะวิวาทกันในรถ หรือไม่ก็กระทำอนาจาร รวมถึงรับประทานอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง ฯลฯ ที่สำคัญ ผู้ที่ยึดอาชีพแท็กซี่ สวนีย์ บอกว่า แท็กซี่มีหลายประเภท ทั้งพวกที่มีนิสัยสุภาพ และกลุ่มที่ไม่รู้กฎกติกามารยาท เนื่องจากมาขับรถ หารายได้ชั่วคราว
แท็กซี่สีเขียว...ทางเลือกผู้โดยสาร
ขณะที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังไร้ทางออก ทุกๆ วันผู้โดยสาร ต้องเสี่ยงดวงโบกมือเรียกรถรับจ้างที่เขียนบอกสถานะบนหลังคารถว่า TAXI แต่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า รถคันนี้เมื่อขึ้นไปนั่งแล้ว คนขับรถจะมาแนวไหน อาจเป็นลุงแก่ๆ ขับไป บ่นไป หรือขับนิ่งๆ ดูสุภาพ มีโทรศัพท์มือถือดังเขาบอกปลายทางว่า "ขับรถอยู่เดี๋ยวโทรกลับ" บางครั้งอาจเป็นคนขับวัยรุ่น นักซิ่งเปิดเพลงแร็พ บ้างก็เล่าเรื่องสุขภาพ ครอบครัว โดยไม่ถามผู้โดยสารสักคำว่า อยากรู้เรื่องราวชีวิตของเขาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แท็กซี่สีเขียว น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะพวกเขารับประกันความสะอาด ปลอดภัย เรื่องนี้ หัสดินทร์ เอี่ยมชีรางกูร ผู้บริหาร สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด(แท็กซี่สีเขียว) กล่าวว่าแท็กซี่รูปแบบนี้ ก่อตั้งเป็นสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรม ได้เกือบ 10 ปี (นับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545) โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการยกระดับแท็กซี่ไทยให้ดูดีและปลอดภัย ทำให้อาชีพการขับรถ เป็นที่น่าภาคภูมิใจ จึงมีการจัดอบรมสมาชิก เช่น สอนภาษาอังกฤษ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และมีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย ปีแรกๆ มีสมาชิก 148 คน ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 4,000 ราย
"การเป็นสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ ทุกคนต้องมีใบอนุญาติขับขี่จากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งตรงนี้ก็จะสามารถคัดกรองคนไม่ดีได้ เพราะจะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เวลาสอบใบขับขี่จะมีการตอบคำถามเรื่องเส้นทางหลักๆ เวลาเข้ามาขับรถ จะได้ไม่พาผู้โดยสารหลงทาง หรือพวกคนขับมือใหม่ที่ผู้โดยสารต้องมานั่งบอกทาง แทนที่จะนั่งสบายๆ พอมีใบอนุญาต เราก็ต้องพูดคุยกันในเรื่องของทัศนคติ รวมถึกฏระเบียบการเป็นสมาชิก เช่น การล้างรถให้สะอาด เปลี่ยนผ้าหุ้มเบาะ เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องสะอาด แต่งกายเรียบร้อย หากเขารู้สึกว่า มันยุ่งยากทำไม่ได้ ไม่อยากทำ ก็จะไปสมัครสหกรณ์อื่น ที่ง่ายๆ ไม่มีอะไรเข้มงวด "
นอกจากสมาชิกสหกรณ์ ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของรถ หัสดินทร์ เล่าต่อว่า ทางสหกรณ์ฯ ค้ำประกันจัดไฟแนนซ์ให้ 3-4 ปี ก็มีรถแท็กซี่เป็นของตัวเอง
"สมาชิกบางรายที่อยู่กับสหกรณ์ตั้งแต่ปีแรก ปัจจุบันมีรถ 7 คันให้ลูกๆ และญาติพี่น้องจากต่างจังหวัดมาช่วยกันขับ สร้างเงิน สร้างรายได้ หากทำตัวดีๆ ตั้งใจทำงาน ตั้งใจขับรถ ก็สามารถก้าวหน้าในชีวิตได้ ตอนนี้สมาชิกมีมากขึ้น แต่ยังก็มีข้อจำกัดเรื่่องวิทยุสื่อสาร เรื่องคลื่นวิทยุ กสทช. ดูแลเพียงแค่หนึ่งคลื่นความถี่ ใช้กับรถแท็กซี่ได้ 500 คัน ตอนนี้เรามีแค่ 2 คลื่น ไม่สามารถเปิดคลื่นที่ 3-4 ได้ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ หากทางภาครัฐช่วยสนับสนุนตรงนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน แก้ปัญหาการจราจรได้เยอะ เพราะแท็กซี่เรามีจุดจอด 30 จุด ตามโรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ย่านการค้าที่แท็กซี่หายาก การที่แท็กซี่ไม่ได้วิ่งตระเวณไปทั่วเมืองเพื่อหาผู้โดยสาร เป็นการลดปัญหาหลายอย่าง รถไม่ติด ประหยัดก๊าซ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่มีมลพิษ "
ผู้บริหารสหกรณ์ฯ มองว่า อีกหนึ่งปีข้างหน้าอาจเกิดปัญหาวิกฤติ เพราะคนขับรถแท็กซี่ดีๆ เกิดความท้อแท้ เนื่องจากทำมาหากินลำบาก คนดีๆ ไม่อยากขับรถแท็กซี่ ออกไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เพราะได้ค่าแรงมากกว่า ไม่ต้องเจอภาวะความเครียดวิ่งทำรอบ
"หากอาชีพขับรถแท็กซี่ ไม่ดึงดูดใจให้คนอยากขับรถ แล้วจะมีใครขับรถดีๆ ให้ลูกสาว ภรรยา คุณแม่ ของคุณนั่งไปถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย ตรงนี้ผมว่าภาครัฐควรออกกฏหมายเข้มงวดกว่านี้ ช่วยกันหาทางออก การที่คนขับรถแท็กซี่ กระทำความผิดแล้วปรับ 1,000 บาท มันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น"
นอกจากไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ผู้บริหารคนเดิมยังบอกว่า ทำให้คนดีๆ เกิดความท้อแท้ เลิกขับรถแท็กซี่ไปเยอะเหมือนกัน
"คนขับแท็กซี่เคยเล่าให้ผมว่า เคยเจอคนขับรถแท็กซี่ในออสเตรเลียพาลูกเมียมาพักผ่อนเมืองไทย สมาชิกคนนั้นก็ถามผมว่า เขาจะมีวันนั้นบ้างไหม ซึ่งตรงนี้ผมว่าน่าจะมีการปรับราคาค่าแท็กซี่ให้เหมาะสมตามภาวะเงินเฟ้อ เพราะมีหลายคนขายรถแท็กซี่ กลับไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัด บางคนไปทำการเกษตร ซึ่งต่างจากคนขับแท็กซี่รุ่นเก่า เขาสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโทได้ แต่รุ่นนี้คงจะยาก "
ส่วนราคามิเตอร์ที่เหมาะสม เขาบอกว่า น่าจะเริ่มปรับเป็นเริ่มต้นมิเตอร์ที่ 40 บาท อีกอย่างมิเตอร์ไม่ควรขึ้นเป็นเลขคี่ เพราะหาเศษเหรียญทอนให้ผู้โดยสารได้ยาก
"ถ้าคนขับรถแท็กซี่อยู่ได้ การขนส่งมีระบบระเบียบที่ดี ก็คงไม่มีใครต้องการนำรถออกมาขับขี่ จนเกิดปัญหารถติดมากมายอย่างทุกวันนี้ แท็กซี่ก็ไม่ต้องปฏิเสธผู้โดยสารแบบนี้"
นั่นเป็นเหตุผลให้รถแท็กซี่สีเขียว ใช้มาตรการติดตั้งระบบ GPS เพื่อจะได้รู้เส้นทางในการสัญจร ตอนนี้จึงมีการติดตั้งไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์สามารถดูเส้นทางวิ่งย้อนหลังได้ 30 วัน และยังมีแอพฯสมาร์ทโฟน ไอโฟน ไอแพด แอนดรอยด์
"เราร่วมมือกับโตโยต้า ทู โชว์ ทำแอพ T-SQUARE Taxi ดาวน์โหลดวันละ 1 บาท หากคุณมีลูกสาว คุณแม่สามารถติดตามดูลูกขึ้นรถแท็กซี่ระหว่างโดยสารในเส้นทางนั้น จนกระทั่งลูกสาวลงจากรถที่หน้าโรงเรียนได้ เป็นการเพิ่มความปลอดภัย "
แท็กซี่สะอาด คนขับสุภาพ เดินทางปลอดภัย ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร ตอนนี้เห็นจะมีแต่แท็กซี่สีเขียว นอกจากค่ามิเตอร์ปกติ ก็ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม 20 บาท สอบถามได้ที่เบอร์ 0 2 424 2222







