ทางชีวิตที่ลิขิตด้วย'ศิลปะ'

ทางชีวิตที่ลิขิตด้วย'ศิลปะ'

แม้ศิลปะจะเป็นเส้นทางที่ศิลปินเหล่านี้เลือกแล้ว แต่ระหว่างทางเดินหากไม่รู้จักสมดุลของชีวิตย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องเจออุปสรรค

เพียงแต่จะอยู่กับมันอย่างไร

ชอบวาดเขียน เรียนศิลปะ มุมานะแสดงงาน สร้างชื่อเสียง สร้างฐานะการเงินจากการ "ผลิตและจำหน่ายงานศิลปะ"...อาจจะเป็นวงจรชีวิตของ "ศิลปิน" หรือ "คนทำงานศิลปะ" ในความเข้าใจของคนทั่วไป

แต่ในบางมุมของสังคมศิลปะ ยังมีอีกหลายชีวิตที่เลือกจะให้ศิลปะเป็นทั้งเครื่องนำทางและจุดหมายปลายทาง แม้ถนนสายนี้จะไม่ง่ายอย่างใครคิด

งดงามบนความเจ็บปวด

เมลาณี ไกร์ส นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ย้อนเส้นทางเดินบนถนนสายศิลปะว่า เธอมีบิดาเป็นวิศวกรชาวเยอรมัน กับมารดาที่เป็นสาวชาวเขาเผ่าลีซออยู่บนดอยที่เชียงราย ส่วนความสนใจศิลปะเริ่มมีมาตั้งแต่เห็นแม่ซึ่งเป็นชาวเขาเขียนรูปจากความฝัน

"คนบนดอยเมื่อก่อนไม่เคยมาในเมือง ไม่เคยดูทีวี ไม่รู้ว่าวัดเป็นยังไง คุณแม่จบป.4 ไม่เคยเรียนวาดรูป แต่ชอบวาด ชอบฝันเห็นวัดแล้วก็วาดออกมา แม่ชอบวาดรูป หนูก็ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก วาดมาเรื่อยๆ พอจบชั้นมัธยมก็คิดว่าจะเรียนออกแบบแฟชั่น อยากเรียนจุฬาฯ แต่พอดีมีเพื่อนอยากเรียนศิลปากร หนูก็ไม่รู้จักว่าศิลปากรคืออะไร ก็มากรุงเทพฯ กับเพื่อน ไปดูที่ม.ศิลปากร ไปไหว้อาจารย์ศิลป์ไปเห็นบรรยากาศที่ศิลปากรก็อยากเรียน ก็เลยสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ"

ความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาเรียนในด้านศิลปะที่ตั้งใจ ทำให้หลังจบม.6 เมลาณีตัดสินใจไปเรียนกวดวิชา หรือ "ติว" ด้านศิลปะอย่างเข้มข้น จนเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บป่วย-เจ็บปวดที่ติดตัวตลอดมา

"ม.6 เทอม 2 ก็ไปติวศิลปะ ทีนี้เนื่องจากเราเรียนมาสายศิลป์ฝรั่งเศส ก็จะเสียเปรียบพวกที่เรียนศิลปะมาก่อนแล้ว ก็จะต้องติวหนักมาก แล้วอาจารย์ที่ติวก็เหมือนจะเห็นแวว ก็ตั้งความหวังที่เรา พยายามผลักดันให้เราได้เรียนจิตรกรรม เราก็เหมือนโดนกดดันตลอดเวลา เทอมนั้นหนูกินเครื่องดื่มชูกำลังวันละ 2 ขวดทุกวัน ไม่หลับไม่นอน จน 1 เดือนสุดท้ายก่อนเอ็นทรานซ์ก็จะไปกินไปนอนที่ติวเลย วาดรูปตลอดเวลา นอนวันละ 1 ชั่วโมง ทำอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง"

"หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" คือ สิ่งที่ได้รับจากการมุมานะทำงานศิลปะจนลืมเวลา

"เพราะเรานั่งวาดรูปมากเกินไป กับอีกอย่างคือ เรานั่งผิดท่าจนเกิดการกดทับของกระดูกสันหลัง ช่วงสอบติดศิลปากรก็ปวดหลังมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็วาดรูปตลอดเพราะวาดแล้วสมาธิเราจดจ่ออยู่ตรงนั้น พอมาดูเวลา...อ้าวผ่านไป 5 ชั่วโมงแล้ว บางครั้งก็ 12 ชั่วโมง จนไปเอ็กซ์เรย์ถึงได้รู้ว่าหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ตอนนั้นเดินได้ แต่นั่งไม่ได้แล้ว ปวดมาก ช่วงรับน้องก็หนักอีก ถ้าเราไปทำกายภาพบำบัด ทั้งรุ่นก็จะโดนทำโทษ หนูก็เลยไม่ไปกายภาพ จนหมอนรองกระดูกแตก เราก็ไม่ไหวแล้ว เลยไปโรงพยาบาล โชคดีเจออาจารย์หมอท่านหนึ่งดูผลเอ็กซ์เรย์แล้วบอกว่า...วันมะรืนมาผ่าเลยนะ..."

"การผ่าตัดแค่ช่วยไม่ให้เป็นอัมพาต แต่ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่หนูนั่ง ทุกครั้งที่หนูเดิน ยืน นอน หนูจะมีความเจ็บปวดตลอดเวลา เพียงแต่หนูไม่ได้บ่นออกมา แต่ละวันความเจ็บปวดไม่เหมือนกัน เราก็ยังไม่เคยชินกับความเจ็บปวดซะที แต่หนูก็ไม่ได้โทษว่าเป็นเพราะการทำงานศิลปะหรอก เรานั่งผิดวิธีเองมากกว่า"

ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่ได้รับจากการทำงานศิลปะ ย้อนกลับมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะของเมลานี เพื่อสื่อถึงความเจ็บปวดต่างๆ ที่ได้รับ โดยใช้รูปสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น หนามแหลมที่ทิ่มแทงและพันรอบกระดูกสันหลัง รากต้นไม้ที่งอกออกมาจากร่างกายแทนความหมายถึงการต้องนอนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ หรือ "หัว" หลายหัวที่มีใบหน้าหลากหลายอารมณ์ แต่มีร่างกายเดียว แทนความหมายว่า ไม่ว่าจะในขณะสุขหรือทุกข์ ความเจ็บปวดยังคงอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คนเราย่อมปรับตัวเพื่อสามารถอยู่ร่วมกับความเจ็บปวดให้ได้

เมลานี ยังคงทำงานศิลปะบนความเจ็บปวด และกำลังจะมีนิทรรศการแสดงผลงานเร็วๆ นี้

ศิลปะของพนักงานขับรถ

"ครอบครัวทำโรงงานยาแผนปัจจุบัน มีสูตรยา มีแบรนด์ของตัวเองเลย ส่วนบ้านที่อุบลฯ ก็ทำโรงหนัง ก็จัดว่าคหบดีนะ (หัวเราะ) ที่บ้านกะว่าให้เรียนหมอ หรือไม่ก็วิศวะฯ ไม่งั้นก็นักบินอวกาศ เพราะตอนเด็กๆ หน้าตาฉลาดมาก" จตุรงค์ เลาหตระกูล หรือ "บอนนี่" ของเพื่อนฝูง บอกเล่า

"วาดรูปนี่ชอบมาตั้งแต่เด็ก ป.2-ป.3 ก็วาดแล้ว วาดการ์ตูน รูปสติกเกอร์ต่างๆ พอวาดแล้วคนที่บ้านฮือฮา ก็อาจจะเป็นการเรียกร้องความสนใจตามประสาเด็ก พอมาชั้นมัธยมแรงบันดาลใจคือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมันวาดรูปเก่ง เราก็เลียนแบบมันน่ะ พอโตมาเรียนม.ปลาย เห็นข่าวอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ไปเขียนภาพฝาผนังวัดไทยพุทธประทีป ที่อังกฤษ ก็เลยมีเฉลิมชัยเป็นไอดอลช่วงนั้น ทำให้อยากเรียนศิลปะไทย ตอนหลังได้รู้จักเรื่องราวของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เลยยิ่งอินเรื่องศิลปะไปกันใหญ่ ก็เลยไปสอบเข้าเพาะช่าง ภูมิใจมากที่ได้เรียนลายรดน้ำ เรียนจิตรกรรมไทย เพราะเป็นศิลปะของชาติ พอจบเพาะช่างก็ไปหาทำงานซ่อมวัด เขียนประตูโบสถ์วัดอรุณฯ ไปทำซ่อมเสา ปั้น ปิดทอง ประดับกระจก รู้สึกเจ๋ง รู้สึกเป็นศิลปิน แต่ที่จริงมันงานกรรมกรน่ะ ต้องแบกปูน ผสมปูน ต้องรื้อหลังคา ประกอบนั่งร้าน เจอไม้เก่า เจอฝุ่น เจอแต่เชื้อโรค"

ปีกว่าๆ กับงานซ่อมวัดท่ามกลางฝุ่นและเชื้อโรค ทำให้จตุรงค์ติดเชื้อไวรัส ก่อนจะพัฒนาไปเป็น "มะเร็งหลังโพรงจมูก"

"ตอนแรกก็ปวดคอ ตอนหลังก็เริ่มบวมตามคอ ตามต่อมน้ำเหลือง ปวดหัว พอเชื้อโรคจากต่อมน้ำเหลืองกระจายขึ้นสมองผ่านท่อหู หูเลยดับ ตอนนั้นก็ยังทำงานซ่อมวัดอยู่ก็ทนทำงานไป จนน้ำท่วมหนักปลายปี 2538 วัดที่เราทำงานมีน้ำท่วมขังสกปรกทำงานไม่ได้ เลยลางานแล้วก็เลยไปหาหมอ หมอฟังอาการปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูกแน่นอน แต่หมอบอกว่าเป็นเนื้องอก วันรุ่งขึ้นอารู้ข่าวส่งข้อความมาบอกว่าที่หมอพูดว่าเนื้องอกน่ะ ภาษาหมอหมายถึงมะเร็ง ไม่รู้รึไง (หัวเราะ)..."

"...ผ่าตัดก็ไม่ได้เพราะมะเร็งโพรงจมูกมันอยู่กลางหัว ก็ต้องฉายรังสี ช่วงนี้คำว่าเจ็บยังน้อยไป เพราะฉายรังสีเซลล์ในปากเราโดนทำลายไปด้วย กลืนน้ำลายแต่ละทีรู้สึกเหมือนไฟลวกปาก พอมาฉีดคีโมก็ทรมานมาก อาเจียนทั้งวัน ทุกอย่างที่กินเข้าไปอาเจียนออกมาหมด เผลอกลืนน้ำลายยังอาเจียนออกมา ความรู้สึกเหมือนตกนรกน่ะ ไม่เอาแล้ว ขอตายไปเลยดีกว่า สรุปคือฉายรังสี 36 ครั้ง ฉีดคีโมไปแค่ 2 ครั้ง แล้วรู้สึกว่าพอแล้ว ไม่รักษาแล้ว แต่ในที่สุดก็หาย เพราะศึกษาธรรมะที่อาจารย์หลายๆ คนสอน กับที่พ่อบังคับให้อ่าน บวกกับเรามาทำงานศิลปะ ทำให้เราเป็นคนที่ไม่เครียด เวลาเครียดก็วาดรูป เล่นกีตาร์ แหกปากร้องเพลงก็สบายใจ"

ไปทำงานเป็นลูกจ้างกรมศิลปากร วาดรูปประกอบหนังสือ รับจ้างเพนท์ฝาผนังบ้าน เปิดร้านขายเสื้อผ้า รับเพนท์เฮนนา เพนท์เล็บ ออกแบบโลโก้ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางอาชีพปัจจุบันคือ "พนักงานขับรถ"

"จนมาทำงานเป็นคนขับรถให้ผู้อำนวยการสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ ก็อยู่ในบรรยากาศศิลปวัฒนธรรมนะ พานายไปเปิดงานโน้นงานนี้ ก็เลยเหมือนได้รื้อฟื้นเรื่องศิลปะอีกครั้ง แต่จะไปทำสีน้ำมันหรือสีน้ำก็ยุ่งยาก ลงทุนเยอะ ก็เลยคิดถึงคำของอาจารย์ศิลป์ว่า ดรออิ้งหรือวาดเส้นน่ะคือไวยากรณ์ของศิลปะ ถ้าคุณดรออิ้งได้ คุณทำศิลปะแขนงไหนก็ได้หมด แล้วใช้ดินสอแท่งเดียว ยางลบ 1 ก้อน กระดาษอะไรก็ได้ นึกถึงอาจารย์หลายๆ คน อย่าง จ่าง แซ่ตั้ง เขียนด้วยถ่านหุงข้าว อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ใช้ดินสอสีไม่กี่สี แต่ได้รางวัลเหรียญทองศิลปกรรมแห่งชาติ ท่านอังคาร เกรยองแท่งเดียววาดลายไทยได้วิจิตร ก็ได้แนวความคิดจากปรมาจารย์เหล่านั้น พอเจ้านายจะย้ายประเทศ เราก็เขียนดรออิ้งให้ แกก็ชม เรารู้สึกมีกำลังใจว่าเราสามารถทำงานศิลปะได้นี่หว่า หลังจากนั้นก็ซ้อมกันใหญ่ ตอนนี้ขับรถให้นายคนใหม่ก็เจอนายดีอีก ชอบงานศิลปะ ส่งเสริมด้วย หาจ๊อบให้เราวาดรูป เราก็วาดอยู่เรื่อยๆ วาดทุกวัน"

"...สำหรับเราอะไรก็ได้ คือศิลปะหมด สีแปดหมื่นสี่พันสีหรือดินสอแท่งเดียวก็เป็นงานศิลปะได้ ถ้าทำออกมาด้วยใจที่บริสุทธิ์ต่องานศิลปะชิ้นนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ก็ทำงานขับรถด้วย วาดรูปด้วย คิดไว้ว่าอยากมีนิทรรศการแสดงผลงานของเราจะได้เชิญเจ้านายไปเป็นประธาน เป็นเกียรติให้เจ้านายเราที่คอยสนับสนุน และก็เหมือนเป็นการเสนอตัวเองว่าเราเป็นคนนึงนะที่วาดรูปขาย วางแผนไว้แล้วว่าต้องมีนิทรรศการให้ได้"

ชาวนา-หนุ่มวิน-ศิลปินเดี่ยว

ลืมตาดูโลกพ.ศ.2499 ที่จังหวัดพิจิตร วัณนา อยู่คง เกิดในครอบครัวชาวนา เรียนหนังสือจบชั้นป.7 บนศาลาวัด วัณนาชอบวาดรูปตั้งแต่อายุได้ 5 ขวบ หลงใหลในรูปทรงและสีสันจนครอบครัวกลัวจะ "บ้า"

"เมื่อก่อนมีสีถูกๆ สีตราม้ากล่องละ 12 บาท ก็เขียนอยู่นั่นแหละ ไม่เสร็จไม่ยอมนอน ใจมันชอบ จนแม่ยกให้ไปเป็นลูกพระ ให้พระครอบครูให้เพราะกลัวลูกเป็นบ้าวาดเขียน แต่จริงๆ แล้วจิตใต้สำนึกเรามันชอบ ก็เลยวาดทุกอย่างเลย ป่าไม้ สิงสาราสัตว์ จระเข้ เสือ นก สัตว์ป่า เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นอย่างนั้น จนจบป.7 ไม่ได้เรียนต่อ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนา เสร็จจากนาก็กลับมาเขียนรูปอยู่บนกระต๊อบ และก็รับเขียนรูปคนด้วย คนบ้านนอกไม่ได้ถ่ายรูปมีแต่รูปบัตรประชาชน เวลามีคนอยากได้รูปปู่ย่าตายายพ่อแม่ที่เสียไปก็เอารูปจากบัตรประชาชนมาให้เราเขียนดินสอ รูปละ 50 บาท"

อยู่พิจิตรจนอายุได้ประมาณ 28 ปีก็ย้ายไปอยู่พิษณุโลกเพราะมรสุมชีวิต เมื่อแม่มาป่วยเป็นวัณโรค จำต้องขายนาและขาย "เจ้าดำ" ควายที่รักที่สุด เพื่อเอาเงินไปรักษาแม่ แม้ต้องย้ายถิ่นไปเริ่มต้นหักร้างถางพงเอาใหม่ก็ยังไม่ทิ้งการวาดรูป ก่อนที่เส้นเกณฑ์ชะตาจะชี้ให้มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และพบกับ 2 เส้นทางสายใหม่ในชีวิต

"เนื่องจากตอนเด็กๆ ทำนาอยู่ที่พิจิตร มีต้นประดู่มันโค่นเราก็ต้องแบกออกไปทิ้ง หลังเราก็ลั่นเลย ตอนนั้นอายุประมาณ 17 ปี พออายุได้ 32 ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าหลังที่พิจิตร มาฝึกเดินใหม่อยู่ประมาณ 1 เดือน พอหายจากแผลหมอบอกห้ามทำงานหนัก วันนึงก็เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาวิ่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างตอนอายุ 33 จนกระทั่งประมาณพ.ศ.2540 ผมได้มาวิ่งรถรับคุณแม่ของอาจารย์ถวัลย์ ประมาณ ที่เป็นศิลปิน ท่านก็คุยให้ฟังว่าลูกเขียนรูปอยู่ที่บ้าน ก็เลยได้เข้าไปรู้จักกับอาจารย์ถวัลย์..."

"...ช่วงนั้นวิ่งรถได้วันละ 400-500 ก็เก็บวันละ 300 ไว้ซื้อสี ซื้อสีครบก็จัดการเขียนรูปเลย และอาจารย์ก็แนะนำว่าเรามีความรู้สึกกับสิ่งอะไร รักอะไร ประทับใจอะไรมากที่สุดให้เขียนสิ่งนั้น คิดอยู่ 2 เดือนได้คำตอบให้ตัวเองว่าชอบรวงข้าว เลยกลายเป็นภาพทุ่งนา เขียนเมล็ดข้าวทีละเมล็ดจนเต็มทุ่งนา คนมาเห็นบอกผมบ้าแล้ววาดอะไรละเอียดขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าบ้าหรือไม่บ้าผมก็ชอบของผม ก็เลยได้แนวตรงนั้นมา เขียนอยู่ 2 ปี ได้งาน 7 ชิ้น อาจารย์ก็เริ่มพาไปหาแกลเลอรีขายงาน จากตรงนั้นก็เริ่มส่งผลงานเข้าประกวดได้รางวัล ได้แสดงผลงานเดี่ยวแล้ว 4 ครั้งและแสดงผลงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนศิลปินอีกหลายครั้ง"

ทุกวันนี้แม้มีชื่อเป็นศิลปินเต็มตัวและเป็นอาจารย์สอนศิลปะในบางโอกาส แต่วัณนายังไม่ทิ้งอาชีพหนุ่มวิน ขณะที่ภาพจำประทับใจที่จากท้องนาตั้งแต่วัยเด็กที่ทำให้มีวันนี้ เขาก็ไม่ทิ้งเช่นกัน

"ทุกวันนี้ผมก็ยังทำนาอยู่นะ...นี่ไง(ชี้ที่ผลงานภาพท้องนาของตนเอง) วินก็ยังขี่อยู่ วินหน้าบิ๊กซีพระรามสอง ขี่มา 20 ปีแล้ว บางคนบอกว่า เราเป็นศิลปินแล้ว ขายรูปได้หลักพัน หลักหมื่น หรือบางทีก็หลักแสน ทำไมไปเก็บทีละ 5 บาท 10 บาท แต่เราไม่ดูถูกเงินน้อย ก็ทำสองอย่างคู่กันไป เขียนรูปเครียดแล้วก็ออกไปวิ่งรถข้างนอกเปิดหูเปิดตา เก็บเล็กผสมน้อยไป ผมว่าชีวิตผมไม่ลำบากถ้าเราขยัน"

ชีวิตการเป็นศิลปินวินมอเตอร์ไซค์ส่งลูกเรียนจบปริญญาได้ 2 คน วัณนาบอกว่าทุกวันนี้ "โอเค" แล้วกับชีวิตในวัย 56 และตั้งใจว่าถ้าไม่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนเสียก่อนก็น่าจะเขียนรูปได้อีกหลายปี

.. .

แทนที่จะเป็นกลีบอ่อนนุ่มรอรองรับก้าวเดิน เส้นทางสายศิลปะของบางคนกลับโรยไว้ด้วยความแข็งและคมของหนามกุหลาบ แต่ก็ยังเป็นเส้นทางที่เขาและเธอพอใจเลือกจะเดินอยู่นั่นเอง