กรีนทั้งตัวและหัวใจ 'จิรายุ ตุลยานนท์'

กรีนทั้งตัวและหัวใจ 'จิรายุ ตุลยานนท์'

สงบ สวย สะอาด และสะดวกสบาย คงเป็นคำนิยามของโรงแรมหรือที่พักที่หลายคนใฝ่ฝันถึง

แน่นอนว่าที่พักแบบนั้นมีหลากหลายแห่งให้เลือก แต่ถ้าเพิ่มการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานเข้าไปด้วยคงมีไม่กี่แห่ง และคนที่เสกปั้นให้สถานที่แบบนั้นมีอยู่จริงก็คงมีไม่กี่คน

หนึ่งในไม่กี่คนที่ว่าก็คือ โจ้-จิรายุ ตุลยานนท์ เจ้าของโรงแรมเก๋ไก๋กรุ่นกลิ่นไอธรรมชาติอย่าง บางกอก ทรี เฮ้าส์ ( Bangkok Tree House) เขาคนนี้เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวยง บุคลิกสะท้อนออกมาชัดเจนผ่านผลงานโรงแรมสีเขียวแห่งนี้ที่เรียกได้ว่ากรีนตั้งแต่ภายในสู่ภายนอกเลยทีเดียว

"ถ้าสามารถที่จะล้างกระดานความคิดเดิมๆ แล้วมาทำโรงแรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มันก็น่าจะดี" เขาเปรยอย่างอารมณ์ดี

นอกจากจะมีใจรักษ์ธรรมชาติแล้ว เขายังมีไอเดียบรรเจิดในการใช้ชีวิตประจำวันให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติได้อย่างน่าอภิรมย์

- จุดเริ่มต้นของการทำกรีนโฮเทลอย่างเต็มรูปแบบ เป็นมาอย่างไร

ผมจบมาทางสายการฑูตแต่สนใจทำธุรกิจโรงแรม เริ่มจากที่บ้านคุณแม่มีโรงแรมเล็กๆ อยู่โรงแรมหนึ่งอยู่แถวราชดำเนิน อันนั้นเราเปิดมาด้วยกันประมาณ 8 ปีที่แล้ว จากตรงนั้นเราเห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมโรงแรมค่อนข้างจะสิ้นเปลืองพลังงาน ยกตัวอย่าง ล็อบบี้ก็ต้องเปิดแอร์ไว้ 24 ชม. ห้องนอนต้องมีอ่างอาบน้ำ บางทีแอร์ก็ไหลไปทางเดิน ไปห้องน้ำ หนึ่งมันด้วยความเคยชิน แต่สองมันเป็นเพราะว่าเราไม่ได้มีโอกาสที่จะมาลองคิดใหม่ว่า ถ้าจะทำโรงแรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำยังไง ก็เลยคิดว่าถ้ามีตังค์เก็บจากโรงแรมที่แรก แล้วอยากจะทำที่ใหม่ จะทำอย่างไรให้โรงแรมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ในฐานะที่เราทำอันแรกแล้วเรารู้ว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลือง ก็เลยมาทำโรงแรมนี้กัน

คราวนี้จะมาทำโรงแรมกรีนใจกลางกรุงเทพฯ รอบๆ เป็นโรงงาน แล้วมีโรงแรมสีเขียวผุดมาตรงกลางบอกว่าตัวเองเขียว มันหลุดเกินไปจนเรียกว่าเสแสร้งไปเลยก็ได้ ก็เลยต้องมาหาที่ที่สภาพแวดล้อมมันเอื้ออำนวย ซึ่งตอนแรกคิดแค่ว่าอยากจะให้มันเอื้ออำนวย แต่พอมาลองดูแล้ว จริงๆ มันก็ เหมาะสมมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างแลนสเคปเราไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมเลย พื้นที่รอบข้างตรงนี้ถ้าต้องไปเนรมิตให้อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เชื่้อว่าต้องใช้เงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อที่จะเนรมิตป่าต้นจากขึ้นมา แต่ตรงนี้เราไม่ต้องทำอะไรเลย ลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาก็พัดเข้ามาทั้งวัน ไม่ต้องใช้แอร์หรือพัดลม เหมือนกับว่าถ้าคุณอยากจะทำอะไรให้มันได้คอนเซ็ปท์ของกรีนจริงๆ คุณก็ไม่ควรที่จะเนรมิตมันแต่คุณควรจะหาสถานที่ที่มันเหมาะแล้วเอาสิ่งนี้ไปตั้ง

- มาเจอที่ดินตรงนี่้ได้อย่างไร

ผมขี่จักรยานมาเจอ เป็นคนชอบขี่จักรยาน แล้วพอดีว่าก็หาข้อมูล อ่านหนังสืออยู่เรื่อยๆ ซึ่งมันตลกมาก คือเราอ่านเจอในนิตยสารไทม์ ฉบับพฤษภาคม 2549 เขาลงเนื้อหาว่าพื้นที่กระเพาะหมูตรงนี้เป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองใหญ่ที่น่าค้นพบที่สุดในเอเชีย ซึ่งมันยิ่งใหญ่มาก เราก็เฮ้ย ไม่เคยรู้เลยว่ากรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่ตรงนี้อยู่ ตอนนั้นผมยังไม่เคยมาบางน้ำผึ้งเลยด้วยซ้ำ ผมยังไม่เคยมาฝั่งนี้ของแม่น้ำเจ้าพระยา เราเลยรู้สึกว่าคนเมืองใหญ่โลกแคบ และคิดว่าโลกของเรามันอยู่ที่นั่นและไม่น่าจะมีอะไรอยู่รอบนอก มันเป็นความใจแคบของคนเมืองใหญ่ นึกว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักราวาล มีสยามพารากอน แล้วนอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว แต่พอมาเจอตรงนี้ รู้สึกว่ามันใช่ พอเห็นแล้วชอบและคิดว่าคนอื่นก็น่าจะชอบเหมือนเรา

- เป็นคนชอบแนวกรีนแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว?

ใช่ ออกแนวสุดขั้วด้วยซ้ำ คนอื่นเวลาแก่ตัวลงเขามักจะเข้าหาศาสนา แต่ผมคิดว่าธรรมชาติมันก็ให้อะไรเยอะเหมือนกัน ธรรมชาติสอนให้เรามีสติ ใช้ชีวิตแบบช้าๆ อย่าไปเร่งรีบอะไร อย่างถ้าจะปลูกต้นไม้คุณสามารถเอาต้นไม้โตต้นหนึ่งมาวางเลยก็ได้ แต่ว่ามันจะเติบโตได้มั่นคงเท่าต้นที่ปลูกจากเมล็ดหรือเปล่าก็คงไม่ ผมว่าธรรมชาติมันสอนอะไรอย่างนี้ แล้วผมก็ชอบทดลองอะไรที่เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างจะสุดขั้ว อย่างเช่น ผมเคยทดลองเอากากของเสียจากคนมาหมักทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ก็ปรากฎว่ามันใช้ได้ดีนะ คนที่รู้อาจจะแหยะๆ แต่อันนี้ผมลองทำเองที่บ้าน มีทดลองเอาใส่เดือนมาใช้ให้กระบวนการหมักมันเร็วขึ้น แต่พอแต่งงานปุ๊บ ภรรยาก็ยี้(หัวเราะ) แต่ผมก็จะมีมุมส่วนตัวของผมอยู่ส่วนหนึ่งของบ้าน หรือตอนที่จะสร้างเรือนหอ ตอนแรกผมอยากสร้างด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เพราะมันแข็งแรงมาก มันทำด้วยเหล็กที่คุณภาพดีที่สุดเพราะฉะนั้นถ้าเอามาทำเป็นบ้านนี่เยี่ยมเลย ผมก็วาดภาพว่าบางตู้มาทำเป็นบ้าน บางตู้มาฝังลงดินเติมน้ำเข้าไปก็กลายเป็นสระว่ายน้ำ แต่พอเจอภรรยาก็ต้องพับแผนไป

- แสดงว่าที่บางกอก ทรี เฮ้าส์ เป็นเหมือนที่ระเบิดไอเดียของคุณเลย?

ถูกต้อง ภรรยาไม่ค่อยมาที่นี่ครับ เราอยากทำอะไรเราก็ทำไป คือจะทำให้มันสุดขั้วก็อยากทำนะ เพราะว่าเทคโนโลยีที่มันประเสริฐสุด มันเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด อย่างเช่นที่บ้านผม ผมจะเอาสายยางฉีดน้ำไปขดอยู่ข้างบนหลังคาให้มันร้อน พอเปิดน้ำเราก็จะได้น้ำร้อนลงมา สายยางตากแดดทั้งวัน แต่ปัญหาคือหลังจาก 6 โมงเย็นน้ำมันจะเริ่มเย็นแล้ว คุณก็ต้องใช้ชีวิตตามธรรมชาติคือมีพระอาทิตย์น้ำมันก็อุ่น แต่ถ้าพระอาทิตย์ตกไปน้ำก็เริ่มเย็น คืออยากทำโรงแรมที่ไม่ได้เอาใจลูกค้า แต่เอาใจธรรมชาติอย่างนั้นจริงๆ มันก็น่าจะมีโรงแรมสักโรงแรมที่มันสุดขั้วไปเลย ไม่ง้อใคร คุณต้องดิบจริงๆ ถึงจะมาอยู่ได้

- แล้วไอเดียในการออกแบบที่นี่ เป็นอย่างไร

มันเริ่มจากคำว่า Bangkok Tree House คือจะมีหลังหนึ่งที่เราทำเป็นบ้านบนต้นไม้จริงๆ แต่สามเดือนก่อนจะเปิดโรงแรม ต้นไม้ที่ควรจะรับบ้านหลังนั้นมันล้ม ก็เลยเหลือแค่เป็นห้องกลางแจ้ง เพราะโครงสร้างมันสร้างไว้เสร็จแล้ว ถามว่ามันทำให้แผนเราเปลี่ยนมั้ย ก็ไม่นะครับ เพราะว่าธรรมชาติเราไปฝืนไม่ได้ เขาให้อะไรมาเราก็ต้องตามนั้น เพราะฉะนั้นเลยเปลี่ยนเป็นวิวที่มีห้อง หรือ view with a room อีกอย่างที่อยากจะทำคือ อยากจะทำให้การเดินทางโดยรถยนต์ค่อนข้างลำบาก เราก็เลยหาที่ที่รถเข้าไม่ถึง เน้นให้มาทางอื่น อยากจะให้เขามาทางเรือเพื่อจะได้ใช้บริการของขนส่งมวลชน หรือมาเรือเล็กจะได้สนับสนุนชาวบ้านที่เขามีอาชีพอยู่แถบนี้ อยากจะเปลี่ยนทัศนคติในการใช้รถ หรือถ้าขี่จักรยานมาคุณก็มาถึงเลย

ส่วนพื้นที่รอบๆ เช่น กำแพงที่ทำจากปล้องไผ่ตรงนี้เราอยากให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เลื้อยขึ้นไปเกาะได้ สระว่ายน้ำข้างหลังเราก็ทำเป็นสระที่ไม่มีคลอรีนหรือสารเคมีเลย เราดูตัวอย่างจากอ่างบัวว่าน้ำที่อ่างบัวมันใสตลอดปี ไม่มีใครไปใส่สารอะไร ไม่มีใครเปลี่ยนน้ำก็ยังใส นั่นเพราะว่ามีพืชที่ช่วยกรองน้ำให้มันใส คือพืชอย่างบัว จอก ธูปฤาษี พวกนี้มันจะกินอาหารที่ทำให้น้ำเขียว ถ้าคุณปลูกพืชพวกนี้เยอะ น้ำก็ไม่เขียว ตะไคร่น้ำก็ไม่โต เราก็พยายามจะปลูกอย่างนั้นอยู่

และห้องพักเราจะมีห้องหนึ่งที่เรียกว่า Beehive หรือรังผึ้ง เรากำลังศึกษาเรื่องผึ้งอยู่เพราะผึ้งเป็นตัวที่ทำให้ระบบนิเวศน์สมบูรณ์มากเลยจากการผสมเกสรดอกไม้ของมัน ก็เลยอยากจะเอารังผึ้งจริงๆ ไปไว้ใต้ห้องรังผึ้งเพื่อที่เราจะได้มีส่วนทำให้ระบบนิเวศน์ของที่นี่สมบูรณ์ ถามว่ามันไม่อันตรายเหรอ อันนี้เราก็ศึกษาจากผู้รู้มาแล้วทราบว่ามันจะมีผึ้งประเภทที่ดุและไม่ดุ ถ้าดุก็จะชอบสภาพแวดล้อมแบบกลางแจ้ง ร้อนๆ ส่วนผึ้งที่รักสงบก็จะชอบพื้นที่ที่มีร่มเงาหน่อย เราก็ต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสม

- สรุปได้ว่าที่นี่มีแนวคิดอะไรบ้างที่เป็นกรีน

เยอะมากเลยครับ เยอะจนเราทำเป็นตัวอักษร A-Z ได้แลย เอาหลักๆ คือ เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนสร้าง ต้องเข้าหาชุมชน ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนว่าเราจะทำอะไร เรียนรู้จากเขา ช่วงที่สร้างก็พยายามเลือกวัสดุที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่นไม้พวกนี้ที่เอามาทำพื้นฝรั่งจะตื่นเต้นมาก เพราะเอาไม้จากบ้านเก่ามาตีเป็นพื้น ตัวอาคารก็คำนึงถึงการใช้พลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ การออกแบบห้องคำนึงถึงทิศทางลม ห้องพักในโรงแรม หน้าต่างทะลุถึงกันได้หมดเพราะอยากให้ลมโกรกเข้ามา ทุกห้องมีดาดฟ้าและมีช่องลม เพื่อที่แดดจะได้ไม่กระทบหลังคาโดยตรง จะได้ไม่ร้อน

- กลุ่มเป้าหมายจริงๆ ของที่นี่คือใคร

ถามว่าต้องเป็นคนที่รักธรรมชาติใช่มั้ยถึงมาพักที่นี่ ก็ไม่ เพราะว่าสำหรับคนที่เขาไม่ได้อิน เราก็อยากให้เขามาลองสัมผัสดูว่า การที่คุณอาบน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ และก็ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลม มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิตทั่วไป ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย ที่นี่พยายามที่จะมาเจอกันตรงกลางระหว่างความสงบ ความสะดวกสบาย กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างที่นี่เราก็สกรีนลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง

เพราะหน้าแรกเราเขียนชัดเจนเลยว่า The Bangkok Tree House Not For Everyone