ตะลอนตามราง อีสานม่วนซื่น

ตะลอนตามราง อีสานม่วนซื่น

"เฮ้ย ไฟดับ แอร์ก็ดับ ไปดูโบกี้อื่นสิเขาดับมั้ย" หญิงสาวโวยวายแล้วเดินหายไปท่ามกลางความมืด สักพักก็เดินกลับมาและพ่นคาถาเรียก(ช่าง)ไฟชุดใหญ่

"ไม่เห็นมีโบกี้ไหนดับเลย มีแต่ของเราโบกี้เดียว ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ แจ็คพ็อตเลย ช่างอยู่ไหน ใครแจ้งเจ้าหน้าที่หรือยัง แล้วนี่จะดับไปตลอดทางเลยเหรอ ร้อน...หายใจไม่ออก โอ๊ย..ทำไมเป็นแบบนี้"


นับ 1 ไม่ถึง 10 เจ้าหน้าที่ประจำการรถไฟก็ปรากฏกายตรงหน้า พร้อมกับเร่งมือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการสำรองไฟจากโบกี้อื่นมาใช้ กระทั่งถึงสถานีกลางทางที่เป็นชุมทางรถไฟนั่นแหละ เจ้าหน้าที่จึงจอดรถทั้งขบวนเพื่อทำการซ่อมไฟจนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ


เที่ยงคืนเศษ ฉันนอนฟังเสียงของความวุ่นวายนั้นอยู่บนตู้นอนชั้น 2 ของขบวนรถไฟ แม้เหงื่อจะชุ่มเพราะไม่มีการถ่ายเทอากาศมาพักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร


ในความเงียบ ฉันคิดถึง "2046" หนังน้ำดีของ "หว่องกาไว" ผู้กำกับสายเลือดฮ่องกง ที่ใช้ "รถไฟ" เป็นตัวแทนของการเคลื่อนไปสู่อนาคต ไม่ได้เกี่ยวข้องกันสักนิด เพียงแต่ฉันกำลังคิดถึง "อนาคต" ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่จะมี "รถไฟความเร็วสูง" ใช้ภายในประเทศ ถึงวันนั้น "เวลา" จะยังเป็นปัญหาที่สำคัญอยู่หรือเปล่า นั่นก็น่าคิด

ก่อนเมกะโปรเจคจะเริ่มดำเนินการ ฉันพาตัวเองมาทดสอบประสิทธิภาพของรถไฟไทยที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ตามคำเชื้อเชิญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.), การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟม.) และสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย(สนท.) ในโครงการ "ปู๊นปู๊นฉึกฉัก หลงรักอีสาน" โดยมีสมาชิกที่ซื้อทัวร์นี้ร่วมเดินทางอีก 40 ชีวิต

1.


"หนองคาย 20.00 น. ชานชาลา 5" อ่านจากป้ายแสดงตารางรถไฟแล้วฉันก็เดินฝ่าผู้คนจำนวนนับพันนั้นไปยังจุดจอดรถที่อยู่ด้านใน หาขบวนที่ระบุไว้ในตั๋วได้แล้วก็ขึ้นไปนั่งรอรถเคลื่อนออกจากสถานี


หัวลำโพง เป็นสถานีรถไฟเก่าแก่ที่ใช้งานมาเกือบครบ 100 ปีแล้ว แต่ละวันมีรถไฟให้บริการมากถึง 200 ขบวน ประชาชนที่ใช้บริการวันปกติอยู่ที่ราวๆ 10,000 คน แต่เมื่อถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์สำคัญๆ ก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มเป็น 100,000 คนเลยทีเดียว ด้วยคุณสมบัติที่ทั้งประหยัดและปลอดภัย ทำให้ใครต่อใครต่างพากันเทใจให้บริการขนส่งมวลชนประเภทนี้กันเป็นทิวแถว


นอกจากนั่งมองความเป็นไปของผู้คนที่อยู่ภายในสถานีรถไฟหัวลำโพงแล้ว ฉันยังชอบโครงสร้างของที่นี่ด้วย บางคนบอกว่า เหมือนนั่งอยู่ที่สถานีรถไฟแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เพราะมีลักษณะคล้ายกัน แต่จริงๆ ผู้ออกแบบอาคารสถานีรถไฟหัวลำโพงนั้น เป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียน นามว่า "มาริโอ ตามาญโญ" ซึ่งเข้ามารับราชการกับ "กระทรวงโยธาธิการ" ของสยามในสมัยนั้น โดยตัวสถานีแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ อาคารมุขหน้า มีลักษณะเหมือนระเบียงยาว และอาคารโถงสถานีเป็นอาคารหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค (Classicism) เลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณของกรีก - โรมัน

ยังไม่ทันกวาดตาชมสถาปัตยกรรมนั้นได้ครบ รถไฟขบวนกรุงเทพฯ-หนองคาย ก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากต้นทางที่กรุงเทพฯ ในเวลา 20.00 น. พอดิบพอดี


ตามกำหนดการรถไฟขบวนนี้จะถึงสถานีปลายทางที่เวลา 08.25 น. แต่เพราะเกือบตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงระบบรางใหม่ โดยเปลี่ยนหมอนรองรถไฟจากหมอนไม้มาเป็นหมอนคอนกรีต จึงทำให้ขบวนรถไฟถึงที่หมายเอาตอนเกือบเที่ยงวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครปริปากบ่น เพราะทุกคนได้รับการดูแลจากพนักงานเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง

จุดเด่นของทริปนี้คือมีการเชื่อมโยงเส้นทางจากหนองคายของไทยเข้าไปยัง เวียงจันทน์ ที่เป็นเมืองหลวงของลาว โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็นแม่สื่อ เราใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ข้ามแม่น้ำโขงมาจนถึงใจกลางพระนคร


ห่างหายจากเวียงจันทน์ไปราว 2 ปี มาวันนี้ฉันรู้สึกว่าเมืองหลวงของลาวคึกคักขึ้นเยอะ ทั้งในเรื่องของถนนหนทางที่มีการตัดถนนเพิ่มหลายสาย รถราบนถนนเต็มไปหมด ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แทบจะนับคันได้ ไหนจะบ้านจัดสรรหรูๆ ที่สร้างกันอยู่ชานเมือง หรือแม้แต่ธุรกิจขายตรงของไทย และสถานเสริมความงามชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้ว่า "เป๊ะ" ยังขยายสาขามาจนถึงที่นี่


อาจเป็นการขานรับ AEC ที่หลายประเทศตื่นตัว ลาวก็เช่นเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนผิดหูผิดตา แต่ทว่า ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่สำคัญต่างๆ ยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เช่น พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว ที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต แม้วันนี้จะเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน แต่เพราะที่นี่มีศิลปะวัตถุโบราณอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนแวะมาสืบค้นความรู้ก่อนเริ่มต้นทำความรู้จักกับเวียงจันทน์อย่างจริงจัง


ประตูชัย เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด ที่นี่เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "รันเวย์แนวตั้ง" เพราะใช้ปูนที่อเมริกาจะนำไปสร้างสนามบินมาใช้ ภายหลังจากที่อเมริกาพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีน


ประตูชัยของฝรั่งเศสเป็นอย่างไร ยอมรับว่าไม่เคยเห็นของจริง แต่ที่เวียงจันทน์มีเอกลักษณ์แบบเอเชียแฝงอยู่ นั่นคือ พระพุทธรูปศิลปะลาว และภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะแบบปูนปั้นที่ใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย


บ่ายแก่ๆ เราเดินทางต่อไปยัง พระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกะจุฬามณี ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญที่สุดในลาว และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติที่แทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของลาวด้วย ไม่รู้ว่าดีกรีจะเท่ากันมั้ย แต่ฉันรู้สึก(ไปเอง)ว่า แดดที่เมืองไทยไม่น่าจะร้อนเท่านี้ ท่ามกลางอุณหภูมิที่กำลังระอุ ฉันพาตัวเองไปเดินชมพระธาตุหลวงนั้นอย่างเร่งรีบ


องค์พระธาตุหลวงมีรูปคล้ายดอกบัวตูม อันหมายถึงสัญลักษณ์คำสอนของพระพุทธเจ้า ลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบรอบองค์พระธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีช่องหน้าต่างเล็กไว้รอบๆ ที่ประตูทางเข้าเป็นประตูไม้บานใหญ่ลงรักสีแดงไว้ตลอดบาน และยังมีเจดีย์บริวารรอบองค์พระธาตุหลวงด้วย


ปิดโปรแกรมที่ประเทศลาวก่อนตะวันลับฟ้า แม้ว่าประชาคมอาเซียนจะนำพาการพัฒนาต่างๆ เข้ามาในเมืองจำปาแห่งนี้มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกได้ว่าไม่แตกต่างไปจากเดิม นั่นก็คือ มิตรไมตรีและความน่ารักที่พี่น้องชาวลาวมีให้พวกเรา-พี่น้องชาวไทย

2.


อาหารเช้าตอนตี 5 ไม่คุ้นเคยกับฉันเลยสักนิด แต่เพราะไฮไลท์ของการเดินทางวันนี้อยู่ที่การชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ ทะเลบัวแดงหนองหาน สถานที่สุดโรแมนติกในแดนอีสาน เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราจำเป็นต้องหาอาหารเช้าใส่ท้องก่อนล่องเรือชมความงามของทะเลน้ำจืดแสนหวานนี้จริงๆ


ทะเลบัวแดง หรือ หนองหาน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Site) ขนาด 22,500 ไร่ ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนบน โดยตั้งอยู่ในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ มีเกาะ 2 เกาะ คือ เกาะดอนแก้ว และเกาะดอนป่า ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลาอย่างน้อย 39 ชนิด พันธุ์นกอย่างน้อย 74 ชนิด และพืชน้ำอย่างน้อย 15 ชนิดแล้ว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหานยังได้พึ่งพาแหล่งน้ำแห่งนี้เป็นทั้งแหล่งอาหารและทำมาหาเลี้ยงชีพอีกด้วย


"ปีนี้บัวน้อยจัง" ใครบางคนที่เดินทางมาพร้อมคณะเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าภาพตรงหน้าไม่งดงามอย่างที่คิด


"ปีนี้น้ำน้อยครับ แล้วนี่ก็ช่วงปลายฤดูดูบัวแล้วด้วย ปีหน้ามาใหม่สิครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง" นายท้ายเรือเจ้าถิ่นยืนยัน
แม้จะออกอาการผิดหวังในตอนแรก แต่พอเรือไปจอดใกล้ๆ บัวบานสีชมพู ทุกๆ คนในเรือก็ดูสดชื่นขึ้น ต่างพากันแย่งชิงมุมถ่ายรูปสวยๆ กันอย่างไม่มีใครยอมใคร สรุปว่า ได้รูปไปฝากเพื่อนๆ กันเต็มเมมโมรี่


ก่อนเดินทางออกจากอุดรธานีในตอนบ่าย เราแวะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเมืองอุดรธานีเพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิต เริ่มตั้งแต่ ศาลปู่-ย่า เทพเจ้าแห่งความเมตตาที่ชาวอุดรนับถือ เมื่อมีทุกข์โศกคราวใดก็มักจะไปจุดธูปขอพรให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง แต่ถ้าใครประสงค์ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะหน้าที่การงาน การเงิน แนะนำให้ไปไหว้ ศาลหลักเมือง เคล็ดลับความสมหวังคือ เข้าประตูไหนให้ออกประตูนั้นจะทำให้พรที่ขอสมดังปรารถนา


ใกล้ๆ กันมี ท้าวเวสสุวัณ(ท้าวกุเวร) ที่ว่ากันว่า ช่วยกีดกันศัตรูร้ายไม่ให้มากร้ำกรายชีวิต ใครศัตรูมากอย่าลืมแวะเข้าไปกราบไหว้บูชาท่าน และถ้าจะให้ขลัง(เขาว่า)ต้องลูบที่กระบองของท่านด้วย แต่...สงสัยว่าจะมีคนมาลูบกระบองท้าวเวสสุวัณเยอะเกินไป ตอนนี้จึงมีการทำรั้วกั้นไว้ เพื่อไม่ให้รูปปั้นได้รับความเสียหาย ใครศัตรูเยอะก็ต้องดูแลตัวเองกันด้วย


ตะลอนกันต่อในภาคบ่าย ดูจากโปรแกรมตอนแรกค่อนข้างประหลาดใจ เพราะมี เชียงคาน จังหวัดเลย เป็นหนึ่งในปลายทางของทริปนี้ด้วย เราเดินทางกันด้วยรถโค้ชปรับอากาศ 2 ชั้น ถึงเมืองสงบเงียบริมโขงแห่งนั้นราวบ่าย 4 เวลาดีๆ ที่เปลวแดดกำลังหลบฟ้า เป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการเดินชมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ที่สุด


หลายปีมานี้เชียงคานค่อนข้างโด่งดังในฐานะเมืองท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง แต่ก่อนจะถึงวันนี้หลายคนก็เคยแสดงความห่วงใยว่าเชียงคานจะโตเร็วเกินไป จึงมีการพูดคุยกันในชุมชนว่าจะต้อง "จัดการ" อย่างเป็นระบบ


ฉันเดินเลาะไปบนถนนเลียบชายโขง ที่ชาวบ้านเรียกว่า ถนนหลุ่ม(ล่าง) ทางคอนกรีตสายนั้นรวบรวมเรือนแถวโบราณไว้มากที่สุด บ้านไม้หลายหลังยังคงดำรงฐานะเป็นนิวาสสถานของชาวเชียงคาน แต่มีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็น "ห้องเช่า" ให้ "คนนอกพื้นที่" เข้ามาดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องพัก แกลลอรี่ โรงหนัง ฯลฯ เรียกว่า ครบเครื่องเรื่องการบริการเลยทีเดียว


กระแสการท่องเที่ยวอันไร้ขีดจำกัดทำให้ความน่ารักบางอย่างของเชียงคานหายไป ฉันคิดอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์กันเกินเหตุ แต่ภาพที่เห็นผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันไปตามถนนสายเล็กๆ ที่มีร้านค้าตั้งระเกะระกะออกมาบนพื้นถนน เป็นภาพที่แออัดเกินจะชมจริงๆ ทั้งๆ ที่ป้าย "ระเบียบข้อปฏิบัติในถนนวัฒนธรรม" ที่ดำเนินการโดยเทศบาลตำบลเชียงคาน ติดหราไว้หลายๆ แห่ง ว่า "ห้ามตั้ง วาง โต๊ะ เก้าอี้ แผงลอย ชุดใส่บาตรแบบการค้า ไว้ในถนนนี้ หรือขวางปากซอยทางเข้า หรือถนนริมเขื่อน" ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ


จริงๆ เสน่ห์ของเชียงคานคือความง่ายงาม ความน่ารักของวิถีชาวบ้าน บ้านโบราณ วัดเก่า ประเพณี อาหาร หรือแม้แต่ภาษาพูด เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่าเสื้อผ้าและสินค้าที่ระลึก ฉันเชื่อว่า นักท่องเที่ยวทุกคนอยากเห็นเชียงคานในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งถ้าให้ประเมิน ณ วันนี้ถือว่ายังไม่เลวร้ายจนเกินไปนักหากจะมีการจัดระเบียบกันอย่างจริงจัง


แต่ก็อย่างที่บอกว่าต้อง "จริงจัง" แล้วความน่ารักจะกลับสู่เชียงคานในไม่ช้า เหมือนกับความรู้สึกที่ชาวเชียงคานเคยสะท้อนไว้ใน www.chiangkhan.com ก่อนหน้านี้ว่า


“รักเชียงคานจริง ต้องเฝ้าทะนุถนอม ดูการเติบโตอย่างช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เติบโตอย่างแข็งแรง มีคุณภาพ รู้ทิศทาง ควบคุมตัวเองได้ ให้เชียงคานเป็นเชียงคาน อย่าไปเสริมเติมแต่งจริตให้มากเกิน มิฉะนั้น...เสน่ห์เชียงคานจะจางหาย"


..............


เราเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟขบวนหนองคาย-กรุงเทพฯ ออกจากสถานีรถไฟหนองคายราว 6 โมงเย็นเศษๆ ถึงกรุงเทพฯ เอาเกือบ 10 โมงเช้า


เวลา 15 ชั่วโมง บนขบวนรถไฟอาจไม่น่าพิสมัยเท่าไรนัก หากแต่อุปสรรคที่พบเจอระหว่างทางก็เป็นบทสนทนาแห่งความประทับใจที่ไม่มีใครลืม


"มันเป็น 15 ชั่วโมงที่มีสีสันจริงๆ" นักเดินทางที่ร่วมทริปมาด้วยบอกอย่างนั้น และเธอก็ยืนยันว่า การเดินทางโดยรถไฟให้ความทรงจำที่แตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่นๆ จริงๆ


ฉันเองก็รู้สึกว่า การเดินทางโดยรถไฟไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะอย่างน้อยๆ มันก็เป็นตัวเชื่อมที่นำพาเราไปเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้รับรู้ว่าประเทศไทยในวันนี้ไปถึงไหนกันแล้ว ขอเพียงแค่มองข้ามปัญหาเรื่องเวลาหรือความไม่แน่นอนออกไปบ้าง ก็จะพบว่า "รถไฟ" ก็เป็นขนส่งมวลชนที่น่าคบหาพอตัวเหมือนกัน

..................


การเดินทาง


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.), การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟม.) และสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย(สนท.) จัดโครงการ "ปู๊นปู๊นฉึกฉัก หลงรักอีสาน" ในอีก 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ- อุบลราชธานี วันที่ 5 - 9 เมษายน 2556 “เที่ยวอุบล ยลสามพันโบก”, กรุงเทพ ฯ - สุรินทร์ วันที่ 19-23 กรกฎาคม 2556 “ขึ้นรถไฟ ไปตักบาตรบนหลังช้าง” และกรุงเทพ ฯ - ขอนแก่น วันที่ 9 - 13 สิงหาคม 2556 “สิงหา พาแม่ไหว้พระธาตุ” สนใจร่วมทริปสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โทร. 0 2250 5500 ต่อ 1365 - 8 หรือ 1672 และซื้อแพ็คเกจทัวร์ได้ที่ สนท. โทร 0 2919 6037, 0 2919 6039 - 40, 08 1263 2919