จากวรรณศิลป์สู่ทัศนศิลป์ การหลอมรวมของศิลปะสองแขนง

จากวรรณศิลป์สู่ทัศนศิลป์ การหลอมรวมของศิลปะสองแขนง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามรดกแห่งภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษไทยส่งต่อให้ลูกหลานนั้นมีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งจรรโลงสังคมไทยมาช้านาน

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนรูปแบบงานศิลป์ก็เปลี่ยนตาม ขนบใหม่เข้ามามีรูปรอยอันชัดเจนมากขึ้น วรรณศิลป์ถูกลดค่าลงให้เป็นศิลปะราคาถูก ทัศนศิลป์ถูกละเลยให้เป็นศิลปะเฉพาะกลุ่มและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ยากทุกทีๆ

แต่นับเป็นนิมิตรหมายดีที่วันนี้มีองค์กรทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งในปัจจุบัน ได้จัดโครงการสร้างคุณค่าให้ทั้งสองงานศิลป์ให้กับเยาวชนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยนำเอาศิลปะการประพันธ์มาหลอมรวมกับงานจิตรกรรม จนผสมผสานกันอย่างกลมกลืน-กลมกล่อม

-1-

โครงการ'จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช' ก็เป็นอีกโครงหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนการโดยบมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTOUCH) จัดโครงการนี้ขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเชิดชูสืบสานความเป็นไทยโดยเฉพาะด้านศิลปะและวรรณกรรม ด้วยหวังกระตุ้นให้เยาวชนไทยรักและภาคภูมิใจในภาษาไทย ส่งเสริมให้เยาวชนใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดสิ่งที่อ่านออกมาเป็นผลงานศิลปะ นำประโยชน์และข้อคิดที่ได้รับจากการอ่านมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม

ในปีที่ 6 กำหนดหัวข้อประกวด คือ 'ความรักที่มีต่อแม่' เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเพื่อให้เยาวชนได้ร่วมเทิดทูนพระคุณแม่ ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวม 1,340,000 บาท โดยรางวัลพิเศษในปีนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในทุกระดับชั้นและอาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ประเทศสิงคโปร์

การประกวดแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 -6, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา โดยให้เยาวชนอ่านหนังสือวรรณกรรมไทย ในหัวข้อ 'ความรักที่มีต่อแม่' แล้วใช้จินตนาการถ่ายทอดสิ่งที่อ่านออกมาเป็นภาพวาด

สำหรับตัวอย่างหนังสือที่มีแนวคิดดังกล่าว เช่น ความสุขของกะทิ, ลูกอีสาน, พระจันทร์สีน้ำเงิน, สี่แผ่นดิน, ใบไม้ที่หายไป, ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก, หน้าต่างบานแรก, ม้าก้านกล้วย, ปุลากง, ลิลิตพระคุณแม่, เด็กหญิงดอกไม้ เด็กชายดวงดาว, ตามหาความฝันและขวัญที่หายไป, สุดยอดนิทานกตัญญู ฯลฯ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะนำมาจำหน่ายการกุศลให้กับผู้ที่สนใจ นำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เพื่อสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ท่านที่ร่วมตัดสินผลงานในปีนี้ ได้แก่ สายภาษาและวรรณกรรมไทย 2 ท่าน ได้แก่ เสฐียรพงษ์ วรรณปก, และคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) สายทัศนศิลป์ 3 ท่าน ได้แก่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, สังคม ทองมี และปัญญา วิจินธนสาร สายสื่อมวลชน 1 ท่าน ได้แก่ ธวัชชัย สมคง

อ.สังคม ทองมี ตัวแทนคณะกรรมการกล่าวถึงโครงการนี้ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ศิลปะสองแขนงมาเชื่อมโยงกัน ประเด็นหลักอยู่ที่ว่า ผู้บริหารรู้เรื่องวรรณกรรมเยอะ ผมเห็นว่ามันจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะส่งเสริมให้คนไทยและเยาวชนสนใจและรักการอ่านมากขึ้นซึ่งมันจะเป็นประโยชน์มาก และบ้านเรายังไม่มีพื้นที่มากพอที่ส่งเสริมศิลปะด้านทัศนศิลป์ ก็เป็นที่มาของโครงการนี้ มันเป็นการเชื่อมศิลปะสองทางที่ชัดเจนทั้งสองอย่าง"

สำหรับเยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศแต่ละระดับชั้น ได้แก่ ระดับอุดมศึกษา ผดุงพงษ์ สารุโณ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อผลงาน สังข์ทองช่วยแม่, ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย วุฒิชัย ด้วงคำ โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง จ.ราชบุรี ชื่อผลงาน แม่ในดวงใจ จากวรรณกรรมเรื่องปลาบู่ทอง, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด.ญ.กรพินธุ์ อ่ำสกุล โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม ชื่อผลงาน ดาวลูกไก่ จากวรรณกรรมเรื่องนิทานแม่ และระดับประถมศึกษาตอนปลาย ด.ญ.อารยา เตชะวงษ์ฉิมพลี โรงเรียนอักษะเทพประสิทธิ์ จ.ชลบุรี ชื่อผลงาน สายใยแห่งความผูกพัน จากวรรณกรรมเรื่องสังข์ทอง

"ผลงานของเยาวชนมีการพัฒนามาก เรื่องทางวรรณกรรมไล่มาตั้งแต่นิทานพื้นบ้าน เราให้หมดถ้าเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำหนด มาจนถึงปีที่ 6 ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นคุณภาพทางด้านศิลปกรรม และอยู่ในระดับที่สูง เพราะได้รับความสนใจจากทั่วประเทศ พื้นที่ได้เปิดกว้างขึ้นมาก" อ.สังคม กล่าวชื่นชม

-2-

ในสังคมยุคนี้ที่กระแสโลกไหลเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความสนใจศิลปะในคนรุ่นใหม่ถือเป็นเรื่องน่ายินดี หากเป็นความสำเร็จอันเกิดจากงานศิลป์ด้วยแล้ว พื้นที่และโอกาสย่อมเปิดกว้างขึ้นมากดังที่ อ.สังคม บอกไว้

แต่ใช่ว่าความสำเร็จที่ได้เห็นนั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เพราะเยาวชนคนเก่งเหล่านี้ต้องอ่าน คิด จินตนาการ และสร้างสรรค์ ด้วยพลังกายพลังใจที่มี

ปรุง - ผดุงพงษ์ สารุโณ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า ที่เลือกเรื่องสังข์ทองมาถ่ายทอดเป็นภาพวาดเพราะอยู่ในความทรงจำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

"แต่ก็มาหาอ่านใหม่ตอนอยู่มหาวิทยาลัย แล้วรู้สึกว่ามันตรงกับหัวข้อที่เขาให้มา และมีแนวความคิดของมันที่ตรงกัน"

ปรุงเล่าต่อว่าตอนที่อ่านเรื่องสังข์ทองครั้งยังเด็กกับปัจจุบันอรรถรสก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไรนัก เพียงแต่สังข์ทองครั้งเรียนชั้นประถมนั้นเป็นฉบับย่อ เมื่อได้อ่านฉบับเต็มจึงรู้ว่ามีเนื้อหาที่ดีกว่า

ด้าน ดรีม - ด.ญ.อารยา เตชะวงษ์ฉิมพลี จากโรงเรียนอักษะเทพประสิทธิ์ ด้วยความที่เป็นน้องเล็กในโครงการ ดรีมจึงเข้าร่วมประกวดด้วยความรู้สึกอย่างใสบริสุทธิ์เพียงเพราะชอบวาดรูปตั้งแต่เล็กๆ แต่ในที่สุดผลงานของเธอก็ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประถมศึกษาตอนปลาย

ดรีมเล่าว่างานของเธอถ่ายทอดจากวรรณกรรมเรื่องสังข์ทองตอนเดียวกับพี่ปรุงอย่างบังเอิญ

"เรื่องสังข์ทองเป็นเรื่องที่หนูชอบตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ พอมีหัวข้อนี้ก็นึกถึงสังข์ทองเป็นอันดับแรก เพราะพระสังข์มีความกตัญญูมาก ถึงเขาจะไม่ค่อยได้ออกมาจากหอยสังข์ แต่เขาก็ช่วยงานบ้านของแม่ได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย"

ด้วยค่าที่ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นทุนเดิม ดรีมจึงไม่หนักใจเมื่อทราบว่าต้องนำวรรณกรรมมาวาดเป็นภาพ แต่ความหนักใจกลับไปตกอยู่ที่การวาดเสียแทน

"งานชิ้นนี้หนูวาดหลายครั้ง หนูกลัววาดคนไม่ได้ จึงวาดซ้ำไปซ้ำมา ลองก่อน พอมั่นใจแล้วก็ค่อยวาดจริง"

นอกจากโครงการประกวดครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนคนเก่งให้มีพื้นที่แสดงความสามารถด้านศิลปะ ทว่าสำหรับดรีม นี่นับเป็นพื้นที่แสดงความรู้สึกที่มีต่อแม่ด้วย

"เป็นความกตัญญูที่เราให้แม่ได้โดยไม่ต้องพูด แสดงออกมาทางการวาดรูป การแสดงความกตัญญูต่อแม่ไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ว่าหนูรักแม่ ช่วยแม่ทำงานบ้านก็น่าจะสื่อได้แล้วค่ะ"

-3-

หลังจากได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาแล้ว อีกรางวัลพิเศษที่พวกเขาได้รับและดูจะเป็นรางวัลที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ 'ประสบการณ์' จากการศึกษาดูงานเกี่ยวกับศิลปะและวรรณกรรมที่ประเทศสิงคโปร์

ปรุง - ผดุงพงษ์ สารุโณ เล่าว่า ตื่นเต้นมากที่ได้ไปเยือนประเทศสิงคโปร์ เพราะเป็นประเทศที่ผู้คนสนใจงานศิลปะมากทั้งวรรณศิลป์และทัศนศิลป์ เมื่อไปถึงก็ได้พบเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ พูดคุยกันอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง

"ไปสถานทูตก็เจอท่านทูตประจำสิงคโปร์ ท่านทูตใจดีมาก แล้วก็แนะนำผลงานที่เราประกวดให้ท่านฟัง ท่านก็ชอบ เราก็ประทับใจ" ปรุงบอก

หลังจากนั้นเยาวชนคนเก่งได้เยี่ยมชมสถาบัน SOTA หรือ School of The Arts Singapore เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนหลักสูตรศิลปะทุกแขนงอย่างจริงจังในบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การสร้างสรรค์งานศิลป์ซึ่งต้องใช้จินตนาการและสมาธิ ณ สถาบัน SOTA นี้ ปรุงยอมรับว่าประทับใจมาก และคิดว่าหากมีที่ประเทศไทยบ้างคงดี

"มันเป็นโรงเรียนที่แปลก ที่สอนศิลปะตั้งแต่มัธยมปลาย หลักสูตรเขาดีนะ ใครชอบศิลปะก็มาเรียน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งวิชาการไปเสียทีเดียว เขาพยายามให้เด็กหาสิ่งที่แปลกใหม่ไปจากศิลปะที่มีเดิมๆ ถ้ายังเป็นเด็กรุ่นนั้นอยู่ก็อยากมานะ แต่ค่าเทอมแพงมาก (หัวเราะ) ที่โรงเรียนเขามีพื้นที่ให้เด็กทำงานศิลปะ ใหญ่พอจะให้เด็กได้ทำ ประเทศเราน่าจะมีบ้าง"

สำหรับน้องดรีมซึ่งกำลังจะก้าวสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น (มัธยม) เธอสนอกสนใจและชื่นชอบแนวคิดต่างๆ ที่ครูอาจารย์สอนลูกศิษย์ตั้งแต่ทฤษฎี ปฏิบัติ และกระบวนการคิด

"ที่โรงเรียน หนูชอบงานปั้น ที่เขาปั้นออกมาสวยมาก ทำเป็นถ้วยน้ำชา หนูไม่เคยปั้น พอเห็นก็รู้สึกอยากปั้น หนูอยากให้มีโรงเรียนแบบนี้ที่ประเทศไทยบ้าง เพราะหนูมาอยู่บ้านเขาแล้วรู้สึกไม่ชิน แต่ประเทศไทยน่าจะสร้างแบบนี้บ้าง ถ้ามีที่บ้านเราหนูก็อยากเรียนค่ะ"

และสถานที่อีกแห่งที่พวกเขาประทับใจมาก คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ (Singapore Art Museum - SAM) ที่รวบรวมผลงานศิลปะภายในประเทศสิงคโปร์ไว้มากกว่า 7,000 ชิ้น เป็นสถานที่ดูแลคลังศิลปะของสิงคโปร์ และยังเป็นคลังศิลปะในศตวรรษที่ 20 ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

"ที่นี่เราได้เห็นผลงานหลายชิ้นที่ไม่ค่อยคุ้นเคย มีผลงานของคนไทยด้วยที่โด่งดังถึงที่นี่ มันเป็นงานที่ร่วมสมัย ประมาณว่าเอาของเก่ามาทำใหม่ เป็นงานแปลกใหม่ดี คิดว่าได้อะไรเยอะเลย เพราะที่มหาวิทยาลัยมีวิชาหนึ่งต้องนำวัสดุอื่นๆ มาทำงาน มาเจองานที่นี่ก็ได้แรงบันดาลใจ" ปรุง - ผดุงพงษ์ กล่าว

ด้าน ดรีม - อารยา ยิ้มหวานแล้วบอกว่า "หนูชอบพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปะร่วมสมัยค่ะ หนูชอบที่เขาปั้นจากขี้เถ้าธูป เขาบอกว่ามันเหมือนเราเอาความหวังของคนๆ นั้นมาทำให้เป็นรูปร่าง ถ้าเราปล่อยทิ้งไปก็เหมือนเราทิ้งความหวังของคนๆ นั้นไป หนูชอบผลงานชิ้นนี้มากค่ะ"

นอกจากนั้นคณะเยาวชนยังได้เยี่ยมชม ไลบรารี่ แอท เอสพลานาด ([email protected]) ห้องสมุดบูติคสาธารณะที่รวบรวมข้อมูลด้านศิลปะและการแสดงซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในโลก

แน่นอนว่ารางวัลที่พวกเขาได้รับและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการประกวดและบนเกาะสิงคโปร์นั้นเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ทว่า สำหรับวงการศิลปะไทยไม่ว่าจะวรรณศิลป์หรือทัศนศิลป์ เมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่เติบโตเป็นต้นกล้าเหล่านี้อาจงอกงามเป็นไม้ใหญ่ ให้ดอกผลงดงามและเป็นประโยชน์แก่วงการได้ แต่จะกี่มากน้อยคงต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้องช่วยกันรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยธาตุอาหาร ดังที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในโครงการ 'จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช'

"โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำให้เด็กได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตัวเองมากขึ้นนอกเหนือจากทำงานในสตูดิโอที่มหาวิทยาลัยหรือในห้องเรียน เอาสิ่งที่ได้เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น"นี่คือบทสรุปของ ปรุง - ผดุงพงษ์ สารุโณ