ความอยู่รอดของวงดุริยางค์ซิมโฟนี

ความอยู่รอดของวงดุริยางค์ซิมโฟนี

ดุสิต จรูญพงษ์ศักดิ์ นำเสนอเงื่อนไขที่ท้าทายต่อการดำรงอยู่ของวงซิมโฟนีในวันนี้

การ “เกิดขึ้น” หรือการ “เลิกวง” ของวงดุริยางค์ซิมโฟนี โดยเฉพาะวงที่มี “เงินทุน” ดำเนินการไม่มากมาย ดูจะเป็นเรื่องปกติและเข้าใจได้ในแวดวงนักบริหารจัดการดนตรีคลาสสิกซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้รับการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมอย่างเต็มที่จากภาครัฐบาล

มีแต่ว่าทำอย่างไร ให้วงดุริยางค์ซิมโฟนีอยู่รอด ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ยาวนานที่สุด โดย “แฮปปี้” ทั้งนักดนตรี, ผู้ชมผู้ฟัง และฝ่ายบริหารจัดการวงฯ

ในอดีตมี “ตัวช่วย” มากมาย อันเกิดจากสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรเอื้อให้วงดุริยางค์ซิมโฟนียืนหยัด สร้างสรรค์เสียงเพลงสู่ผู้ชมผู้ฟังลักษณะ “วิน-วิน” กันทุกฝ่าย

แต่อัตราการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ที่ “เร็วขึ้น” สมยุค “ดิจิทัล” เริ่มส่งผลต่อองค์กรศิลปวัฒนธรรมที่ปรับตัว “ช้า” หรือ ปรับตัวด้วยกลยุทธ์ที่ “ไม่สอดคล้อง” กับการเปลี่ยนแปลงของผู้ชมผู้ฟังรุ่นใหม่ เกิดและเติบโตมาอีกลักษณะหนึ่ง

คนฟังน้อย ขายบัตรไม่ได้ คนรุ่นใหม่ไม่สนใจดนตรีคลาสสิก องค์กร “ขาดทุน” ไม่มีเงินใช้จ่ายต่างๆ ได้ “สะดวก” เหมือนยุคอดีต

โดยเฉพาะเรื่อง “เงินๆทองๆ” ค่าตอบแทนต่างๆ ขัดแย้งกันมากขึ้น อาทิ การ “ล็อคเอาต์” (Lockout) ระหว่างเกิดกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้เรื่อง “ค่าแรง” และผลประโยชน์ตอบแทนของนักดนตรี ฝ่ายบริหารจัดการวงฯ ยุติการซ้อม หยุดการแสดง ระงับกิจกรรมต่างๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องการให้องค์กร “ติดลบ” ด้านการเงินเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ต่างๆ ของวงทั้งการขายบัตรเข้าชมการแสดง และรายได้จากเงินบริจาค “เหือดหาย” ไปมาก

ผิดกับในอดีตถึงแม้ยังเจรจาตกลงกันไม่ได้ การแสดง มักจะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อไม่ให้กิจกรรมขององค์กรต้องหยุดชะงักไป

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะฝ่ายบริหารวงฯ (บางส่วน และบางวง) เชื่อว่า การจะรักษาโรค “เงินไม่พอ” ในการบริหารวงนั้น ต้องใช้ “ยาแรง” ตามแนวคิดโมเดลใหม่ทางธุรกิจการบริหารจัดการวงดุริยางค์ซิมโฟนี ซึ่งก็ “ง่ายๆ” และ “ตรงๆ” ดี กล่าวคือ ใช้จ่ายเท่าที่มีและเท่าที่หาได้ ไม่ทำอะไรเกินตัวจน “ติดลบ” ด้านการเงิน

นั่นคือแนวคิดหนึ่งของ “วิถีแห่งความอยู่รอด“ ของวงดุริยางค์ซิมโฟนี ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน จากกรณีศึกษาจากซีกโลกตะวันตก

อีกปัญหาวงการดนตรีคลาสสิกคือ จำนวนผู้ชมผู้ฟังดนตรีคลาสสิกลดน้อยลงเรื่อยๆ แฟนเพลงคลาสสิกเก่าๆ จำนวนมากอายุมากขึ้น และล้มหายลาโลกนี้ไปตามอายุขัย

คนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมา “ทดแทน” แฟนเพลงรุ่นเก่าๆ มีความสนใจดนตรีคลาสสิกลดน้อยลง ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี, กิจกรรมใหม่ๆ ด้านความบันเทิง, เวลาที่ถูกแย่งชิงหรือสูญหายไปกับวิถีชีวิตใหม่ๆ ฯลฯ

คอเพลงคลาสสิกเก่าๆ หายไป ขณะที่ผู้สนใจฟังเพลงคลาสสิกรุ่นใหม่ๆ ไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่จะมาชดเชยแฟนเพลงเก่าๆ ได้ ผลคือ รายได้จากการขายบัตรขององค์การศิลปวัฒนธรรมน้อยลงไปเรื่อยๆ

พร้อมๆ กับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนวงดุริยางค์ซิมโฟนี (ในซีกโลกตะวันตก) จากคนฟังเพลง “เจเนอเรชั่น” นี้ ก็ตกต่ำลงเช่นเดียวกัน

อีกแนวคิดหนึ่งเรื่องความอยู่รอดของวงดุริยางค์ซิมโฟนี พิจารณาจากประเด็นการปรับตัวของวงดุริยางค์ซิมโฟนี เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ชมผู้ฟังดนตรีคลาสสิก สดๆ ร้อนๆ จากสุนทรพจน์ของ แม๊กซ์ โฮล (Max Hole) ในงานประชุมประจำปี สมาพันธ์วงดุริยางค์ซิมโฟนีแห่งประเทศอังกฤษ (Association of British Orchestra หรือ ABO)

แม๊กซ์ โฮล เป็นผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีคลาสสิก ค่ายเพลงยูนิเวอร์ซัล ซึ่งมีเลเบิลสื่อผลิตซ้ำทางดนตรีคลาสสิกในสังกัดดังๆ อาทิ ดอยซ์ แกรมโมโฟน, เด็กก้า, ฟิลิปส์ ฯลฯ อดีตเขาเคยเป็นผู้จัดการวงดนตรีแนวร็อคมาก่อน

ประเด็นสำคัญที่โฮลนำเสนอในสุนทรพจน์ของเขา และสื่อนำมาพาดหัวข่าวนำ อาทิ “วงดุริยางค์ ซิมโฟนี ต้องปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เช่นนั้นก็ (สมควร) จะล้มหายตายจากไปเลย”

และ “วงดุริยางค์ซิมโฟนี ต้องสลัดคราบความเป็นดนตรีของคนชั้นสูงออกไป ถึงจะอยู่รอดได้”

โฮลพูดถึง ปัญหาของดนตรีคลาสสิกในสายตาคนรุ่นใหม่ อาทิ คอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเป็นเรื่องที่ “สุดแสนจะน่าเบื่อ” ดนตรีคลาสสิกเป็นเรื่องของ “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ตั้งแต่เรื่องการแต่งกายของนักดนตรีที่ต้องใส่สูทหางยาว ธรรมเนียมเดิมๆ ที่วาทยกรต้องจับมือกับ “หัวหน้า วง” เมื่อออกมาโค้งตอบรับเสียงปรบมือแสดงความชื่นชอบของผู้ชมผู้ฟัง

ธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างในการฟังคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของดนตรีคลาสสิก เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถสลัดทิ้ง “ภาพลักษณ์” ที่เป็นทางการเหล่านั้นออกไปให้ได้

แม๊กซ์ โฮล เรียกร้องให้นักดนตรีเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องการแต่งตัวเพื่อการแสดงดนตรี การปรากฏตัวและเล่นดนตรีด้วยความกระตือรือร้น ดึงดูดเร้าใจผู้ชมผู้ฟัง

การเปิดโอกาสให้ผู้ชมผู้ฟังสามารถปรบมือแสดงความชื่นชมได้ ตามใจปรารถนา เมื่อจบการแสดงคอนเสิร์ต ควรจะมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแต่การโค้งรับเสียงปรบมืออย่างเดียว

นักดนตรีต้องยอมรับและปรับเปลี่ยนตัวเอง พร้อมการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น สามารถ “ควบขี่” คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมเปิดรับยุคสมัยแห่ง “การปฏิวัติดิจิทัล” ทั้งในเรื่องของการดาวน์โหลด การสตีมมิ่ง และ โซเชียล มีเดีย

โฮล เชื่อว่า นอกจากจะโปรโมทดนตรีคลาสสิกสู่ “กลุ่มเป้าหมายหลัก” (คนมีการศึกษา รายได้ดี เป็นชนชั้นนำในสังคม - ผู้เขียน) แล้ว ยังต้องส่งเสริมดนตรีคลาสสิกไม่เฉพาะไปสู่กลุ่มคนหนุ่มสาวเจเนเรชั่นใหม่แล้วเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่สามารถเข้าถึงดนตรีคลาสสิกได้ ถ้าเขาเหล่านั้นรู้สึกว่าดนตรีคลาสสิกไม่ใช่ดนตรีสำหรับคนชั้นสูง หรือเป็นดนตรีที่ต้องปีนกระไดฟัง

เพราะแม้แต่คำว่า “คลาสสิก” เอง ก็ทำให้ชาวบ้านทั่วไปรู้สึก “แปลกแยก” กับงานศิลปะลักษณะนี้อยู่แล้ว โฮลเชื่อว่า มีผู้สนใจดนตรีคลาสสิกมากมาย แต่เขาเหล่านั้นรู้สึกว่า ดนตรีคลาสสิกไม่ใช่โลกที่เขาจะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันได้

ผู้ชมผู้ฟังส่วนหนึ่ง ไม่สามารถแสวงหา “ความหฤหรรษ์” จากการชมและฟังคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกได้ เพราะสัมผัสถึงมารยาทของคนชั้นสูง ที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกงุนงงและ “ความกลัว” ในการชมและฟังคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก

แม๊ก โฮล ถึงกับกล่าวว่า “ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า แต่ดั้งแต่เดิมนั้นการฟังดนตรีคลาสสิก ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ให้ต้องฟังกัน ในลักษณะเช่นที่ว่านี้มาก่อนหรือไม่”

“ผมเอง เมื่อปีที่แล้ว ไปฟังการแสดงใน เทศกาลพรอมมินาด คอนเสิร์ต บรรเลง ซิมโฟนี หมายเลข 9 ของเบโธเฟน ระหว่างที่ฟัง ผมอยากจะกระโดด อยากจะตะโกน แสดงความชื่นชม แต่รอบๆ ตัวผมมีแต่ความเงียบสงบ บางครั้งอาจแทรกเข้ามาด้วยเสียงไอและจามบ้าง”

แนวคิดการทำให้การฟังและชมการแสดงดนตรีคลาสสิก เป็นเรื่องที่เกิดความหฤหรรษ์และสะดวกสบายมากที่สุดสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้สนใจดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่ๆ เกิดและเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอีกลักษณะหนึ่ง องค์การศิลปวัฒนธรรมซีกโลกตะวันตกหลายแห่ง (หรือแม้แต่ในบ้านเราเอง) ได้พยายามทำมาแล้วหลากหลายรูปแบบ

ทั้งที่พยายามอย่างไม่หักหาญน้ำใจ ในการ “ทลายพิธีกรรม” (บางอย่าง) อย่างเป็นทางการในการฟังและชมดนตรีคลาสสิก ไปจนถึง “หักมุม 360 องศา” กันเลยทีเดียว อาทิ อิงลิช เนชั่นเนล โอเปร่า จัดการแสดงอุปรากรให้ผู้ชมผู้ฟังแต่งยีนส์ เสื้อยืด เข้าชมการแสดงในที่นั่งดีๆ ราคาแสนถูก ระหว่างพักครึ่งการแสดงเฮฮาดื่มกินได้ประดุจงานสังสรรค์ของหนุ่มสาว

ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ได้รับคำชม หรือถูก “ตำหนิ” ก็มีมาแล้ว ล้วนเพื่อ “ดึงดูด” หนุ่มสาวรุ่นใหม่ ให้หันมาสนใจฟังเพลงคลาสสิก ทดแทน Aging Audience ที่กำลังหดหายไปเรื่อยๆ.