กู้วิกฤติ นาทีชีวิต

กู้วิกฤติ นาทีชีวิต

เกิดอะไรขึ้นระหว่างนาทีแห่งความเป็นความตาย จุดประกายชวนสำรวจเบื้องหลังปฏิบัติการยื้อชีวิต การทำงานของทีมกู้ชีพฉุกเฉิน ศูนย์กู้ชีพ "นเรนทร"

เสียงแผดแหลมกังวานขึ้นภายในห้องพักเจ้าหน้าที่กู้ชีพ!!

ดิเรก บุญเส็ง และ มนต์ชัย อิ่มใจจิตต์ เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีขาว ติดอาร์มที่หัวไหล่เขียนว่า 'AMBULANCE' ก็พากันวิ่งออกจากห้องพักเพื่อเตรียมประจำการบนรถฉุกเฉินในทันที

อีกด้าน...

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินอย่าง นพ.จิรพงษ์ ศุภเสาวภาคย์ พร้อมด้วยพยาบาล ก็วิ่งมาถึงรถในเวลาไล่เลี่ยกัน

ในขณะนั้น สุกัญญา เดชขุน ผู้เป็นคนกดออดฉุกเฉิน ในฐานะเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ก็ยังทำการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คำแนะนำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมอัพเดทอาการผู้ป่วย และสอบถามเส้นทางอย่างละเอียดอีกครั้ง

หากเป็นภาพยนตร์ ทั้งหมดนี้ ก็คือ ตัวละครเอก ซึ่งประจำในทีมกู้ชีพฉุกเฉิน (Emergency Medical Technician - EMT) ศูนย์กู้ชีพ "นเรนทร" โรงพยาบาลราชวิถี

"ล้อหมุนออกจากโรงพยาบาลภายใน 2 นาที และจะต้องไปให้ถึงที่เกิดเหตุให้ได้ภายใน 10 -15 นาทีครับ" มนต์ชัย อิ่มใจจิตต์ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ประจำศูนย์กู้ชีพ "นเรนทร" โรงพยาบาลราชวิถี เอ่ยถึงมาตรฐานการปฏิบัติงาน

ว่ากันตามจริง ต้องถือว่า ยังไม่ 'ดีที่สุด' เพราะเซลล์สมองของคนเราสามารถทนต่อการขาดออกซิเจนได้ประมาณ 4 นาทีเท่านั้น หากปล่อยไว้นานกว่านี้ จะทำให้เซลล์สมองเสียหายได้ ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่าอย่างยิ่ง

ทว่า "เส้นตาย 4 นาที" ถือเป็นเป้าหมายที่แทบจะเกินเอื้อมอย่างมาก สำหรับทีมกู้ชีพบ้านเราที่จะสามารถเดินทางไปช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทัน และยังเป็นเส้นตายในฝันแม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา

นั่นจึงเป็นที่มาของการสร้างระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Service System - EMS) ซึ่งใช้ในประเทศไทยมาได้เกือบ 20 ปี

  • ด่วนอย่างมีคุณภาพ

ถึงแม้ว่า EMS จะเป็นตัวย่อของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ‘ความเร็ว’ จะเป็นเป้าหมายเดียวของงานด้านนี้

บ่อยครั้งที่ทีมกู้ชีพฉุกเฉินจะต้องเจอบรรยากาศกดดัน เปี่ยมด้วยรังสีความไม่พอใจของญาติผู้ป่วย กระทั่งไทยมุงที่ไม่ได้แค่มุง แต่ยังบริหารปาก ออกความเห็นต่างๆ นานา ในเชิงต่อว่า ทำงานช้า ไม่ทันใจ ไม่ยอมขนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเสียที

เนื่องจากในทางปฏิบัติ ทีมกู้ชีพจะต้องรักษาผู้ป่วยให้มีอาการ 'คงที่' เสียก่อนตั้งแต่ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ให้ไปแย่ระหว่างทาง แล้วจึงทำการส่งต่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลที่เหมาะสมต่อไป

แต่ในหลายครั้ง หลายๆ เคส ก็ยังมีคนไม่เข้าใจ และมองว่า นี่คือการไม่ใส่ใจในชีวิต ความเป็นไปของผู้ป่วย

"เมื่อมีการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินเข้ามาที่ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ ขั้นตอนต่อมา คือ พิจารณาความเร่งด่วนหรือจำเป็นที่จะต้องส่งรถพยาบาลออกไปหรือไม่ และถ้าจะส่ง ก็ต้องคิดต่อว่า จะไปถึงที่ได้เร็วที่สุดได้อย่างไร จากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการดูแลที่เหมาะสม จนถึงการนำตัวส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมกับอาการด้วย" นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา หัวหน้าทีมแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชวิถี อธิบายถึงขั้นตอนการปฏิบัติงาน ที่ต้องเป็นไปตามหลักการ แม้จะขัดใจญาติผู้ป่วยหรือผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็ตาม

สำหรับศูนย์กู้ชีพนเรนทร สังกัดโรงพยาบาลราชวิถี ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่รวมแล้วประมาณ 30 ชีวิตที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนประจำการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมออกทำงานช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในพื้นที่โซน 8 ของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมเขตราชเทวี พญาไท ดินแดง ห้วยขวาง บางกะปิ และ ลาดพร้าว

ส่งรถออกไปให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยราว 1,200 เคสต่อปี ซึ่งหากนำมาหารเฉลี่ยต่อวันแล้วอาจดูเป็นตัวเลขไม่สูงมาก แต่นั่นก็เนื่องจากระบบการจัดการบนหลักการคือ "นำรถออกเมื่อจำเป็น"

งานกู้ชีพของศูนย์นเรนทรจะไม่เน้นปริมาณ แต่ต้องเน้นที่ความพร้อมของการออกรถ ในทุกๆ ครั้งมีทีมหลักอยู่ 1 ทีม ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน, พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่กู้ชีพซึ่งผ่านการอบรมเวชกรฉุกเฉินอีก 2 คนพร้อมอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ เหมือนกันกับในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ซึ่งทีมนี้จะออกไปเมื่อมีเคสที่หนัก และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง

ส่วนคนไข้ที่อาการไม่หนักมาก ทางศูนย์ฯ จะมีทีมสำรองอีก 2 ทีม ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพระดับ 'เวชกรฉุกเฉิน' จำนวน 2 คนพร้อมออกช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีก็จะส่งทีมอาสาจากมูลนิธิต่างๆ เข้าไปช่วย ซึ่งทีมอาสาเหล่านี้ได้ผ่านการอบรมเบื้องต้นในฐานะ 'บุคลากรด่านหน้า' มาแล้ว โดยสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยทั้งหมดจะทำงานประสานกันตามความหนัก-เบาของเคส

  • สำคัญที่ระบบ

จากยุคที่ข่าวมูลนิธิกู้ภัยชื่อดังต่อยกันเพื่อแย่งศพจนตกเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทำเอาฉาวไปทั้งวงการ กอรปกับภาพลักษณ์ของงานกู้ชีพในระยะนั้น ยังไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ จนแทบจะบอกได้ว่าหน้าที่หลักคือเก็บศพเสียมากกว่าการช่วยชีวิตคน

ราวปีพ.ศ. 2538 เมื่อโรงพยาบาลราชวิถี ได้เริ่มต้นวางระบบบริการรักษาพยาบาลฉุกเฉินแก่ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในชื่อว่า หน่วยกู้ชีพ 'นเรนทร' พร้อมทั้งได้ชักชวนอาสากู้ภัยจากมูลนิธิต่างๆ มาร่วมอบรมการกู้ชีพอย่างถูกต้อง เพื่อการทำงานอย่างเป็นระบบไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นแบบงานกู้ชีพฉุกเฉินของประเทศไทยในเวลาต่อมา

ดิเรก บุญเส็ง คือหนึ่งในเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ผู้ผ่านงานเก็บ ‘ศพ’ มานักต่อนัก และสามารถยกระดับขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพผู้ผ่านงานกู้ชีพอย่างมี ‘มาตรฐาน’ จากการเข้าคอร์สติวเข้มกู้ชีพขั้นสูง จนสามารถช่วยชีวิตคนเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ และย้ายสังกัดมาร่วมงานกู้ชีพกับศูนย์นเรนทรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คอร์สอบรมอาสากู้ภัยอย่างที่ดิเรกเรียนมานั้นเป็นหลักสูตรอบรม 110 ชั่วโมง สำหรับการเป็น 'เวชกรฉุกเฉิน' มีความสามารถในระดับสูงกว่า 'บุคลากรด่านหน้า' (อบรม 20 ชั่วโมง) ซึ่งอาศัยการเคลื่อนที่เร็ว คล่องตัว เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้ในระยะเวลารวดเร็ว และสามารถให้ข้อมูล สังเกตอาการผู้ป่วยในเบื้องต้นได้ ทำการช่วยชีวิตเบื้องต้นโดยการทำ CPR ได้

สำหรับเวชกรฉุกเฉินอย่างดิเรก จะได้รับการปูพื้นฐานทางด้านการแพทย์ด้านกายวิภาค และศึกษาระบบต่างๆ ในร่างกาย มีการอบรมการช่วยเหลือต่างๆ ที่กระทำภายนอกร่างกาย รวมทั้งการช่วยทำคลอด และทราบขั้นตอนของ EMT-I หรือ Paramedic ในการทำการช่วยเหลือเชิงรุก รวมทั้งมีการฝึกภาคปฏิบัติในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลภายใต้การกำกับของแพทย์และพยาบาล

ความหนักเบาของเคสเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะส่งทีมไหนออกปฏิบัติการ ผ่านการสังเคราะห์เคสโดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์รับแจ้งเหตุ อย่าง สุกัญญา เดชขุน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการซึ่งประจำทีมกู้ชีพนเรนทรมาตั้งแต่ต้น โดยมีสองคำถามสำคัญที่จะใช้เป็นตัวตัดสินความหนัก-เบา หนึ่งคือ ผู้ป่วยยังมีสติรู้ตัวอยู่หรือไม่ และสอง คือ ผู้ป่วยยังคงหายใจหรือเปล่า

หากทั้งสองคำตอบคือ 'ไม่' ออดฉุกเฉินจะทำงานทันที พร้อมกันนั้น สุกัญญา จะแนะนำวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ปลายสาย และซักถามอาการเพิ่มเติมเพื่อให้ทีมแพทย์เตรียมการรักษา ก่อนจะส่งต่อยังผู้ร่วมทีมอย่าง ว่าที่ร้อยตรีเจตศักดิ์ดา สงพัฒน์แก้ว และดุสิต พันวิสัย ทำการสอบถามเส้นทางการเดินทาง จุดสังเกตอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมเปิดโปรแกรมกูเกิล แม็พ ตรวจสอบเส้นทางควบคู่ไปด้วย เพื่อที่ทีมกู้ชีพจะสามารถเดินทางไปถึงได้โดยเร็วที่สุด

  • เพาะองค์ความรู้

ย้อนกลับไปถึงนาทีชีวิต สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งจะต้องได้รับการทำ CPR ภายใน 4 นาทีนั้น นพ.จิรพงษ์ ศุภเสาวภาคย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์กู้ชีพนเรนทร รพ.ราชวิถี เอ่ยว่า ในความเป็นจริงนั้นมีอยู่น้อยมาก

"ต่อให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังหายากที่จะไปได้เร็วขนาดนั้น เราพบว่า การช่วยชีวิตคนไข้ที่มีอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันอยู่ที่เมืองซีแอทเทิล ไม่ใช่เพราะทีมกู้ชีพสามารถเดินทางไปถึงได้ทัน แต่เขาพัฒนาให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ สามารถลงมือช่วยเหลือคนไข้ได้ต่างหาก" นพ.จิรพงษ์ อธิบาย

ประเด็นสำคัญที่อยากให้ประชาชนทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกันคือ รู้ว่า "ความหนัก" อยู่ในระดับใด

โดยเฉพาะสองคำถามสำคัญ คือ 'คนไข้ยังมีสติหรือไม่' หากเขย่าไหล่ และเรียกเสียงดังๆ แล้ว คนไข้ยังไม่ตอบสนอง ให้ถือว่า 'หมดสติ' สามารถเรียกขอความช่วยเหลือได้เลย

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือให้ดูว่า 'คนไข้ยังหายใจอยู่หรือเปล่า' ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจชีพจร แต่ให้ดูที่หน้าอกว่ายังเขยื้อนหรือไม่ หรือในบางกรณีคนไข้หายใจเฮือก บางคนเรียกว่าหายใจพะงาบๆ หรือในทางเทคนิคคือ 'หายใจหิวอากาศ' นั้น ในทางการแพทย์ถือว่า เป็นการหายใจที่เทียบเท่าการไม่ได้หายใจ

"เกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ตอบว่า 'คนไข้หายใจแผ่วเบา' แต่เมื่อมาตรวจจริงๆ พบว่า คนไข้หยุดหายใจไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนไข้เสียโอกาสที่จะรอดชีวิต เนื่องจากหากคำตอบคือ 'คนไข้ไม่หายใจแล้ว' ปฏิบัติการกู้ชีพจะต้องเริ่มต้นขึ้นทันที ถึงแม้ว่า เจ้าหน้าที่จะยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ที่ประจำการที่อยู่ในสายโทรศัพท์จะสั่งการให้ญาติคนไข้ หรือผู้ที่โทรมาแจ้งเหตุทำการกู้ชีพเบื้องต้น (CPR) ปั๊มหัวใจให้กับคนไข้จนกว่าทีมกู้ชีพจะไปถึง

ปัญหาสำคัญ ที่เราพบอยู่ตอนนี้ จึงอยู่ตรงที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนทราบว่า อาการประเภทไหน จึงจะต้องได้รับการช่วยเหลือโดยด่วน และสร้างองค์ความรู้ในการช่วยเหลือให้กับประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขอย้ำกับผู้ที่หวังดีเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยหรือคนเจ็บ โดยเฉพาะในเคสที่เป็นอุบัติเหตุ หากไม่มั่นใจ ก็ให้รอเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยเหลือดีที่สุด" หมอจิรพงษ์ เอ่ย

ก่อนจะถูกเสริมด้วยความในใจจากมือเก๋าอย่างดิเรก ที่ย้ำว่า

"ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ไป แต่ขอให้แจ้งข้อมูลที่ตรงความเป็นจริง ทางศูนย์ฯ ก็จะสามารถส่งทีมที่เหมาะสมกับเคสนั้นๆ ไปรับได้ โดยไม่ทำให้เคสที่ฉุกเฉินจริงๆ ต้องเสียโอกาสไป" ดิเรก เอ่ย

เพราะคนเรามีเพียงชีวิตเดียว ทีมกู้ชีพฯ จึงยอมที่จะไปมากกว่าความจำเป็น ดีกว่าไปน้อยกว่าความจำเป็น

(หมายเหตุ : ชมคลิปการทำ CPR ได้ที่ http://youtu.be/7hNQbTajaVg)