Silver Linings Playbook เธอคงไม่เต้นรำอย่างเดียวดาย

Silver Linings Playbook เธอคงไม่เต้นรำอย่างเดียวดาย

นันทขว้าง สิรสุนทร เขียนถึงหนังล่าสุดของ เดวิด โอ รัสเซลส์


ถ้าจะว่ากันจริงๆ ก็มีหนังอยู่ไม่น้อย ที่ “ชื่อเรื่อง” ของมันได้ทำหน้าที่เสมือนลายแทงบางอย่างไปสู่ความคิดหลักของเนื้อหา กรณีของ Silver Linings Playbook แม้จะไม่ได้ลุ่มลึกแบบ Amadeus (ที่ตีความได้ถึงรหัส A mad of US) หรือซับซ้อนอย่าง Ameracan Beauty (ที่ชื่อสกุล Burnham มีคำว่า Human ซ่อนอยู่) ก็จริง

แต่มันคือการบอกโดยนัย ถึงแสงสว่างแห่งความหวัง หรือประกายนิดน้อยที่ค่อยๆ สว่างขึ้นในความมืดมนหลังใครสักคนตกอยู่ในด้านที่อับเฉายาวนาน มิหนำซ้ำ เจ้าความมืดมนอับเฉาที่ว่านี้ หลายครั้งมันเกิดมาจากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่บวกซ้ำกับความบกพร่องเพี้ยนบ้าของคนในครอบครัว จนถาโถมเป็นกดดันและจิตแตก !

ถ้าสมมติฐานเป็นแบบนี้ Silver Linings Playbook ก็เป็นเพื่อนใน “ค่ายเดียว” กับ Little Miss Sunshine และ The Fighter

นิตยสาร Sight & Sound เมื่อปีที่แล้วบอกว่า หนังเรื่องนี้ของ เดวิด โอ รัสเซลส์ สร้างมาจากประสบการณ์ในชีวิตส่วนตัวด้านหนึ่งของผู้กำกับเอง ผมเข้าใจว่าตัวละครอย่าง “แพท”(แบรดลีย์ คูเปอร์) จึงมีส่วนผสมในตัวคนทำหนังด้วย (เหมือนที่เราเคยได้สัมผัสมาแล้วจาก The Fighter เมื่อ 3 ปีที่แล้ว)

“แพท” เพิ่งออกจากสถานรักษาผู้ป่วยแต่ยังถูกควบคุมตัว เพราะในอดีตคงก่ออะไรไว้มากจนคนทั่วไปหวาดกลัว เขาเป็นโรคบุคลิกแปรปรวน เดี๋ยวนี้เดี๋ยวร้าย และคนดูก็ได้รู้ว่ามันมีที่มาจากความสัมพันธ์นอกใจของคนรักในวันเก่าก่อน

สิ่งที่ตามกวนใจ แพท คือเรื่องนี้ แต่เรื่องที่ตามกดดันเขาต่อเนื่องก็คือ อาการบ้าๆ บอๆ เพี้ยนๆ พอกันของคนในบ้าน พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง คนที่อยู่ในบุคลิกแบบนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง การระเบิดสติแตกและลงมือทำอะไรแย่ๆ อีก ไม่ใช่เรื่องเกิดขึ้นยาก

“แพท” จึงไม่ต่างอะไรจากตัวละครที่แสนคับแค้นในวรรณกรรม The Grapes of Wrath หรือยิ่งกว่ามืดมนกว่าแคแรคเตอร์ในงานเขียนของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่เขาบ่นถึงต้นเรื่อง (แถมมั่วนิ่ม อ้างไปมาจนเข้าใจเสียเองว่า มันคืองานเขียนของนักเขียนชื่อนั้น ทั้งที่ความจริง The Grapes of Wrath เป็นหนังสือของ จอห์น สไตน์เบ็ค)

มีด้านที่เกี่ยวโยงกันอยู่เหมือนกันระหว่าง แพท กับ The Grapes of Wrath เพราะเขาถูก “ขับไล่” ออกจาก “พื้นที่ส่วนตัว” เหมือนในหนังสือ เช่นต้องถูกจองจำขาดอิสระ, ครอบครัวเพื่อนบ้านไม่ยอมรับ (ขณะที่ในวรรณกรรม ตัวละครถูกขับไล่ออกจากที่ดินตัวเอง)

ท่ามกลางชีวิตที่เปราะบางและอ่อนไหว เหมือนลอยคว้างอยู่กลางทะเลมืด แพท รู้จักกับ ทิฟฟานี (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ผู้หญิงที่ชีวิต “ตกแตก” แถมกระจัดกระจาย เกินกว่าจะเก็บกวาด

เธอเละเทะฟอนเฟะ นอนกับผู้ชายแทบทุกคน(อย่างน้อยก็ในออฟฟิศ) พฤติกรรมของเธอ ถ้าตัดสินอย่างหยาบๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากอีตัว แต่ผู้ชายที่มีสายตาละเอียดอ่อนแบบ แพท เรื่องแบบนี้ของ ทิฟฟานี ต้องมีที่มา(อย่างน่าเห็นใจ)

บทหนังวางตัวละครอย่าง แพท กับ ทิฟฟานี ให้เป็น “คนนอก” ของสังคมอย่างชัดเจน และรับใช้พล็อตเรื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุด (โดยเฉพาะผลทางดราม่าในตออนท้าย) ทั้งสองคนผลัดกัน “ถ่ายเทน้ำหนัก” ต่อกัน เช่น แพท ให้ความเข้าใจต่อความหลังของเธอ เหมือนที่ ทิฟฟานี เสนอ “การเต้นรำ” บำบัดและซ่อมแซมหัวใจที่ชำรุดของเขา

การเต้นรำแม้ไม่สมบูรณ์ในท่วงท่า แต่มันสวยงาม เพราะได้เต้นกับเธอ

และถ้าการดื่มไวน์คือวิธีเกี้ยวพาราสี การเต้นรำก็คือการเล้าโลมแห่งชีวิต

เทียบกับงานต่างๆ ของผู้กำกับ โอ รัสเซลส์ แล้ว Silver Linings Playbook มีแพคเกจจิ้งและเนื้อในใกล้กับ The Fighter มากที่สุด แต่ดูง่ายกว่า เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้มากกว่า และเร้นซ่อนนัยยะเหมือนกันจากชื่อเรื่อง (เพราะคำว่า the fighter ก็ไม่ได้หมายถึงนักมวยในหนัง แต่มีนัยถึงพี่ชายของเขาที่อยู่ข้างเวที)

หนังเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่การใช้แบบแผนเล่าเรื่องเกือบจะตายตัว จุดเน้นจุดคลายถูกดีไซน์ชัดเจนจนเป็นสูตรสำเร็จ และเดาไม่ยากนัก สินค้าคือเรื่องของ loser และเมื่อวางขาย มันคือเสียงตะโกนของ underdog ที่โรงงานฮอลลีวู้ดผลิตออกมาวางขายทุกปี

แต่มีอยู่ 3 อย่างที่ผมชอบมาก อย่างแรกคือ ดนตรีประกอบ ที่แบ่งธีมชัดเจน และเล่าเรื่อง อารมณ์ ของหนังได้อย่างคงเส้นคงวา อย่างที่สองคือ การแสดงของ เจนนิเฟอร์ ในบท ทิฟฟานี เธอเล่นเป็นแคแรคเตอร์ปิดที่เชื่อมั่นในบทแบบนี้ และอย่างสุดท้ายคือ การแบ่งระยะของภาพ มีทั้งระยะของภาพที่บ่งบอกถึงการเป็นโลกส่วนตัว, บอกถึงการถูกตัดจากโลกกระแสหลัก และการรวมพลังเพื่อกอบกู้ตัวตนในท้ายที่สุด

อีกอย่างหนึ่งที่หนังนำมาเล่นด้วยคือ “สีของเสื้อผ้า” ที่แตกต่างก่อนค่อยๆกลมกลืน มาเป็นขาวกับขาวในตอนท้าย (ซึ่งหนังกลุ่มนี้ สีมักถูกใช้อย่างสำคัญ เช่นหนังในกลุ่มเดียวกันเรื่อง little miss sunshine รถตู้ก็ถูกเจตนาให้เป็น “สีเหลือง”)

Silver Linings Playbook เป็นหนังสนุกใช้ได้ และถ้าไม่เอาแต่กักขังตัวเอง ด้วยการต้องนิยม ดูหนังแบบเดียวซ้ำซากไปมา วาเลนไทน์นี้ การดูหนังเรื่องนี้กับคนรัก(กระทั่งคู่ชีวิต) ก็น่าจะดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ (ซึ่งจะว่าไป บางเรื่องเป็นหนัง hit head and in home เอ๊ย hit and run ตีหัวเข้าบ้าน – ฮา)

ส่วนออสการ์สาขา “หนังเยี่ยม” มีคนถามหน้าโรงว่า จะได้มั้ย ผมก็ตอบแบบจริงใจ ไม่ตอแหลว่า โอกาสนั้น มีเท่าๆ กับที่ลิเวอร์พูลจะได้แชมป์ “พรีเมียร์ลีก” นั่นแหละ คือเป็น 0 %

แต่เรื่องรางวัลนั้น บางช่วงของชีวิต มันไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ในส่วนแรกๆ ของวัน

ระหว่าง ”ตุ๊กตาทอง” กับ “ตัวเธอ” ฉันปรารถนาให้เธอมาอยู่ในบ้านทุกวันมากกว่า

เหมือนการแต่งงาน – ที่ฉันปรารถนาการมี “คู่ชีวิต” ซึ่งเดินทางไกลกว่าสถานะ “สามีภรรยา”.