ความทรงจำบทใหม่ของ 'สยามสแควร์'

ความทรงจำบทใหม่ของ 'สยามสแควร์'

การปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของ 'สยามสแควร์' สร้างภูมิสถาปัตยกรรมคอนเซปต์ 'สวน 3 ฤดู' บนความทรงจำเดิมอันคลาสสิกของความเป็นสยามแควร์

ศูนย์การค้าแนวราบบนพื้นที่ 63 ไร่ บริเวณสี่แยกปทุมวัน เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ 'ปทุมวันสแควร์' ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น สยามสแควร์ และเป็นชื่อที่ใช้มาจนปัจจุบัน นับแต่ก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2507 สยามสแควร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของใครหลายคน สยามสแควร์จึงเป็นมากกว่าศูนย์การค้า อาคาร หรือสถานที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนและเติบโตไปพร้อมกัน


"สยามสแควร์เป็นที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของวัยรุ่นในทุกๆ วัยนะคะ ถ้าพูดถึงวัยอาจารย์เรา ท่านก็จะรู้สึกว่าช่วงชีวิตวัยรุ่นที่สยามสแควร์มันเป็นอย่างไร (หัวเราะ) วัยเราเองก็รู้สึก วัยรุ่นตอนต้นก็จะรู้สึกอย่างนั้น ฉะนั้นมันเป็นที่เก็บความทรงจำ ณ ปัจจุบันก็ยังเป็นสำหรับวัยรุ่นปัจจุบัน เป็นที่ที่คงความเป็นหนุ่มสาว (Young) ตลอดเวลา ในปัจจุบันพอเราผ่านจุดวัยรุ่นแล้วมองกลับมาสยามสแควร์ก็ยังไม่เปลี่ยนนะ (หัวเราะ) " คุณ กชกร วรอาคม นักภูมิสถาปัตยกรรม อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้ออกแบบโครงปรับปรุงภูมิทัศน์สยามสแควร์ พูดถึงสยามสแควร์


สยามสแควร์กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง คุณกชกร บอกว่า

"จริงๆ แล้วเพื่อนบ้านเปลี่ยนไปหมดแล้วนะคะ ไม่ว่าจะพารากอน หรือหลายๆ อย่าง สิ่งแวดล้อมเมืองมันเปลี่ยนทำให้เราตั้งคำถามว่า ในเมื่อรอบบ้านเขาเปลี่ยนจุดตรงนี้ควรจะเป็นไปในทิศทางไหน ถามว่าไม่เปลี่ยนได้ไหม คงจะยากนะ เพราะว่าสยามสแควร์กับเมืองกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว.. "


การปรับปรุงภูมิทัศน์ของสยามสแควร์ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 63 ไร่ หนึ่งในนั้นคือโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณโรงภาพยนตร์สยามที่ถูกไฟไหม้เสียหายไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 และเป็นที่มาของ สยามสแควร์วัน (SQ1)


"หลังจากเกิดวิกฤติในเมืองซึ่งไม่ได้มีใครอยากให้เป็น ทางสำนักทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยคิดว่าน่าจะต้องมีสถาปัตยกรรมหรือรูปแบบอะไรเข้ามาทดแทน ก็เลยมีการประกวดแบบเกิดขึ้น.. พื้นที่ (Space) หลักๆ เป็นธีมการนำตึกแถวสี่อาคารมาต่อกัน ระหว่างตึกแถวมันก็จะสร้างสิ่งแวดล้อมทางภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Context) ขึ้น ซึ่งตอนชนะประกวดแบบมาเราก็ใส่กิมมิคของสีสันที่เล่นกับฤดูกาลค่ะ.. เป็นสวนสามฤดูที่สร้างคาแรคเตอร์ พูดถึง Summer Court, Rainy Court และ Winter Court เป็นคาแรคเตอร์สี.. สร้างความทรงจำของสถานที่ให้กับคนที่จะมาใช้ในอนาคต" คุณกชกร บอก


ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย สยามสแควร์ วัน ยังรักษาความเป็นสยามสแควร์แบบดั้งเดิมเอาไว้


"ความเป็นตึกแถว แสงแดดธรรมชาติ การเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่สยามสแควร์ต้องการ ที่แบบนี้ชนะเพราะเป็นห้างสรรพสินค้าแบบเปิด (Open Mall) ..เราอยากจะให้แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ..และเราก็พยายามรักษาคาแรคเตอร์ของสยามสแควร์ตรงที่ว่า เคยเดินสยามตอนฝนตกเราเปียกใช่ไหม ถ้าเดินห้างสยามสแควร์วันนี้ก็ยังจะเปียกเหมือนเดิม (หัวเราะ) มันจะมีช่องแสงที่เป็นช่องแสงจริงที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่นอกอาคาร (Outdoor) ตลอดนะ เป็นคาแรคเตอร์หนึ่งของสยามสแควร์ที่เราคิดว่ามันใช่ จะมีอัฒจันทร์ (Amphitheatre) เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมเมือง.. จะเป็นห้างสรรพสินค้าที่พื้นที่ส่วนกลางเยอะกว่าห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ในกรุงเทพฯ แน่นอน"


การออกแบบสยามสแควร์วันยังมาจากแนวคิด Green Innovative อีกด้วย

"จริงๆ คำว่า Green ถูกใช้ในทุกอย่างเลย แต่ว่าคำว่า Green และ Innovation ในที่นี้คือคำว่า Green Innovative มันสามารถใช้ได้กับทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรืออะไร แต่ถ้านำมาใช้ในรูปแบบของภูมิสถาปัตยกรรมเราต้องตีความว่า Green ตัวนี้เราต้องการอะไร เราต้องการให้เกิดความสมดุลของการใช้งานระหว่าง อุปสงค์ (Demand) กับ อุปทาน (Supply) ก็ได้ หรือว่าคนกับสิ่งแวดล้อมคุณอาจจะคิดว่านี่คือเมือง แต่จริงๆ แล้วมันคือระบบนิเวศน์ระบบหนึ่งที่ต้องการความสมดุล เราไม่สามารถมองให้มันเป็นชิ้นหรือมองตัวเราแยกออกมาจากระบบได้ Green Innovative คือการนำสิ่งที่เราคิด ไม่ต้องใหม่ก็ได้นะคะ บางที Future in the Past คือการมองอนาคตในอดีตของเราเพื่อหาทางออกที่สมดุล" คุณกชกร อธิบาย


"พื้นที่ตรงนี้จะมีปัญหา Urban Heat Island มาก คือถ้าคุณมาแถวนี้คุณแทบจะไม่มีผิวสัมผัสอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกเย็น ทุกตึกคายความร้อน ตอนแรกสถาปัตยกรรมชนะประกวดแบบเรียบร้อยเราก็เลยคิดว่า ทำไมหลังคามันต้องแห้งๆ ล่ะ เราไปปลูกหญ้าเป็น Green Roof ได้ไหม ก็ลองนำเสนอผู้ใหญ่ๆ ก็ชอบ เป็นอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม มี Green Roof มีพื้นที่ Landscape ในอาคาร แต่มันก็ยังเป็นห้างสรรพสินค้านะคะ"

อีกหนึ่งโครงการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงปรับปรุงภูมิทัศน์สยามสแควร์ คือโครงการ ศิลป์ สรรค์ สยาม

"เป็นความเคลื่อนไหวหนึ่ง ซึ่งฟังคร่าวๆ อาจจะรู้สึกว่าเป็นงานศิลปะ เวลาเราจะเกริ่นนำปัญหาที่มันซับซ้อนขนาดนี้มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ ใช้สีสัน และใช้สิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสกับจิตใจคนได้โดยตรง ซึ่งนั่นคือภาษาของศิลปะ ซึ่งสยามสแควร์มีศักยภาพ (Potential) เยอะมาก แต่ยังไม่ถูกการเปิดเผยออกมา ศิลป์ สรรค์ สยาม เลยเป็นการนำพื้นที่ผนังหรือโอกาส (Opportunity) ที่จะทำให้เกิดงานศิลปะให้เกิดขึ้น แล้วเราก็จะสร้างรูปแบบของสยามสแควร์ที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์เปิด โดยใช้ศิลปะในสเกลเมืองเข้ามาในสยามสแควร์ อันนี้ก็เป็นจุดเริ่ม" คุณกชกร เล่าให้ฟัง


"ศิลป์ สรรค์ สยาม จริงๆ มีไปแล้วหนึ่งช่วงนะคะ คือเชิญศิลปินค่อนข้างจะแนวหน้าในเรื่องกราฟฟิตี้ (Graffiti) หรือในเชิงจิตรกรรม (Painting) แต่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ (Young Generation) ให้มาเพนท์ 11 จุด โดยที่เรามีโจทย์ให้ว่า Alternative Future of Siam Square ในมุมมองของคุณเป็นอย่างไรบ้าง คุณคิดว่าสยามสแควร์ในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างไร ศิลปินก็จะเต็มที่เลยค่ะ สนุกมาก ได้มา 11 จุด ..เราเริ่มจากจุดที่ค่อนข้างถูกหลงลืมไปในสยามสแควร์ ไม่ว่าจะเป็นทางขึ้นลิโด้ เราเคยมองมันไหมหรือเราอยากจะรีบเดินผ่านให้เร็วที่สุดเพราะมันมืด หรือซอกทางซอย 64 ตรงนั้นเหมือนเป็นจุดที่ถูกลืมเราพลิกอย่างไรให้มันกลายเป็นจุดที่ต้องหยุดมอง มันอาจจะไม่ใช่จุดที่เด่นที่สุดในสยามสแควร์แต่มันจะเป็นจุดที่เป็นกลิ่นอายแบบ เอ๊ะ.. รูปนี้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร"


เหตุผลที่เลือกใช้ศิลปะโดยเฉพาะงานกราฟฟิตี้มาสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ใหม่ให้สยามสแควร์ คุณกชกร อธิบายว่า

"ศิลปะเป็นภาษาสากล ภาษาจักรวาลเลยก็ได้ค่ะ ..เราสามารถสื่อสารโดยที่เราไม่ต้องพูดหรือเขียน เราใช้การดู สองศิลปะมีพลัง สีสันที่เราอยากจะได้เพิ่มจากสยาม สีสันที่มันเริ่มจางไปเรื่อยๆ เราจะเรียกกลับมาได้อย่างไร คิดว่าศิลปะน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายและรวดเร็วในการที่จะเบิกนำไปในสิ่งที่จะตามๆ มา ในการพัฒนาสยามสแควร์.. กราฟฟิตี้จริงๆ แล้วถ้าย้อนกลับไปมันเป็นอาร์ตที่มากับเมือง การเพนท์ที่เกิดขึ้น เราจะไม่รู้จักผู้วาด เขาจะแอบมา (หัวเราะ) แล้วคนตื่นมาตอนเช้าก็จะ.. ทำไมมันเลอะเทอะอย่างนี้ ใครมาทำอะไร แต่ถ้าเราขับรถไปในเมืองดูจริงๆ มีกราฟฟิตี้ฝีมือดีๆ ในกรุงเทพฯ เยอะมากเลยค่ะ ซึ่งบางทีเราบอก ว่ามันไม่เลอะนะ นี่มันเป็นความงามนะ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นรอบสยามสแควร์หมดเลย เหมือนเขาเป็นศิลปะชายขอบที่แทรกตัว ฉะนั้นสยามสแควร์นี่เหมาะมากเลย ไม่ต้องหลบแล้ว มาเต็มที่เลย เปิดพื้นที่ทำให้ศิลปะเกิดขึ้น.. กราฟฟิตี้มันเล่นกับบริบทเมืองได้ดีมาก คือมันจะเล่นว่า เอ๊ะ.. ถ้าตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เคยทิ้งขยะมาก่อน ฉันจะวาดอะไร หรือถ้าตรงนี้เป็นจุดที่คนไม่มอง มันอาจมีรูปเด็กมานั่งร้องไห้ตรงนี้ไหม หรือนั่งกลับหัว คือมันเป็นภาษาศิลปะที่เล่นกับเมืองอยู่แล้ว คิดว่าเหมาะมากและในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับสยามสแควร์อีกแล้ว...


..เด็กรุ่นใหม่ต้องการที่แสดงออก ถ้าสยามเป็นจุดหนึ่งที่มันเกิดวัฒนธรรม (Culture) ว่า ปีหน้าจะมาเพนท์ที่นี่ให้ได้ มันเป็นการพัฒนาศิลปะและมุมมอง และบ้านเราก็มีกราฟฟิตี้มาตั้งแต่สมัยเขียนจิตรกรรมฝาผนังแต่เราเล่นกันในวัด คราวนี้เรามาเล่นกันในเมืองดีกว่า"


ในวันนี้ (17 ก.พ.) โครงการ ศิลป์ สรรค์ สยาม จะเดินหน้าอีกครั้งบนพื้นที่อีก 18 จุดของสยามสแควร์

"ทางผู้ใหญ่เห็นแล้วดีใจขอให้มีอีกเลยเกิดเป็น ศิลป์ สรรค์ สยาม 2 ซึ่งเราโชคดีได้ศิลปินจากต่างชาติมาด้วย และมีศิลปินไทยร่วมมือกัน มีศิลปินที่ทำงานด้านสถาปัตยกรรมไทย คือเราไม่ได้เน้นกราฟฟิตี้นะคะ เป็นนักเขียนภาพประกอบก็มี เปิดพื้นที่ให้คนที่เป็นอาร์ตชายขอบเข้ามาจับจองพื้นที่ในสยามสแควร์ แนวคิดจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่สยามแล้วลองเปลี่ยนสยามสแควร์ให้เป็นมิวเซียมเมือง.. เราจะเปลี่ยนจุดที่คนเดินผ่านในสยามสแควร์ 29 จุดให้กลายเป็นจุดที่คนเดินผ่านแล้วหยุดดู แล้วพินิจพิจารณากับมันว่า เอ๊ะ.. ศิลปินคนนี้ต้องการจะสื่ออะไร แล้วดูว่าฉันชอบอะไรในภาพนี้ มันสะกิดใจอย่างไร จบงานนี้เราจะแจกแผนที่ให้คุณไปเดินดู.. ศิลปินจะเริ่มเข้าพื้นที่วันที่ 17 แล้ววันที่ 21 เราจะมีคล้ายๆ สรุปงานและแถลงข่าว จะเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะทุกอันเสร็จ" รวมถึง 11 ชิ้นอันเก่าด้วยนะคะ "

สยามสแควร์ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา คุณกชกร บอกว่า

"สยามสแควร์เป็นเหมือนกล่องเก็บความทรงจำและทุกคนกลัวว่ามันจะถูกเปลี่ยนไป ถามว่ามันไม่เปลี่ยนได้ไหม มันก็ไม่ได้นะ เราน่าจะมาช่วยกันคิดมากกว่าว่าเราจะเปลี่ยนอย่างไรให้กล่องที่เราเก็บความทรงจำของคนเมืองเอาไว้นี้มันยังคงคาแรคเตอร์นี้ในรูปแบบใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นสุดท้ายมันจะกลายเป็นคนแก่ที่พยายามเด็ก (หัวเราะ) สยามสแควร์จะกลายเป็นเหมือน ว้าย.. ตายแล้ว.. แก่เชียวแต่แต่งตัวซะเด็ก มันปฏิเสธการพัฒนาไม่ได้"


ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและกำหนดรูปร่างหน้าตาของสยามสแควร์ในอนาคต

"จริงๆ มีข้อสรุปร่วมกันในจุดหนึ่งที่เราคิดว่าสยามสแควร์น่าจะเป็น 'ผู้ให้' เป็น Generator คือมันให้เรามานานแล้วแต่เราลองมาทำให้ชัดเจนว่ามันให้อะไรเราบ้าง เลยลองแบ่งกิ่งก้านของสาขา คุยกับทางทีมผู้บริหารและผู้ทำงานในสยามสแควร์เอง.. เราตั้งคำถามก่อนว่า สยามสแควร์จะให้อะไรให้กับเมืองได้? ให้พื้นที่สีเขียวได้ไหม? 63 ไร่ ให้ได้อยู่แล้ว ให้ทางสังคมได้ไหม? ตอนนี้ที่มีแต่พื้นที่ให้รถ เป็นไปได้ไหมที่เป็นพื้นที่กิจกรรมเมือง ปั่นจักรยานในสยามสแควร์ได้ไหม? เสาร์อาทิตย์พาลูกมาที่สยามสแควร์ได้ไหม? อันนี้เป็นคำถามที่เราพยายามสร้างเป็นรูปธรรม ซึ่งแน่นอนคำตอบของทีมบอกว่าได้"

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา

"มันจะใช้เวลาระยะหนึ่งเลยล่ะค่ะ การเปลี่ยนแปลงมันไม่สามารถทำได้ทันทีเหมือนทำสวนบ้าน ทำรีสอร์ท ต้องค่อยๆ ทำเพราะโครงการใหญ่หรือเมือง เราต้องดูช่วงระยะ (Phasing) ของการพัฒนา แนวโน้ม การสัญจร อนาคตบีทีเอส จะมีสกายวอร์ค มีอะไรแบบนี้ ต้องศึกษาไปให้ครอบคลุม แต่ที่เราตั้งเอาไว้คือจากนี้ไปภายในสามปีเราจะค่อยๆ พัฒนา ลำดับต่อไปที่พยายามจะผลักดันกับทีมคือ จุดเชื่อมของคนพิการ คนพิการมาจากบีทีเอสเข้าสยามอย่างไร หรือน่าจะมีทางเดินเท้ามากขึ้น ปรับที่จอดรถให้น้อยลง.. จุดเชื่อมที่เราเดินๆ กัน ให้มีทางลาดคนพิการ.. เป็นอีกขั้นต่อไปที่อยากจะเห็น"

หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น 'กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ' คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk