ออสการ์มาตามคาด:ประวัติศาสตร์กับเรื่องจริง

ออสการ์มาตามคาด:ประวัติศาสตร์กับเรื่องจริง

รายงานและวิเคราะห์ถึงวันสำคัญประจำปีของวงการภาพยนตร์โลก จากเวที Academy Awards ครั้งล่าสุด

ผลรางวัลออสการ์ Life of Pi คว้ามากสุด 4 สาขา รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมสำหรับ อัง ลี ผู้กำกับชาวไต้หวันสัญชาติอเมริกา รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลเทคนิคทางภาพยอดเยี่ยม และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ในงานประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดส์ ครั้งที่ 85 คืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2013 ตามเวลาดอลบี เธียเตอร์ เมืองลอสแองเจลีส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ตรงกับเช้าวันจันทร์ที่เมืองไทย)

สมาชิกสถาบันศิลปและวิทยาศาสตร์การภาพยนตร์ จำนวน 5800 คน ส่งการลงคะแนนตัดสินแบบลับทางไปรษณีย์ สิ้นสุดวันอังคารที่ผ่านมา สำหรับผลรางวัลผู้มีผลงานยอดเยี่ยมทางด้านภาพยนตร์ที่สร้างและฉายในสหรัฐอเมริกาตลอดปี 2012

โดยรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นไปตามคาด ตัวเต็งอย่าง "Argo" คว้ารางวัลใหญ่ โดยผู้ได้รับตัวออสการ์สำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์ รวมถึง จอร์จ คลูนีย์ ขณะที่ เบน เอฟเฟล็ค ผู้กำกับและนักแสดงนำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของ(ผลงาน)อย่างแท้จริง เป็นผู้ขึ้นกล่าวคำขอบคุณบนเวที

แม้เบน เอฟเฟล็ค จะไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จนเป็นประเด็นทอล์คออฟฮอลลีวู้ดทาวน์ ว่ากรรมการออสการ์มีคติกับดาราหนุ่มที่ไม่ได้มีฝีมือโดดเด่นมากนักในเชิงการแสดง กับการกำกับหนังได้ดีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเกือบทุกสถาบันฯของ Argo ในฤดูกาลมอบรางวัล โดยเฉพาะรางวัลจากสมาคมผู้กำกับแห่งอเมริกา (DGA Awards) ที่ เอฟเฟล็ค คว้าไปก่อนหน้านี้ ก็ยืนยันสถานะความเยี่ยมของ Argo ได้เป็นอย่างดี

สำหรับกรณีในออสการ์ Argo เป็นเรื่องแรกในรอบ 22 ปีที่คว้ารางวัล ภาพยนตร์ยอดเยียม โดยผู้กำกับไม่ได้เข้าชิง นับจาก "Driving Miss Daisy" ปี 1990

หนังอิงประวัติศาสตร์มาวิน

การต่อเติมเรื่องราวให้เป็นหนังชีวิตของ Argo ก็ทำให้หนังประสบความสำเร็จ นักวิจารณ์ชื่นชมการผสมผสานระหว่าง "ความขำขันกับอารมณ์หวาดหวั่น" ไว้ในหนัง โดย ฟอร์เรสต์ วิคแมน นักวิจารณ์ของสื่อเวบไซต์ Slate ในอเมริกา ใช้คำว่า "Argo" is about an emotional experience, not an intellectual exercise." (Argo เป็นเรื่องของประสบการณ์ทางอารมณ์ไม่ใช่การให้ข้อมูลทางวิชาการ)

เหตุการณ์ในเรื่องราวของ Argo ระบุว่า สร้างจากเรื่องจริง (based on the true story) เมื่อปี 1979 ที่ทีมซีไอเอช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันผู้ถูกฝ่ายปฏิวัติของอิหร่านจับเป็นตัวประกันในกรุงเตหะราน และสายลับซีไอเอปลอมตัวเป็นโรดิวเซอร์ถ่ายหนังไซไฟที่กุเรื่องขึ้นมาชื่อเรื่อง Argo เพื่อจะช่วยพาตัวประกันหนีออกนอกประเทศอิหร่านกลับสู่สหรัฐฯอย่างปลอดภัย ถูกวิจารณ์ว่า บิดเบือนประวัติศาสตร์ ทั้งความพยายามที่จะเสนอภาพของตัวตนคนจริงเทียบกับตัวละคร ในมุมที่ตรงกัน และการสร้างฉากความตื่นเต้นต่อช่วงไคลแม็กซ์ของหนังที่ตัวประกันเกือบจะไม่รอดออกมาจากสนามบินเตหะราน และมีเจ้าหน้าที่ทหารซิ่งรถไล่กวดเครื่องบินที่กำลังจะเชิดหัวขึ้นจากรันเวย์ ทำให้หนังกลายเป็นหนังตื่นเต้นเขย่าขวัญกึ่งๆแอ็คชั่น ซึ่งในเหตุการณ์จริงนั้นไม่มีบันทึกว่า มีการไล่ล่าหวิดดับเช่นนั้นเกิดขึ้น และการปลอมตัวของโทนี่ เมนเดซ ก็ไม่ใช่ตัวพระเอกอย่างที่ปรากฏในหนัง ทว่าเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมของหน่วยซีไอเอ กับคนในฮอลลีวู้ด

ภาณุ อารี คนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตชาวมุสลิมในเมืองไทย ได้แสดงความเห็นถึงจุดเด่นที่ทำให้ Argo ได้ภาพยนตร์ยอดยี่ยม ไว้ว่า

“ผมคิดว่า จุดที่สำคัญคือ การที่หนัง สามารถสร้างสมดุลย์ระหว่างสาระ กับ ความบันเทิงอย่างลงตัว จะเห็นได้ชัดจากการที่หนังรักษาความเป็นหนังระทึกขวัญที่ดี กับ หนังที่แสดงออกจุดยืนทางการเมืองอย่างคมคาย อย่าลืมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คือความอัปยศครั้งหนึ่งของรัฐบาลอเมริกัน (การที่ตัวประกันถูกจับยาวนานปีกว่า) และไม่เคยมีผู้กำกับคนไหนเลือกมาทำ เพราะมันไม่ glorify ความเป็นอเมริกัน แต่ เบน เลือกมาทำ และมุมมองของเขา ก็ไม่ดู pro อเมริกันอย่างน่าเกลียด (อย่างน้อย ฉากเปิดเรื่องก็อธิบายเหตุผลที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ยึดสถานฑุตอย่างชัดเจน) ผมเลยคิดว่า หนังเลยเอาชนะกรรมการที่เป็นฝ่ายขวา (พวกนิยม republican) และซ้าย ( democrat) ได้”

“ในขณะที่ หนังแนวเดียวกันอย่าง Zero Dark Thirty มันไปในทางเดียว ไม่มีจังหวะลูกเล่นแบบ Argo อีกอย่าง Zero Dark Thirty มันจมไปกับความมืดมากไป ผมเลยคิดว่า ถ้ามีหนังในแนวทางเดียวกัน กรรมการก็น่าจะเลือกหนังที่ มันลงตัวกว่าอย่าง Argo” ภาณุ เสริม

ในหนัง 9 เรื่องที่เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ มี 3 เรื่องที่เป็นหนังอิงเหตุการณ์ทางการเมือง นอกจาก Argo แล้วมี Lincoln หนังว่าด้วยช่วงชีวิตของ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐฯ ที่สามารถดันกฏหมายเลิกทาสชาวอเมริกันแอฟริกันได้สำเร็จ ซึ่งหนังถูกติติงในแง่ ชูลินคอล์นเป็นฮีโร่คนเดียวในกระบวนการเลิกทาสในอเมริกา ว่าเป็นการละเลยประวัติศาสตร์ ขณะที่ "Zero Dark Thirty" หนังเสนอปฏิบัติการล่าบิน ลาเดน โดยมีนางเอกเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอผู้หญิงซึ่งเป็นการเอาเหตุการณ์มาสร้างดราม่าในภาพยนตร์เช่นกัน

ประเด็นของหนังที่เป็นการ dramatize และทำให้บางคนเป็นฮีโร่ เกินจริงในประวัติศาสตร์ บทบาทของสื่อภาพยนตร์ ควรจะรับผิดชอบต่อคนดูที่อาจเอา “เรื่องแต่ง” มาเป็น “ข้อเท็จจริง” อย่างไร?

“ผมคิดว่ามันไม่ผิดนะครับ แต่จะ dramatize อย่างไรไม่ให้มันผิดข้อเท็จจริง (บิดเบือนถึงขั้น) เช่นถ้าสุดท้าย การกระทำของพระเอกมันเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทั้งหมด แม้แต่ Zero Dark ช่วง 20 นาทีแห่งการไล่ล่าบินลาดิน ก็มีการดรามาไทซ์เหตุการณ์ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าในความเป็นจริงปฏิบัติการนี้ ฝั่งอเมริกันไม่มีการสูญเสียเลย”

“และผมคิดว่า คนดู คงแยกแยะได้ว่า อันไหนจริง อันไหนไม่จริง เพียงแต่การเข้าไปดูหนังเขาต้องการที่จะลืมความเป็นจริงไปสักระยะ”

ผลงานหนังสารคดีชีวิตมุสลิมหลายมุมมองในไทยของภาณุ อารี รวมถึงเรื่อง แขก มูอัลลัฟ (The Convert) และ Baby Arabia

พระเอก Lincoln สร้างประวัติศาสตร์

ขณะที่หนังอิงเรื่องจริง ถูกติติงว่าจะทำให้คนดูเข้าใจประวัติศาสตร์บิดเบือน แต่งานของนักแสดงอย่าง แดเนียล เดย์-ลิวอิส ผู้สวมบท ลินคอล์น ใน Lincoln แบบถอดรูปลักษณ์จากรูปปั้นมาเลยนั้น ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเวทีออสการ์

แดเนียล เดย์ ลิวอิส เป็น พระเอกคนแรกที่คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำชายได้สูงสุด 3 ตัว เริ่มจากบทชายพิการ My Left Foot" (1989) ถึงบทนายเหมืองน้ำมันจอมโหด "There Will Be Blood" (2007) และล่าสุดบทประธานาธิบดีลินคอล์นใน Lincoln โดยนักแสดงเข้าทำเนียบครองออสการ์ถึง 3 ตัว มี แจ็ค นิโคลสัน , วอลเตอร์ เบรนแนน, อิงกริด เบิร์กแมนและเมอรีล สตรีฟ ได้จากสาขาสมทบและแสดงนำรวมกัน ส่วนสถิตินักแสดงที่ครองออสการ์สูงสุดยังเป็น แคทเธอรีน เฮปเบิร์น นางเอกซูเปอร์สตาร์ยุค 40-50 เป็น นักแสดง ที่ครองออสการ์สูงสุด ถึง 4 ตัว และปัจเจกบุคคลที่ครองออสการ์สูงสุด คือ วอลท์ ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอดิสนีย์ ก็ได้รางวัลออสการ์จากสาขาต่างๆ รวมแล้ว 26 ตัว

แดเนียล เดย์ ลิวอิส เป็นนักแสดงคนแรกที่ชนะออสการ์จากการเล่นบทประธานาธิบดีสหรัฐฯ

วิธีการทำงานแสดงแบบ กลืนหายไปกับตัวละคร หรือ Method Acting ของเดย์ ลิวอิส ที่กลายเป็น “คำเล่าลือ” มาพร้อมกับ สถิติการเข้าชิง 4 ครั้ง (รวมถึง "Gangs of New York" ปี 2002 และ "In the Name of the Father" ปี 1993) ชนะไปแล้ว 2 และบทบาทที่เป็นคนธรรมดาที่ทำอะไรสุดโต่ง บวกกับการทำงานหนังแบบนานทีปีหน ของนักแสดงเชื้อสายไอริชอังกฤษวัย 55 ปีคนนี้ ที่ทำให้ ตัวละครของเขา “ดูจริง” บนจอทั้งรูปลักษณ์และการแสดงอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นบทคนพิการ ใน My Left Foot ที่เขาใช้ชีวิตในกองถ่ายแบบนั่งรถเข็นตลอดเวลา แม้จะไม่ได้เข้าฉากด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่าจะทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกและมองโลกแบบตัวละครนั้นได้

ในบทลินคอล์น นอกจากเขาจะลดน้ำหนักตัดผม และดัดเสียงจากสำเนียงอังกฤษผสมไอริช มาเป็นสำเนียงอเมริกันทางใต้แหบแห้ง เพื่อให้เป็นตัวละครนั้นแล้ว

ตลอดเวลาในการถ่ายทำ บรรดานักแสดงเพื่อนร่วมงานต้องเรียกเขาว่า “ท่านประธานาธิบดี” ด้วย อย่างไรก็ตาม เดย์-ลิวอิส เคยให้สัมภาษณ์หลังเวทีลูกโลกทองคำว่า การเข้าถึงบทของเขานั้น มันไม่เหมือนการโดนผีสิงหรือต้องมนตร์ดำ (exorcism) หรืออะไรแบบนั้น เพียงแต่เป็นวิธีที่มันใช้การได้ดีสำหรับเขาในการตั้งสมาธิกับงานแสดงแต่ละเรื่อง เมื่อจบงานนั้น เขาก็กลับบ้านและใช้ชีวิตอื่นๆ ตามปกติ

แดเนียล เดย์ลิวอิส ได้รับมอบรางวัลออสการ์จาก เมอรีล สตรีฟ นักแสดงฝ่ายหญิง ที่ครองออสการ์มาแล้ว 3 ตัวเช่นกัน และเดย์ลิวอิส กล่าวล้อเลียน สตรีฟ ว่า อันที่จริงแล้ว ตัวเลือกแรกในการรับบทนำของผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก คือ เมอรีล สตรีฟ ต่างหาก (ฮากันทั้งดอลบี้ เธียเตอร์ เลยทีเดียว)

ผู้กำกับ”เสือ”

อัง ลี ผู้กำกับชาวไต้หวันที่ปักหลักในอเมริกา สร้างประวัติศาสตร์เช่นกัน ในฐานะผู้กำกับ เอเชีย และ non-caucasian คนที่สอง ที่คว้า ออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากงานกำกับ Life of Pi โดยคนแรก ก็คือ อัง ลี (คนเดิม) จาก Brokeback Mountain ปี 2006 นั่นเอง

หลังเวทีรับรางวัล อัง ลี ตอบคำถามสื่อ ว่า หนังเรื่องนี้ 99 เปอร์เซนต์ ถ่ายทำในไต้หวัน และมีทีมงานไต้หวันช่วยเหลืออย่างดี จึงถือว่าเปนความภูมิใจของพวกเขาเช่นกัน โดยอัง ลีได้เอ่ยชื่อ คนเบื้องหลังหนังเรื่องนี้ชาวอินเดียอีก 6 คนที่เขาบอกว่าไม่ได้ขอบคุณบนเวทีเนื่องจากเวลาจำกัด(ออสการ์จำกัดเวลาพูดขอบคุณแค่ 40 วินาที)และเขาออกเสียงชื่ออย่างเร็วๆ ไม่ทัน และอัง ลียังเอ่ยว่าเขารู้สึกดีใจร่วมกับชาวจีนและเอเชียทั้งมวลด้วย

โดยอัง ลี เป็นขวัญใจกรรมการออสการ์ นับจาก Crouching Tiger, Hidden Dragon(พูดจีน) คว้ารางวัล ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ปี 2001 แต่ครั้งนั้นผู้ชมอเมริกันไม่เห็นเสือสักตัวในหนัง (พิธีกรหลักของออสการ์ปีนั้น แอบแซว) ในปีนี้ อัง ลีกำกับ “ตัวละครเสือ” เบงกอล ชื่อ ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ ในแบบสามมิติเต็มจอ จากการดัดแปลงงานเขียนเบสต์เซลเลอร์ของ ยาน มาร์เทล เล่าการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของเด็กหนุ่มชื่อ พาย พาเทล และการรอดชีวิตจากเรือแตก ตามลำพังกับเสือตัวนั้น

Life of Pi นำเสนอภาพอันวิจิตร ขณะที่เรื่องราวดำเนินไป กับตัวละครเพียงไม่กี่ตัว หนังจึงคว้ารางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม (โดย เคลาดิโอ มิแรนดา) และเทคนิคทางภาพยอดเยี่ยม ซึ่งตัวละครเสือนั้น เป็นผลงานการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกล้วนๆ (CGI) ไม่มีเสือตัวใดถูกทรมานหรือล้มตายระหว่างถ่ายทำ

อัง ลี เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับมือดีที่อ้าแขนรับเทคโนโลยีดิจิทัลในการทำหนังอย่างเต็มใจ และเอ่ยหลังเวทีออสการ์ว่า เขามองหนังอย่าง 2001 : Space Odyssey ของสแตนลีย์ คิวบริค เป็นตัวอย่างที่ดีของหนังที่ให้ ทั้งภาพวิจิตรและการค้นหาเชิงจิตวิทยา ที่ทำให้หนังมีคุณค่ามาก และเขาก็ยินดีจะทำต่อ แม้จะพบว่างานสร้างที่ใช้ทุนสูงนั้นเป็นงานที่ยากมากก็ตาม

ภาพรวมงานรางวัลออสการ์จัดมา 85 ปีนี้ เป็นการ กระจาย รางวัลกันอย่างทั่วถึง ไม่มีหนังเรื่องใดกวาดรางวัลถล่มทลาย “คือออสการ์มันหมดความเซอไพรซ์ไปนานแล้วนะ คือที่เก็งๆก็ได้ตลอด คราวนี้ก็ประมาณนั้น ถึงแม้คนอาจจะคิดว่าสปีลเบิร์กจะได้(ผู้กำกับเยี่ยม) แต่อัง ลี่ก็มีคนเชียรเยอะ (จุด)เด่นๆคือ หนังที่โยงการเมืองหรือประวัติศาสตร์อาจจะเยอะเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์หรือการเมืองแบบอเมริกัน คือมองจากมุมอเมริกัน ว่ากันว่าประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ แต่ประวัติศาสตร์ก็ถูกเขียนโดยหนังอเมริกันเช่นกัน” ก้อง ฤทธิดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ให้ความเห็น

ผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 85


ผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) อัง ลี - "Life Of Pi"
นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor) แดเนียล เดย์ ลิวอิส "Lincoln"
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ - "Silver Linings Playbook"
นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Supporting Actor) คริสตอฟ วอลซ์ - "Django Unchained"
นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Best Supporting Actress)แอนน์ แฮทธะเวย์ - "Les Miserables"
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม (Best Animated Feature) "Brave"
ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film "Amour"
ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม (Best Live-Action Short) “Curfew”
บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Writing - Adapted Screenplay) "Argo" – คริส แทร์ริโอ จากหนังสือของ Tony Mendez
บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Writing - Original Screenplay) "Django Unchained" – เควนติน ทาแรนติโน
เพลงประกอบยอดเยี่ยม (Best Original Song)"Skyfall" from "Skyfall" โดย อเดล แอดกินส์ และพอล เอฟเวิร์ธ ขับร้องโดน Adele
ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (Best Original Score)"Life of Pi" – ไมเคิล แดนนา
ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม (Best Sound Editing) "Skyfall" และ "Zero Dark Thirty""Django Unchained”
ผสมเสียงยอดเยี่ยม (Best Sound Mixing) "Les Miserables"
แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม (Best Make-Up and Hairstyling)"Les Miserables"
เทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม (Best Visual Effects)"Life Of Pi"
ออกแบบฉากยอดเยี่ยม (Best Production Design)"Lincoln"
ตัดต่อยอดเยี่ยม (Best Film Editing)"Argo" – วิลเลียม โกลเดนเบิร์ก
ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (Best Cinematography)"Life Of Pi" –เคลาดิโอ มิแรนดา