หยุดค้างาช้าง ล้างบาปประเทศไทย

หยุดค้างาช้าง ล้างบาปประเทศไทย

ที่ศูนย์บริบาลช้าง อำเภองาว จังหวัดลำปาง หลายปีก่อน ผมรู้จัก “พลายบัวทอง” วัย 60 เศษ

พร้อมเสียงร้องครวญคราง และกลิ่นน้ำหนองคละคลุ้งออกมาจากโคนงา

ทุกครั้งที่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ทำความสะอาดแผลให้ อันเนื่องมาจากพ่อพลายถูกลักลอบใช้เลื่อยโซ่ตัดงาจนชิดโคน จนเกิดอาการติดเชื้อบาดทะยักที่โพรงงา ซึ่งเปรียบได้ดั่งรากฟันของคน ควาญช้างต้องหมั่นพามาฉีดยาและทำความสะอาดแผล ไม่ให้เชื้อบาดทะยักลามไปถึงสมองเร็วเกินไป เหมือนช้างขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) หลายเชือก ที่เชื้อลามจนล้มทั้งยืนมานักต่อนัก


พลายบัวทองทำงานรับใช้ ออป.มาครึ่งชีวิต ไม่มีใครคิดว่าในบั้นปลายต้องกลายเป็นคนไข้ที่มีสภาพเหมือน “ตายทั้งเป็น” อย่างน่าเวทนา เพียงเพราะมีคนต้องการเครื่องประดับงาช้างไปประดับบารมี ส่งผลให้ขบวนการค้างาช้างก่อกรรมทำเข็ญกับช้างแสนสาหัส ยิ่งปีไหน ราคาซื้อขายงาช้างในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นติดเพดาน ปีนั้นยิ่งถือเป็นปีวิปโยคของช้างโลกและช้างไทย


อย่างปี 2524 ที่ช้างพลายในความดูแลของ ออป.ต้องล้มในเวลาไล่เลี่ยกันถึงกว่า 20 เชือก ด้วยสาเหตุเดียวกันหมด คือถูกลักลอบตัดงาจนชิดโคน จนควาญช้างที่เคยภาคภูมิใจที่ได้ดูแลช้างมีงาอันสง่างาม พากันทำเรื่องร้องขอเปลี่ยนช้าง เพราะทนอดหลับอดนอน นั่งเฝ้าช้างทั้งกลางวันกลางคืนไม่ไหว เพราะพ่อพลายแบกราคางาช้างสองข้างไว้กว่า 3 แสนบาท (ราคาประเมินในขณะนั้น) เจอวิกฤตหนักเข้า ออป.ต้องหาทางออกด้วยการทำปลอกเหล็กสวมงาไว้กันถูกลักลอบตัด นึกสภาพช้างสวมปลอกเหล็กแล้ว ช่างรันทดใจในบาปกรรมที่มนุษย์ทำกับช้างสุดประมาณ


เสียงร้องครวญครางของพลายบัวทอง จึงไม่ต่างอะไรกับคำร้องทุกข์ของช้างที่ได้รับเคราะห์กรรมเพราะถูกลักลอบตัดงา มันเป็นเสียงที่นักนิยมเครื่องประดับงาช้างไม่มีทางได้ยิน ไม่มีวันได้รับรู้ ว่าขณะที่พวกเขานั่งสวดมนต์นับเม็ดประคำทำจากงาช้างเพื่อส่งตัวเองไปสวรรค์ แต่นั่นมีค่าเท่ากับการถีบช้างตกนรกทั้งเป็นในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญ ปริมาณช้างเอเชียที่เหลืออยู่ไม่มากนัก ทำให้ขบวนการค้างาช้างต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ด้วยการเข้าไปล่าช้างป่าอัฟริกา ถึงขั้นใช้เศษเงินจ้างคนพื้นถิ่นบางคน ยิงช้างให้ล้ม แล้ววิ่งเข้าไปเอาขวานจามหัวช้างทั้งๆ ที่ยังไม่ตายสนิท เพื่อฉีกกระชากเอาแต่งาคู่ยาวสีขาวนวลโยนขึ้นรถบรรทุก ทิ้งซากศพช้างป่าตัวแล้วตัวเล่าไว้เบื้องหลัง


มีตัวเลขระบุว่า ขบวนการค้างาช้างเป็นขบวนการค้าสิ่งผิดกฎหมาย ที่มีมูลค่าสูงพอๆ กับการค้าทองคำแท่งและค้ายาเสพติด ด้วยผลกำไรสูงถึงปีละนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่น่าตกใจคือ กองทุนคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (WWF) รายงานว่าตราบจนวันนี้ ทั่วทั้งทวีปอัฟริกา มีช้างป่าถูกล่าเอางาปีละหลายหมื่นตัว แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือทั่วทั้งโลกเพ่งมองมาที่ประเทศไทย ในฐานะเป็นตลาดค้างาช้างเถื่อนแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่ไทยก็มีกฎหมายห้ามค้างาช้างอัฟริกา แต่ทว่า ยังมีช่องโหว่รูเบ้อเร่อขนาดเอาช้างทั้งตัวลอดเข้าไปได้


นั่นคือการที่ช้างบ้านของไทยเป็นสัตว์พาหนะที่ได้รับการดูแลและจดทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งระบุไว้ด้วยว่างาช้างที่ได้มาจากช้างเลี้ยง สามารถค้าขายได้อย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่อนุญาตให้ค้าขายภายในประเทศเท่านั้น แต่ทว่า ช้างไทยจัดเป็นช้างเอเชีย ซึ่งเป็นชนิดสัตว์ป่าในบัญชีหมายเลข 1 ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรืออนุสัญญา CITES การนำเข้าและส่งออกช้าง อวัยวะ ชิ้นส่วนของช้าง รวมทั้งงาช้างและผลิตภัณฑ์ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นงาที่ได้จากช้างบ้านก็ตาม


ปัญหาที่ตามมาคือ นักท่องเที่ยวซื้อเครื่องประดับงาช้างจากประเทศไทย (อย่างถูกกฎหมายไทย) แต่ไปโดนจับในข้อหาครอบครองสิ่งผิดกฎหมายในยุโรป แต่นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่าการที่ทั่วโลกถือว่าการค้างาช้างเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ประเทศไทยยังลอยหน้าบอกว่าผลิตภัณฑ์งาช้างของฉันมาจากงาช้างบ้าน แถมมีกฎหมายคุ้มครองให้เสร็จสรรพ ก่อให้เกิดผลกระทบสองด้านทันที คือ มีการล่าช้างปาไทยเพื่อเอางา และลักลอบตัดงาช้างบ้านของไทยขนานใหญ่ เช่นกรณีพังบัวทองที่กล่าวมาแล้ว อีกทั้งยังลักลอบนำงาช้างป่าอัฟริกา มาสมอ้างว่าเป็นงาช้างบ้านไทย จนทำให้ประเทศไทยฉาวโฉ่ในเรื่องนี้


แม้มีความพยายามเสนอให้จัดเจ้าหน้าที่ออกเข้มงวดตรวจตราร้านค้าเครื่องประดับทำจากงาช้าง ถึงขั้นมีการสุ่มตรวจหาดีเอ็นเอ. ว่าอันไหนเป็นงาช้างบ้านไทย อันไหนเป็นงาช้างผิดกฎหมายจากอัฟริกา แต่เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นอันน่าอับอายตามมาอีก หนทางที่เหลืออยู่คือการตรากฎหมายใหม่ ที่กำหนดให้การค้างาช้างทุกชนิดเป็นสิ่งกฎหมายในประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่า มีชาวบ้านและแรงงานมีฝีมือกลุ่มน้อยมากที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าเครื่องประดับงาช้าง ที่สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กลุ่มทุนหยิบมือเดียว ทว่า สร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้ช้าง และสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศในป่าอย่างใหญ่หลวง


ไทยเป็น 1 ในประเทศที่ร่วมลงนามในอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือ ไซเตส (Cites) ที่ถูกยกร่างขึ้นในการประชุมสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยประเทศไทยให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม 2526 นับเป็นสมาชิกลำดับที่ 78
และยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม CITES ครั้งที่ 16 ในวันที่ 3-14 มีนาคมนี้


การปล่อยให้ค้างาช้างอย่างถูกกฎหมาย จึงไม่ใช่แค่เรื่องน่าละอายเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน หากมีการบอยคอตสินค้าจากประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่าไทยไม่เคารพในสิ่งที่ได้ลงนามให้สัตยาบันไปแล้ว ผมไม่สนใจว่าท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ มาจากพรรคไหน หรือสีอะไร แต่หากมีความจริงใจต่อประเทศชาติและประชาชน โปรดพิจารณาออกกฎหมายยกเลิกการค้างาช้างทุกชนิดในประเทศไทยเสียเถิด ผลกระทบที่อาจเกิดกับชาวบ้านและแรงงานมีฝีมือกลุ่มหนึ่งในธุรกิจค้างาช้าง ก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงท่านในการช่วยเหลือเยียวยา และไม่มีช่วงเวลาไหนที่ควรทำ จะเหมาะสมเท่าช่วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมไซเตสในครั้งนี้อีกแล้วครับ


.................


หมายเหตุ : ร่วมลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการค้างาช้างทุกชนิดในประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ “ช่วยช้างอัฟริกา หยุดค้างาช้างประเทศไทย” (http://goo.gl/lgpCx) โดย กองทุนคุ้มครองสัตว์ปาโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand)